ถ้าพูดถึงอีคิว คุณพ่อคุณแม่ทุกวันนี้คงเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี
แต่ถ้าถามถึงวิธีปลูกฝังอีคิวให้กับลูก หลายๆ คนอาจนึกไม่ออก คำแนะนำต่อไปนี้ อาจช่วยคุณได้ค่ะ
การเสริมอีคิวให้กับเด็กวัยนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญนะคะ เพราะไม่ใช่แค่เลี้ยงให้ลูกเติบโตขึ้นมาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องสอนให้เขามีทักษะในการใช้ชีวิตได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ การกล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ กล้าเผชิญต่อปัญหา หรือแม้แต่ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ของตัวเองให้ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือส่วนของ EQ (Emotion Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งสามารถพัฒนาได้จากการเลี้ยงดู สร้างเสริมตั้งแต่ยังเล็กๆ เด็กที่มีความฉลาดทางอารมณ์ย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต
การปูพื้นฐานการพัฒนาอีคิวให้กับเด็กก็เหมือนกับการสร้างบ้าน สร้างอาคารนั่นละค่ะ
จำเป็นต้องมีฐานรากไว้ยึดเพื่อให้ตัวบ้านมีความมั่นคงแข็งแรงไม่หวั่นแม้เจอพายุฝน เฉกเช่นเดียวกับเด็กที่จำเป็นต้องมีอีคิวไว้เสริมสร้างความมั่นคง
แข็งแรงให้กับชีวิต จิตใจ เมื่อจิตใจเข้มแข็งก็จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วยค่ะ
- เสริม EQ ให้หนูได้ทุกช่วงวัย
คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเสริม EQ ให้ลูกแต่ละวัยได้ดังนี้ค่ะ
ช่วงอายุ 3-4 ปี เด็กเริ่มซุกซน อยากรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้มากมายไปหมด ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกมีอารมณ์ดี ก็ควรหากิจกรรมสนุกๆ สร้างความเพลิดเพลินให้ลูกทำ เช่น วาดรูป เล่นทราย ก็ได้ค่ะ ร้องเพลงหรือเล่านิทานให้เขาฟังก็ได้ จะช่วยเสริมจินตนาการให้ลูกได้ค่ะ
ช่วงอายุ 4-5 ปี ตอนนี้เด็กๆ เริ่มแข็งแรงมากขึ้น เริ่มวิ่งแข่งกับคุณพ่อ ต่อบล็อก วาดรูประบายสี เริ่มรู้จักเล่นกับเพื่อนโดยเฉพาะเพื่อนที่เป็นเพศเดียวกัน อาจมีทะเลาะกันบ้างเพราะแย่งของเล่นแต่อีกสักพักเมื่อเขารู้ว่าเล่นคนเดียวไม่สนุกเขาจะกลับมาเล่นกับเพื่อนเองค่ะ
เด็กๆ วัยนี้จะมีคำถามมาให้คุณพ่อคุณแม่ตอบตลอดเวลาเลยค่ะ เช่น ทำไมรุ้งต้องกินน้ำ ทำไมกระต่ายมีสีขาว เป็นต้น คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะตอบคำถามเขานะคะ เพราะนอกจะช่วยกระตุ้นให้เขาอยากรู้อยากเห็นและกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ยังถือเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกด้วยค่ะ
ช่วงอายุ 5-6 ปี เด็กๆ จะชอบกระโดดโลดเต้นสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว มองหาของเล่นใหม่ๆ อยากรู้อยากเห็นไปหมด เห็นอะไรมาเด็กๆ จะมาเล่าให้ฟังและสามารถเล่าได้เป็นเรื่องเป็นราวเลยละค่ะ อ้อ
ลืมบอกไป เด็กวัยนี้จะเริ่มเรียนกฎเกณฑ์และยอมปฏิบัติตามขึ้นแล้วค่ะ โดยเฉพาะที่โรงเรียน นั่นเป็นเพราะว่าคุณครูฝึกให้เขาได้ปฏิบัติอยู่บ่อยๆ จนสร้างความเคยชิน และต่อไปเมื่อมีอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์เขาก็ยอมปฏิบัติตามแล้วละค่ะ
1. คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นแบบอย่าง การที่จะพัฒนาอีคิวให้ลูกนั้นก็คือให้ลูกรู้จักตัวเอง เรียนรู้ที่จะเลือกแสดงอารมณ์ออกมาอย่างไร ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถเกิดได้จากคำสอนของคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น แต่ต้องมากจากการปฏิบัติของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อลูก และการปฏิบัติต่อกันของคนในบ้านด้วย เช่น ถ้าจะสอนให้ลูกรู้จักอดทนรอต่อแถวเล่น แต่คุณพ่อไม่เคยรออะไรได้เลย แม้แต่ช่วงที่รถติดไฟแดงก็ยังบีบแตรไล่รถคันหน้า อย่างนี้ก็สอนอีคิวเรื่องการอดทนรอคอยให้ลูกได้ยากค่ะ
2. สอนให้เด็กรูจักอารมณ์ตนเอง ควรเริ่มจากการหมั่นสังเกตอารมณ์ของลูกจากเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน พูดคุยหรือถามถึงอารมณ์ เช่น เมื่อลูกรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจที่โดนเพื่อนแย่งของเล่น คุณแม่อาจใช้วิธีพูดคุยกับเขาพยายามให้เขาถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาเป็นคำพูดแทน หนูโกรธใช่มั้ยที่เพื่อนแย่งของเล่นไป หนูเสียใจใช่ไหมที่เพื่อนทำหนูเจ็บ การทำแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้ว่าเขาเองกำลังมีอารมณ์แบบไหน
ขณะเดียวกันก็สอนวิธีการจัดการอารมณ์ตัวเองสอนให้ลูกรู้จักระบายอารมณ์กับคนที่ไว้วางใจ สอนให้พยายามเข้าใจฝ่ายที่ทำให้เราอารมณ์ไม่ดี สอนให้ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ร้องเพลง ฟังเพลง วาดรูป ปลูกต้นไม้ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้เมื่อเขาโตขึ้นผ่านการเรียนรู้ ฝึกฝนพัฒนาตัวเองมาแล้ว เขาจะรู้วิธีจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม ถ้าโดนเพื่อนเล่นแย่งของเล่นอีก ก็จะไม่เลือกวิธีทำร้ายเพื่อน หรือไปยื้อยุดฉุดกระชากเอาของเล่นคืน แต่เขาอาจจะพูดขอของเล่นจากเพื่อนคืน รอผลัดเปลี่ยนกันเล่น หรือเปลี่ยนความสนใจไปเล่นอย่างอื่นแทน
3. คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนระเบียบวินัย ระเบียบวินัยก็คือเครื่องมือที่ทำให้เด็กรู้จักควบคุมตัวเองซึ่งสอนได้โดยเริ่มจากให้ลูกเรียนรู้กฎระเบียบของบ้านก่อน สอนให้เขารู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรทำได้ทำไม่ได้ ตกลงกติการ่วมกันกับเขา เช่น ถ้าลูกไม่ทำตามกติกาที่เราตกลงกันแล้ว จะทำอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณแม่ต้องให้เขาปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอและทุกคนในบ้านก็ต้องปฏิบัติเหมือนกันอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกันด้วย
เช่น คุณแม่ออกกฎไว้ว่าหลังจากกินข้าวเสร็จต้องเก็บจานทุกครั้ง หรือถ้าหยิบของมาเล่นแล้วต้องเก็บเข้าที่เดิม ถ้าบางครั้งลูกไม่ยอมเก็บคุณแม่ก็ไม่ต้องเก็บเองค่ะ แต่ต้องบอกลูกว่าถ้าคราวหน้าหนูเล่นแล้วไม่เก็บ แม่จะไม่ให้หนูเล่นอีก และครั้งต่อไปคุณก็ต้องทำเช่นนั้นจริงๆ หลายครั้งเข้าเขาก็จะค่อยๆ เรียนรู้และทำตามกติกาที่ตกลงกันไว้ได้ค่ะ
กฎระเบียบของสังคมเบื้องต้น เด็กก็ต้องเรียนรู้ด้วย เช่น ถ้าจะข้ามถนนต้องข้ามตรงทางม้าลายถ้าเข้าห้องน้ำที่มีคนเยอะก็ต้องเข้าคิว หรือแม้แต่การพาลูกไปเที่ยวตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ก็ควรสอนให้เขาเรียนรู้กฎของสถานที่เหล่านั้น ซึ่งช่วงแรกๆ คุณแม่อาจคอยดูเพื่อให้เขาปฏิบัติตามอย่างถูกต้องแต่เมื่อเขาโตพอที่จะรับรู้ได้เองแล้ว เขาก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดายค่ะ และสิ่งเหล่านี้จะฝึกให้เด็กสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
4. สอนให้รู้จักช่วยเหลือตนเอง การสอนสิ่งเหล่านี้จะทำให้เจ้าตัวเล็กมีอิสระ สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น กล้าคิด กล้าทำ และเมื่ออกไปอยู่สังคมนอกบ้านลูกก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายโดยเริ่มจากการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว กินข้าว เป็นต้น
เด็กๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองมาอย่างสม่ำเสมอจะทำกิจวัตรเหล่านั้นโดยอัตโนมัติจนเกิดเป็นระเบียบวินัยในตัวเองและติดตัวไปจนโต และช่วงระหว่างที่ฝึกนั้นเด็กจะได้รู้จักใช้ความพยายาม ได้คิดทดลองวิธีใหม่ๆ เรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองให้ทำแม้ในบางเวลาจะรู้สึกไม่อยากทำ แต่ถูกสอนมาแล้วว่าการช่วยเหลือตัวเองเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำทีนี้เมื่อต้องออกไปเผชิญกับสถานการณ์ข้างนอก เช่น เมื่อต้องเข้าโรงเรียนก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการปรับตัวแล้วล่ะ
3 ปีแรกที่ผ่านมาลูกยังทำบ้างไม่ทำบ้าง และคุณแม่เองก็ไม่เข้มงวดนัก มาถึงปีนี้คงต้องจริงจังมากขึ้นแล้วละค่ะ เพราะลูกโตพอที่จะทำอะไรได้หลายอย่าง เข้าใจภาษาได้มากขึ้น และที่สำคัญคุณควรเตรียมพร้อมเขาไว้ก่อนการเข้าโรงเรียนเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในการใช้ชีวิตของลูกที่โรงเรียนควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูก ทำเป็นตัวอย่าง ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือเมื่อจำเป็น พร้อมกับชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จ ที่สำคัญต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และอาจเชิญชวนเขาให้ทำด้วยนิทานเรื่องที่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการสอนค่ะ
อย่าลืมว่าคุณพ่อคุณแม่คือต้นแบบที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบ ความมานะอดทน ความพยายาม วิธีการเผชิญกับปัญหา เพราะฉะนั้นการสอนให้ลูกมีทักษะพื้นฐานหลายๆ ด้าน จึงเป็นแนวทางที่จะทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีความฉลาดทางอารมณ์ รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง ตลอดจนสามารถเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพค่ะ.
(update 8 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 280 พฤษภาคม 2549 ]
|