12 tips สร้างหนูเป็นเด็กมั่น


อุ๊ย!! ...เรื่องปั้นลูกให้เป็นเด็กมั่นล่ะก็ดิฉันถนัดนักล่ะค่ะ เพราะโดยส่วนตัวก็แสนจะมั่นเกินร้อย ลูกใครบ้านไหนอยากเจริญรอยตามคุณแม่สวยเริ่ดเชิดหยิ่งอย่างดิฉัน อย่างนี้ต้องเงี่ยหูฟังให้ดีๆ นะค้า

เมื่อวันก่อนเพื่อนสุดเลิฟของดิฉันโทรมาเม้าท์ว่า ลูกของเจ้าหล่อนไม่ยอมทำอะไรเอง แม้อายุอานามจะปาเข้าไป 2-3 ขวบแล้ว โธ้...โธ่ ก็เล่นมีพี่เลี้ยงตามประกบใกล้ชิดประมาณบดดี้การ์ดประจำตัวซะขนาดนั้น เป็นดิฉันก็ไม่อยากทำอะไรเองร้อก

อือม์...แต่ดิฉันก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรหรอกนะคะ เพราะอย่างไรก็เป็นเพื่อนเลิฟกัน เราก็ต้องสวมวิญญาณเพื่อนใจพระบอกไปว่าหัดให้ลูกทำอะไรเองบ้างนะจ๊ะ เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ตามเถอะ แต่ถ้าเราหัดให้ลูกกินอะไรด้วยตัวเอง หัดเล่นของเล่น แล้วเก็บด้วยตัวเอง หัดแปรงฟัน อาบน้ำ ขี่จักรยานด้วยความสามารถของเขาเอง แม้จะล้มบ้างเลอะเทอะบ้าง แต่อย่างน้อยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ จะก่อเกิดขึ้น และเจ้าความรู้สึกแบบว่าที่นี่ล่ะจะกลายเป็นความรู้สึกนับถือตัวเอง และมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem) ในท้ายที่สุด

ฟังแล้วเพื่อนสุดเลิฟเกิดอาการมึนงงอยู่พักใหญ่ จนดิฉันต้องรีบอธิบายต่อไปว่า เจ้า Self-Esteem ที่ว่านี้ เราเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่เป็นเด็กแบเบาะโน่นเลย! น้าน...ยิ่งอึ้งไปใหญ่ ดิฉันไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป รีบชิงพูดต่อไปว่าก็สังเกตง่ายๆ ล่ะกันว่าสมัยเจ้าตัวน้อยกำลังคืบคลานกระดืบๆ อยู่กับพื้นน่ะ ถ้าเราเอาของเล่นไปวางไว้ข้างหน้า เขาจะรีบคลานๆๆๆ จนกว่าจะคว้าสิ่งของนั้นไว้ได้ใช่มั้ย และเมื่อเขาคว้าได้ ตาเขาจะเป็นประกายแห่งชัยชนะที่เปื้อนสุข และความรู้สึกนั้นแหละที่เขาเรียกว่า การนับถือตัวเองที่สามารถทำได้ และเมื่อลูกได้หัดได้ลองทำอะไรตามกำลังความสามารถของตัวเองอยู่บ่อยๆ ต่อไปเขาจะเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น จนเรียกว่าเป็นคนที่นับถือในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง สะสมมากเข้าๆ อีกหน่อยก็กลายเป็นสาวมั่นยุคใหม่ไปในทันที

"เป็นไงจ๊ะ พอจะฝึกคุณลูกให้มี Self-Esteem มากขึ้นได้แล้วหรือยัง” ดิฉันถามเพื่อสุดเลิฟไป
"อือม์...ฟังดูไม่ยากนะ แต่กับเด็กวัย 2-3 ขวบจะฝึกอย่างไรดีล่ะเธอ” เพื่อนสุดเลิฟยังฉงนต่อ

สิ้นเสียงเพื่อนเลิฟ ดิฉันจึงเกิดไอเดียปิ๊งปิ๊งขึ้นมาว่า สงสัยอย่างนี้ต้องอธิบายกันด้วยตัวอย่างเสียแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคุณเธออาจปล่อยให้คุณลูกถูกตามใจและเสียความรู้สึกนับถือตัวเองต่อไปเรื่อยๆ และแล้วความเรียงเรื่องยาวของดิฉันจึงเริ่มต้นขึ้น


เพื่อนสุดเลิฟ ...

หลังจากที่ฉันเฝ้าอธิบายให้เธอฟังถึงวิธีการเลี้ยงลูกแบบให้มี Self-Esteem ดูเธอยังงงๆ กับสิ่งที่ฉันบอกอยู่ แต่ไม่เป็นไรจ้ะ คราวนี้ฉันลงมือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษณทิ้งไว้ให้เธอเลยละกัน เผื่อเธอติดขัดหรือสงสัยอะไรให้ลองกวาดสายตาดูว่าบัญญัติ 12 ประการนี้ (อิ อิ พูดเล่น) เขาให้ทำอะไรบ้าง ต่อไปเธอจะรู้เองล่ะจ้ะว่า...เรื่องสร้างลูกให้เป็นเด็กมั่นนั้นไม่ยากเลยจริงจริง

  • เด็กวัย 1-2 ขวบ
นี่ขอบอก่อนนะว่าเด็กวัยนี้เขาก็เหมือนเด็กทารกนั่นแหละเธอ เขายังต้องการความรักการเอาใจใส่จากเรามากมายประหนึ่งลูกเล็กๆ และถ้าจะสร้าง Self-Esteem ให้เขาเราต้องเริ่มต้นให้เขารู้ก่อนนะจ๊ะว่า เรารักเขามากแค่ไหน และเขามีคุณค่าในตัวเองแค่ไหน เมื่อเขารู้สึกเป็นที่รักแล้ว ความรู้สึกภูมิใจ อบอุ่นใจจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กนับถือตัวเอง และมั่นใจเกินร้อยจ้ะ
1. ใช้เวลาด้วยกัน นี่เธอจะบอกอะไรให้ แค่เธอมีเวลากับลูกอย่างนั่งๆ นอนๆ กลิ้งทับกันไปมา หรือนอนหนุนหมอนใบเดียวกัน นั่งกอดกันบนโซฟา ลูบผมลูกขณะนั่งรถไปด้วยกัน กิจกรรมแบบสบายๆ อย่างนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเองและมั่นคงในจิตใจได้แล้วนะ พอเขาอบอุ่นในหัวใจแล้ว เขาจะมีความเชื่อมั่นที่จะออกไปเรียนรู้โลกเพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองต่อไปนะจ๊ะ

2. อ่านนิทานให้ลูกฟัง อิ อิ ไม่ต้องแอบยิ้มย่ะหล่อน เพราะแค่อ่านนิทานให้ลูกเธอฟังทุกวันนี่ล่ะ จะช่วยให้เขามีไอเดียบรรเจิดหนำซ้ำเขายังรู้ด้วยว่า อือม์...เรานี่รักเขาจริงๆ นะ เพราะเสียงที่เล่าให้ฟังดูตั้งอกตั้งใจเสียเหลือเกิน และถ้าเธอทำได้ก็ควรเล่าให้ลูกฟังทุกคืนแล้วกอดเขาด้วย แค่นี้ลูกก็รู้สึกได้แล้วว่าเรารักเขามากแค่ไหน

3. เป็นนายตัวเอง อุ้ย...ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอกเธอ ก็แค่ลองให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเองเท่านั้นแหละว่า วันนี้เขาอยากกินข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว แล้วถ้าลูกบอกความต้องการมาแล้วเราก็ต้องเคารพความคิดเห็นเขานะจ๊ะ

ต่อไปเธอก็ควรฝึกให้ลูกคิด ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง โดยมีทางเลือกให้เขาเลือก อย่าหมั่นถามเขาอยู่บ่อยๆ ว่า ลูกจะทำนี่ก่อนทำนั่นหรือเปล่า เช่น จะอาบน้ำก่อนหรือกินข้าวก่อน หรือจะดูการ์ตูนก่อน หรือออกกำลังกายก่อน แค่เธอลองให้เขาได้คิดอะไรด้วยตัวเอง ต่อไปเขาจะมั่นใจในความคิดของตัวเอง และนับถือความสามารถของตัวเองนะจ๊ะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหลุดเปิดเปิงไปจากวินัยที่คุณเธอวางไว้ แค่ใช้ให้เหมาะกับเวลา และตัวเลือกที่เธอกำหนด ให้มันอยู่ในกิจกรรมหรือในตารางประจำวันของลูกก็เท่านั้น

4 .มอบหมายงานเล็กๆ ให้ แหม...บางคนอาจคิดว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกจะฝึกอะไรมากมาย แต่เธอจ๋ารู้ไหมว่า งานเล็กๆ หลายๆ ชิ้น เมื่อคุณลูกเธอทำได้สำเร็จ เขาจะภูมิใจในความสามารถตัวเองนะ แล้วพอโตขึ้นงานใหญ่ๆ แค่ไหนเขาก็ไม่หวั่นหรอกจ้ะ อย่างถ้าเราฝึกให้เขากินข้าวด้วยตัวเอง จับช้อนหยิบส้อมแม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ดูสีหน้าเขาสิ ปลื้มปลื้มกับสิ่งที่ทำได้ หลังจากนั้นลองฝึกให้เขาทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง อย่าใส่เสื้อใส่กางเกง ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ให้เรา งานเล็กๆ แบบนี้ล่ะสร้างความมั่นใจและนับถือตัวเองได้มากโขเชียวนะเธอ

  • เด็กวัย 2-3 ขวบ
อะแฮ่ม...เด็กวัยนี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวของตัวเองสูงแล้วล่ะ ฉะนั้นเราจะต้องทำตัวแบบว่า...แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม ฉะนั้น กิจกรรมที่เราสามารถสร้าง Self-Esteem ให้ลูกวัยนี้ได้เห็นจะเป็น ...
5. กินไปเม้าท์ไป นี่! ที่บอกไม่ได้หมายถึงการกินข้าวแบบมูมมามนะจ๊ะ แต่การเม้าท์กับลูกตอนเย็นๆ อย่างเวลากินข้าวนี่นะ ช่วยให้เรารู้ความเป็นไปของเขาในวันนั้น อย่างสมมติวันนี้คุณลูกของเธอเกิดลมบ่จอยจากเพื่อนๆ มา เราก็แค่แนะๆ ว่า “อือม์...ลูกจ๋าวันนี้หน้าบึ้งจัง เป็นอะไรเหรอ?” แค่ประโยคเอาใจใส่แบบนี้เองจ้ะที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นและรู้สึกเป็นที่รัก

6. นักแสดงตัวน้อย เมื่อลูกเกิดอยากแต่งตัวเป็นเจ้าหญิงหรืออยากเต้นระบำขึ้นมา โอกาสทองมาเยือนแล้วล่ะ เพราะเราสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่และถามต่อไปด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง เช่น “ลูกจ๋า...แม่ว่าชุดเจ้าหญิงหนูสวยจัง หนูว่าไงจ๊ะ” หรือ “โอ้โห...เต้นเก่งอย่างนี้หนูว่าเพื่อนจะขอชมหนูเหมือนแม่ชมไหมเนี่ย” แค่เพียงคำถามกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมั่นได้แล้วล่ะจ๊ะ

7. อัลบั้มรูปเตือนใจ ไม่ใช่จำใจจากลาอะไรประมาณนั้น แต่เป็นอัลบั้มรูปสมัยลูกยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ เช่น สมัยเขาอายุ 1 เดือน หรือกำลังตั้งไข่ หรือกำลังแช่น้ำสบายอารมณ์ ฯลฯ ทุกช็อตที่ถ่ายควรนำมาให้คุณลูกดูในตอนนี้ หนึ่งก็เพื่อให้เขารู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเพื่อให้คุณลูกรู้ว่าเขานี่น่ะมีความหมายกับเรามากแค่ไหน เราถึงต้องเก็บรูปเขาอยู่อย่างต่อเนื่อง

8. เกมแห่งความประทับใจ อุ้ย...ฟังแล้วโรแมนติกเชียว ขอบอกว่าเกมนี้สนุกอย่าบอกใคร เพราะแค่ถามลูกว่า เขาชอบไปเที่ยวที่ไหนกับพ่อแม่มากที่สุด หรือวันเกิดที่ผ่านมาเขาชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด แค่นี้เองก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกดีๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกดีๆ กับตัวเองด้วย

9. วันนี้วันดีนี่ๆ เกมนี้ก็สนุกไม่แพ้กันเพราะแค่เธอเซ็ตวันใดวันหนึ่งของอาทิตย์แล้ว เรียกว่า “วันดีเดย์” คือวันแห่งความดี โดยให้คุณลูกฟังแต่เรื่องดีๆ จากปากเธอว่าวันนี้เขาทำอะไรน่ารักให้เธอบ้างอย่าง “วันนี้หนูน่ารักมากจ้ะที่ช่วยแม่หยิบช้อนส้อมมาวางบนโต๊ะ” หรือ “แม่ภูมิใจที่ลูกไม่งอแงเลยในวันนี้” แค่ประโยคหวานหูแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เขาทำและรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว

10. เล่นไฮด์แอนด์ซีค เล่นซ่อนหาโดยเธอเอาของขวัญวันเกิด ของขวัญปีใหม่ หือของขวัญตอบแทนที่เขาทำดีไปซ่อนไว้แล้วให้ลูกควานหาอย่างสนุกสนาน พอเขาเจอของขวัญชิ้นพิเศษนั้นๆ เขาจะรู้สึกว่าเรารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดีแค่ไหน และเขามีคุณค่าต่อเราและต่อตัวเองแค่ไหน

11. แปลงกายเป็นคุณแจ๋ว เสียบ้างย่ะหล่อน ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกคอยแต่ชี้นิ้วสั่งใครๆ ให้ทำตลอด เพราะการสอนเรื่องงานบ้านลูก เช่น ช่วยคุณแม่กรอกน้ำใส่ขวดหน่อยสิจ้ะ หรือล้างช้อนส้อมที่ลูกเพิ่งใช้หรือหยิบผักหยิบไข่ให้คุณแม่หน่อยจ้า หรือเช็ดๆ ถูๆ โต๊ะทานข้าวให้หน่อย งานแบบนี้ล่ะจะช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่า เรื่องแค่นี้เขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วยสิ

12. ทำกิจกรรมหลากหลาย เด็กวัยนี้ความสนใจเขายังไม่ชัดเท่าไหร่หรอกเธอ แต่ถ้าลูกได้เล่นกิจกรรมหลากหลายนอกจากจะช่วยให้ลูกรู้ว่าเขาชอบอะไร เขาเหมาะกับอะไร เขาถนัดทำอะไรแล้ว กิจกรรมนั้นๆ ยังสอนให้ลูกรู้ด้วยว่า คนเรามีทางเลือกมากมายให้กับชีวิต เมื่อเขาลองทำกิจกรรมนี้แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล อย่างน้อยก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกที่ดาหน้าให้เขาประลองฝีมือ ดังนั้น เธอควรให้ลูกลองไปเลยจ้ะ...ไม่ว่าจะให้เล่นต่อไม้บล็อก ต่อจิ๊กซอว์ ปั้นแป้งโด วาดรูป ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ฯลฯ ทุกกิจกรรมช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเองกันทั้งนั้น
เป็นไงยะ...เพื่อนสุดเลิฟ บัญญัติ 12 ประการที่ฉันร่ายยาวมาให้อ่าน พอจะทำให้เธอเข้าอกเข้าใจการเลี้ยงลูกแบบ Self Esteem ขึ้นบ้างหรือยัง...แล้วถ้าคำตอบ “โดน” อย่างไร กรุณาเลี้ยงข้าวดิฉันหนึ่งมื้อเป็นการตอบแทนคุณด้วยนะ


(update 31 มีนาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 271 สิงหาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600