รู้เฟื่อง เรื่องยาคุณหนู


เพิ่งเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ตอนที่ต้องรับหน้าที่ดูแลเจ้าหลานตัวดีที่ป่วย แทนพี่สาวซึ่งบินลัดฟ้าข้ามประเทศไปปฏิบัติภารกิจสำ-มะ-คัญนี่แหละค่ะ

เวลาหลานปกติทุกอย่างก็ราบรื่นดีหรอก แต่ถึงคราวป่วยไข้นี่สิ อะไรๆ ที่เคยราบรื่นก็ดูยุ่งยากไปหมด โดยเฉพาะตอนที่ต้องป้อนหยูกป้อนยา ประดาความกังวลต่างๆ ก็ประดังประเดเข้ามาจู่โจมหัวใจคุณแม่จำเป็นอย่างเรา
"เอ...ช้อนยาไปไหน ใช้ช้อนชงกาแฟได้หรือเปล่านะ”
"ตายล่ะหว่า อ๊อกออกหมดอย่างนี้ต้องป้อนใหม่มั้ยเนี่ย”
"เอายาผสมน้ำแดงให้กินได้มั้ยน้า...”
...ฯลฯ...

จะเก็บความสงสัยไว้หนักใจต่อไปก็ใช่ที่ เลยต้องไปค้นข้อมูล หาที่ปรึกษา ได้ความกระจ่างมาเพียบค่ะ เอาเป็นว่าขอหยิบมาเล่าไว้ให้เป็นความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ และบรรดาคุณน้า คุณอา ฯลฯ ที่ตกที่นั่งเดียวกับดิฉันในเวลานี้ด้วยแล้วกัน

ขึ้นชื่อว่ายาจะใช้ก็ต้องระวัง ยิ่งเด็กๆ ด้วยแล้วยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะระบบในร่างกายเกี่ยวกับการดูดซึมยาของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น การเผาผลาญและการขับถ่ายยาของเด็กยังทำงานได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ การขจัดยาออกจากร่างกายทำได้ไม่ดี หรือถ้าเราเทียบน้ำหนักตัว ส่วนสูงพื้นที่ผิวร่างกายระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่แล้วของเด็กน้อยกว่ามาก ขนาดยาที่ได้ก็ควรจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ เป็นต้น ฉะนั้นหากจำเป็นต้องใช้ยากับเจ้าตัวเล็ก ถ้าได้ปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนถือเป็นเรื่องดีที่ควรทำอย่างมากค่ะ


  • ฉลากยาไม่ได้มีไว้ให้ขลังเล่น
ที่ต้องบอกแบบนี้ก็เพราะหลายคนมักละเลยมองข้ามไป ทั้งที่เป็นส่วนที่จะบอกข้อมูลเกี่ยวกับยาตัวนั้นๆ ทั้งชื่อยา สรรพคุณ วิธีใช้ การเก็บรักษา อายุการเก็บยาและข้อควรระวัง

หลังรับยาจากคุณหมอ ขอแนะนำว่า คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบชื่อ นามสกุลเจ้าของยา ยา อุปกรณ์ป้อนยา และอ่านวิธีกินยาจากฉลากยาให้เข้าใจ ถ้าขาดหายตกหล่นหรือไม่เข้าใจ จะได้ถามให้เข้าใจก่อนกลับไปใช้ยาที่บ้านค่ะ ก่อนเอายาให้ลูกกินแต่ละครั้งเหลือบตามองที่ฉลากสักนิด อย่าเอาความเคยชินเข้าว่า ของอย่างนี้โอกาสลืม โอกาสพลาดเกิดขึ้นได้ค่ะ และควรเคร่งครัดกับการปฏิบัติตามที่ฉลากยาระบุไว้ เพื่อการใช้ยาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ


  • ยาเขา-ยาเรา ไม่ใช้รวมกัน
ข้อนี้รวมถึงยาของเด็กๆ ด้วยค่ะ บ้านไหนที่มีเด็กอยู่ในบ้านมากกว่า 1 คน ช่วงที่เด็กป่วยไข้ไล่เลี่ยกัน อาจเคยเอายาของลูกคนเล็กไปให้คนโต เอายาของลูกคนโตไปให้คนเล็กกิน โดยจัดการกะประมาณปริมาณยาเอาเอง เพราะคิดว่าอาการเหมือนกันน่าจะใช้ยาแบบเดียวกันได้ อย่างนี้ลูกมีโอกาสได้ยามากหรือน้อยไป และอาจได้รับยาบางชนิดโดยไม่จำเป็นด้วยค่ะ

ปริมาณยาและจำนวนครั้งในการให้ยาต่อวันของเด็กแต่ละวัย จะแตกต่างกันตามวัยและน้ำหนักตัว ฉะนั้นถึงลูกจะอายุไล่เลี่ยกันก็อาจกินยาไม่เท่ากัน และถึงแม้ลูกจะมีอาการเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นโรคเดียวกันเสมอไป ทางที่ดีอย่าใช้ยารวมกัน และควรปรึกษาหมอหรือเภสัชกรก่อนจะดีกว่าค่ะ


  • ตวงยาให้ลูกยังไงดี
เข้าใจว่า น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันเยอะนะคะ เกี่ยวกับช้อนที่ใช้กินยา สำหรับเด็กหลายคนเข้าใจว่า ช้อนชากินยาคงเท่าๆ กับช้อนชงกาแฟ หรือถ้าจะต่างก็คงไม่มากเท่าไร ใช้แทนกันได้ แต่ความจริงก็คือ ช้อนชากินยามีปริมาตรมากกว่าช้อนชงกาแฟค่ะ

ถ้าเราใช้ช้อนชงกาแฟตวงยาให้ลูกก็เท่ากับว่าลูกจะได้รับยาไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะต้องได้ค่ะ ทำให้การรักษาไม่ได้ผล (1 ช้อนชามีปริมาตรเท่ากับ 5 ซี.ซี. หรือ 5 มิลลิลิตร ขณะที่ช้อนชงกาแฟมีปริมาตรแค่ 3 ซี.ซี และ 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาตรเท่ากับ 3 ช้อนชาหรือ 15 ซี.ซี.) ฉะนั้นยังไงก็ควรต้องใช้อุปกรณ์มาตรฐาน เช่น ไซริงก์ป้อนยา หลอดหยด ช้อนตวง ถ้วยตวง ที่ติดมากับยา ถ้าจะให้การป้อนยาง่ายและได้ปริมาณยาแม่นยำสุดๆ คุณหมอแนะนำว่าต้องใช้ไซริงก์ค่ะ โดยใช้ไซริงก์ดูดยาขึ้นมาในปริมาณที่หมอกำหนดแล้วฉีดเข้าที่บริเวณกระพุ้งแก้ม

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมเมื่อจะให้ยาน้ำกับลูกคือ อย่าลืมเขย่าขวดก่อน เพราะตัวยาอาจนอนอยู่ที่ก้นขวด ถ้าไม่เขย่า ครั้งแรกลูกอาจได้ยาในปริมาณที่เจือจาง แต่ครั้งต่อๆ ไปจะได้ยาที่เข้มข้นเกินไป โดยเฉพาะกับยาชนิดที่ต้องผสมน้ำก่อน ซึ่งมักมีตะกอนนอนก้นอยู่

ยาประเภทนี้มีเทคนิคในการผสมยาง่ายๆ คือ ก่อนผสมน้ำคว่ำขวดยาให้ผงยากระจายลงมาที่ปากขวดให้หมดก่อน แล้วจึงหงายขวดขึ้น เทน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วลงไป ไม่ต้องให้ถึงขีดบอกระดับที่กำหนด เขย่าให้ผงยาละลายผสมเข้ากันกับน้ำก่อน จากนั้นจึงเติมน้ำเพิ่มให้ถึงขีดบอกระดับที่กำหนดแล้วเขย่าซ้ำอีกครั้งค่ะ ที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ ยาประเภทนี้เมื่อผสมแล้วเก็บไว้ได้แค่ 7 วันเท่านั้นนะคะ เกินจากนี้ไปก็ทิ้งได้เลย


  • กินยาย้าก...ยาก
กินยายาก เรื่องปกติสำหรับเด็กแต่เป็นเรื่องปวดหัวของผู้ใหญ่ เราถึงเห็นสารพัดลีลาการหลอกล่อให้เด็กกินยา ซึ่งหลายวิธีไม่ควรใช้เท่าไรเพราะอาจเกิดผลอย่างอื่นกับตัวเด็กได้ค่ะ
  • หลอกว่าเป็นขนม วิธีนี้เหมือนจะดีค่ะ เพราะไม่ได้หักหาญน้ำใจให้กิน แต่ก็เข้าข่ายหลอกเด็กนะคะ ยิ่งลูกคุณเล็กเท่าไร โอกาสที่เขาจะปักใจเชื่อว่า ยาสีสันสวยๆ รสชาติหวานๆ เป็นขนมจริงๆ ยิ่งมีมาก และถ้าหากคุณเผลอเรอเก็บยาไว้ในที่ที่ลูกหยิบได้ง่าย อันตรายก็อาจเกิดกับเจ้าตัวเล็กได้ค่ะ

  • ผสมยากับอาหาร นมหรือน้ำหวาน วิธีนี้บางทีนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้คุณแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาใหม่แถมให้ด้วย เพราะคุณสมบัติของตัวยาบางตัวอาจถูกทำลายไปโดยนมหรือส่วนประกอบของอาหารบางชนิด และยังจะทำให้รสชาติอาหารและนมผิดเพี้ยนไป ทำให้ลูกไม่ยอมกินนมหรืออาหารไปด้วยอีกก็เป็นได้

  • หักหรือบดยาเม็ด ยาของเด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นชนิดเม็ดหรอกค่ะ แต่ถ้าจำเป็นต้องให้ยาเม็ดกับลูกจริงๆ และลูกยังไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ คุณหมอเขาก็อนุโลมให้บดยานั้น ผสมกับน้ำหวานได้เพราะการจะบังคับให้ลูกกลืนยาเม็ดทั้งที่ไม่พร้อมอาจเกิดอันตรายได้ แต่อย่างไรเสีย เมื่อลูกโตพร้อมที่จะกลืนยาได้ก็ต้องเริ่มฝึกให้กลืนยานะคะ

    เทคนิคการหลอกล่อให้เด็กๆ กินยาที่มักได้ผลก็คือ การสวมบทเป็นคุณหมอกับคนไข้ เล่นบทบาทสมมติจูงใจให้ลูกยอมกินยาค่ะ

    นอกจากเรื่องเห่านี้แล้วยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้ยาด้วยค่ะ เช่น

  • ให้ยาซ้ำ เพราะเห็นว่าลูกอาเจียนออก เราไม่มีทางทราบได้เลยว่า ในการอาเจียนครั้งนั้นลูกเราอาเจียนยาออกมามากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นการให้ยาซ้ำอีกครั้งก็อาจเสี่ยงต่อการที่ลูกจะได้รับยาเกินขนาดได้

  • ให้ยาเป็น 2 เท่า เพราะมื้อก่อนลืมให้ยา ข้อนี้ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะเท่ากับว่าลูกจะได้รับยาเกินขนาดที่ต้องการ เป็นอันตรายได้ ทางที่ดีพยายามหาวิธีที่จะช่วยเตือนความจำของตัวเองว่าอย่าลืมให้ยาลูก ถ้าลืมไปแล้วมื้อต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องให้เพิ่มเป็น 2 เท่าหรอกค่ะ
    วิธีที่ดีที่สุดคือให้ยาตามขนาด เวลาและจำนวนครั้งที่กำหนด และให้กินติดต่อตามที่คุณหมอแนะนำ หรือจนกว่ายาจะหมด ถึงแม้ลูกจะมีอาการดีขึ้นก่อนยาหมดก็ตาม ข้อนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับยาปฏิชีวนะ เพราะจะเกิดการดื้อยาตามมาค่ะ

  • การให้ยาประเภทอื่นๆ
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อจะให้ยากับลูกคือ ล้างมือให้สะอาด อ่านฉลากยาให้เข้าใจ ใช้ให้ถูกต้อง และล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังให้ยา
  • ยาทา ที่อาจมาในรูปของหลอดหรือตลับให้บีบ หรือป้ายยาออกมาเล็กน้อย ทาบางๆ เฉพาะบริเวณผิวหนังที่เป็นปัญหา อย่าคิดว่าทายาปริมาณมากลูกจะได้หายเร็วๆ เชียวนะคะ เพราะผิวหนังเด็กบอบบางกว่าผู้ใหญ่ การดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกายง่ายกว่า อาจเป็นอันตรายกับลูกได้ และไม่ควรใช้นิ้วที่ทายาแล้วป้ายกลับไปที่ตัวยาในหลอดหรือตลับอีก เพราะเนื้อยาอาจเกิดการปนเปื้อนกับเชื้อโรคได้ค่ะ

  • ยาหยอด มีทั้งยาหยอดตา ยาหยอดหู และยาหยอดจมูก แต่ละชนิดก็มีวิธีให้แบบนี้ค่ะ

  • ยาหยอดตา ดึงหนังตาล่างของลูกลงเหมือนเวลาเราเล่นหลอกผีนั่นแหละค่ะ แล้วหยอดยาไปที่บริเวณกระพุ้งตา (ส่วนที่เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณตรงกลางหนังตาล่าง หลังจากที่คุณดึงหนังตาลูกลงนั่นแหละค่ะ)

  • ยาหยอดหู ให้ลูกนอนตะแคงให้หูข้างที่จะหยอดยาอยู่ด้านบน หยอดยาไปตามจำนวนที่คุณหมอสั่ง แล้วให้ลูกนอนในท่านั้นไปก่อนสัก 5 นาที ระหว่างนี้ชวนลูกพูดคุย เล่านิทานไปพลางก่อนเพื่อรั้งให้เจ้าจอมซนนอนอยู่กับที่ แล้วใช้สำลีก้อนเล็ก ปิดหูลูกเอาไว้ เพื่อซับยาที่อาจไหลออกมาจากรูหู

  • ยาหยอดจมูก ให้ลูกนอนหงายแล้วใช้หมอนใบเล็กหนุนช่วงไหล่ เพื่อให้ศีรษะแหงนไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วหยดยาตามจำนวนที่หมอสั่งโดยให้ปลายหลอดหยดอยู่ เหนือรูจมูกอย่าให้ปลายหลอดหยดสัมผัสปลายจมูก แต่ถ้าเผลอไปสัมผัสเข้าก็ต้องล้างให้สะอาด ก่อนนำมาใช้ไหมค่ะ

  • เก็บยาให้ถูกวิธี
ยาแต่ละตัวมีคุณสมบัติแตกต่างกัน วิธีการเก็บรักษาก็อาจแตกต่างกัน บางตัวจำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็นตลอด บางคัวไม่จำเป็นต้องเอาไว้ในตู้เย็น เช่น ยาพาราเซตามอลที่จะเกิดผลึก ยาที่เก็บนอกตู้เย็น ควรเก็บในอุณหภูมิไม่ร้อนเกินไป ไม่ถูกแสง และห่างจากความชื้น ซึ่งเราจำเป็นต้องใส่ใจต่อการเก็บยาให้ถูกวิธีค่ะ เพราะมีผลกับประสิทธิภาพและอายุของเขา

ข้อมูลในการเก็บยา วันหมดอายุสามารถดูได้จากฉลากยาก แต่ปัญหาคือบางครั้งเราได้รับยาซึ่งแบ่งจากขวดใหญ่ อาจไม่มีการแจ้งวิธีเก็บ วันหมดอายุไว้ ให้สอบถามจากคุณหมอเภสัชกร ส่วนวิธีคำนวณวันหมดอายุของยา ให้ดูจากวันที่ที่ได้รับยามาค่ะ ถ้าเป็นยาน้ำให้บวกไปอีก 3-6 เดือน (ยกเว้นยาชนิดที่ต้องผสมน้ำ เมื่อผสมน้ำแล้วเก็บไว้ได้แค่ 7 วัน)

ยาเม็ดก็ประมาณ 3-5 ปี ยาครีมสำหรับทาถ้าเป็นตลับแบ่ง เมื่อใช้แล้วไม่ควรเก็บไว้นาน 6 เดือน ยาหยอดตาเก็บไว้ได้ประมาณ 1 เดือนก็สมควรทิ้งแล้ว และ ยาชนิดที่ต้องผสมน้ำหลังผสมแล้วเก็บไว้ได้แค่ 7 วัน และต้องเก็บไว้ในตู้เย็นค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูสภาพของยาประกอบด้วยนะคะ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เช่น สีของยาเปลี่ยน เม็ดยามีรอยชื้นขึ้นเป็นจุดๆ ยาน้ำตกตะกอน ยาครีมมีกลิ่นผิดเพี้ยนไป เกิดการแยกตัว ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ควรทิ้งแม้ว่านับแล้วจะยังไม่หมดอายุก็ตาม

สุดท้ายสำคัญสุดๆ คือต้องเก็บยาให้พ้นมือเด็กๆ ค่ะ

ที่สำคัญยิ่งกว่าทั้งหมดที่ว่ามาก็คืออย่าพยายามทำตัวเป็นคุณหมอเสียเอง ถ้าเบื้องต้นคุณหาหยูกยามารักษาอาการไม่สบายของลูกมาระยะหนึ่งแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็อย่าดันทุรังให้ยาลูกต่อไปเลยนะคะ พาไปตรวจกับคุณหมอให้แน่ใจดีกว่าค่ะ เด็กๆ จะได้ไม่ต้องรับยาเกินความจำเป็นและกลับมามีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงได้เหมือนเดิมเร็วๆ ไงคะ


(update 2 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 261 ตุลาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600