ฝัน…สำคัญต่อการเติบโตของทารก


ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะ…ว่าเด็กทารกคลอดได้เพียงวันเดียวก็มีความฝันกับเขาเหมือนกัน แล้วคุณคิดว่าทารกเขาจะฝันเห็นอะไร แล้วฝันเหมือนผู้ใหญ่หรือเปล่า

“เด็กแรกเกิดก็มีความฝัน” คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นประโยคนี้คะ สำหรับดิฉันรู้สึกสนใจใคร่รู้มากเลยค่ะว่าเจ้าตัวเล็กเขาจะฝันเป็นเรื่องราว เห็นภาพ ฝันร้ายฝันดีเหมือนผู้ใหญ่หรือเปล่าและการฝันนั้นๆ จะมีผลกับพัฒนาการหรือไม่อย่างไร แล้วความข้องใจก็ถูกคลี่คลายลงทันทีเมื่อมีโอกาสได้มาพูดคุยกับ รศ.ดร. นัยพินิจ คชภักดี หัวหน้าโครงการวิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล

ความฝันเป็นกลไกหนึ่งของธรรมชาติค่ะ ที่คนเราทุกคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ย่อมต้องมีภาวะที่นอนหลับแล้วฝัน ซึ่งกลไกการตื่น นอนหลับและฝันของเด็กก็เหมือนผู้ใหญ่นั่นล่ะค่ะที่พูดได้อย่างนี้เพราะมีนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเมื่อ 50 ปีก่อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกายของคนเราในเวลานอนหลับ พบว่าช่วงที่ลูกนัยน์ตาทั้ง 2 ข้างกลอกไปมาอย่างรวดเร็วหรือเรียกว่า การนอนหลับช่วง Rem (Rapid eye Movement) ซึ่งกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายจะถูกยับยั้งไม่ให้มีเรี่ยวแรงไปชั่วขณะหนึ่ง

จากนั้นจึงทดลองปลุกผู้ใหญ่ขณะที่นอนหลับช่วง Rem เพื่อดูว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่ คนที่ถูกปลุกก็บอกว่า “เอ๊ะ…จะปลุกขึ้นมาทำไมเนี่ยกำลังฝันดีอยู่เชียว”…เขาจึงสรุปกันว่าช่วงลูกนัยน์ตากลอกไปมาอย่างรวดเร็วขณะหลับนั้น ตรงกับช่วงที่เราเรียกว่า การนอนฝัน นั่นเองค่ะ


  • “ฝัน” ดีกับพัฒนาการเด็ก
หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลกงกับผู้ใหญ่แล้วคราวนี้เขาจึงหันมาศึกษาพฤติกรรมการนอนในเด็กบ้างว่าเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ก็พบว่าเด็กจะมีการนอนหลับประมาณ 16-18 ชั่วโมงต่อวัน และการนอนหลับครึ่งหนึ่งจะเป็นการนอนหลับแบบไม่ฝัน และอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นการนอนหลับแบบฝัน ซึ่งการนอนหลับแบบฝันนี่เองเป็นช่วงที่ลูกนัยน์ตากลอกไปมาอย่างรวดเร็วประมาณ 3-6 ครั้งๆ ละประมาณ 80-90 นาที เหมือนในผู้ใหญ่ จึงพูดได้ว่าเด็กก็มีภาวะการนอนหลับฝันเช่นกัน

การนอนฝันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กและเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกคนค่ะ เพราะจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บความจำ สำหรับลูกขวบแรกที่มักดูเหมือนจะยังทำอะไรไม่ได้มาก แต่ความจริงแล้วมีสิ่งใหม่ๆ ให้เขาได้เรียนรู้และทำความเข้าใจอยู่ตลอดเวลา เช่น ใบหน้า กิริยาท่าทางของพ่อแม่หรือคนที่อยู่รอบตัวเขา ได้เรียนรู้ภาษา ได้ยินเสียง รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ เมื่อเรียนรู้แล้วก็เก็บข้อมูลเข้ากล่องความจำ

ในช่วงกลางคืนที่นอนหลับแล้วฝันนี่เองค่ะ สมองจะส่งข้อมูลจากสมองส่วนหนึ่งไปยังอีกส่วนหนึ่ง เพื่อจัดเก็บให้เป็นระบบและใช้เป็นข้อมูลความจำในระยะยาวต่อไป

การนอนหลับฝันเป็นกลไกทางจิตสำหรับป้องกันตัวเองที่ เรียกว่า Self Defend Maganism ปกติการนอนหลับฝันเป็นไปเพื่อส่งข้อมูลความรู้สึกทางอารมณ์เกี่ยวกับความขัดแย้งในใจไปทิ้งหรือลืมมันซะหรือเอาไปไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อให้เราไม่ต้องรับรู้หรือจำมันอีก แต่ถ้าเราทำไม่สำเร็จเราก็จะฝันถึงเรื่องนั้นๆ อีกก็ได้

เด็กและผู้ใหญ่จะมีกระบวนการนอนหลับและฝันเหมือนกันแต่ว่าการฝันของเด็กเขาจะเห็นภาพ จดจำเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวันที่ได้เรียนรู้มา แต่ไม่สามารถบอกเรื่องราวความฝันออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้เหมือนผู้ใหญ่ เพราะพัฒนาการทางสมองของเด็กส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดและตีความเป็นคำพูดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ เมื่อเด็กเล่าเรื่องราวไม่ได้ก็ไม่สามารถเล่าความฝันได้

แต่เมื่อเจ้าตัวเล็กโตขึ้นสัก 2-3 ขวบ เริ่มพูดเป็น เข้าใจภาษาและสื่อภาษาได้ เขาจะเริ่มเล่าความฝันได้แล้วว่าเห็นโน่นเห็นนี่ และถ้าคนรอบข้างของเขาชวนคิดชวนคุยและเล่าความฝันกัน เด็กๆ ก็จะนึกถึงภาพเหล่านี้ขึ้นมาและนำมาเล่าสู่กันฟัง


  • ฝันดีหรือไม่ดีอยู่ที่การเลี้ยงดู
การนอนฝันเป็นการปรับตัวกับความเครียดทางร่างกาย ทางอารมณ์ ฉะนั้นเจ้าตัวเล็กจะนอนฝันดีหรือฝันร้ายก็อยู่ที่การเลี้ยงดูนี่ล่ะค่ะ ยิ่งถ้าเขาได้รับการกระทบกระเทือนจากการเลี้ยงดู เช่น การถูกทอดทิ้ง ทำให้เขารู้สึกไม่อบอุ่น หรือไม่มีความสุข ก็อาจทำให้ลูกฝันมากและถึงขั้นฝันร้ายได้

และวิธีที่จะรู้ว่าลูกนอนฝันร้ายหรือไม่นั้นก็ดูว่าเขานอนสะดุ้งตื่นกลางคัน มีอาการหวาดกลัว ร้องงอแง หายใจแรงเหงื่อออกทั้งตัวหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่าช่วงการนอนฝันของเขาทำให้เกิดการปรับตัวบางอย่างที่เขารับไม่ได้ ทำให้ต้องสะดุ้งตื่น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเข้าไปปลอบใจลูก และทำให้เขารู้สึกว่าปลอดภัย อบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้เราและเขาก็หลับต่อไปได้อีกค่ะ

การเลี้ยงดูของพ่อม่หรือคนรอบข้างจึงมีส่วนสำคัญมากถ้าช่วงกลางวันเราเลี้ยงดูให้เขาสบายตัว สบายใจ หรือทำให้เขามีความสุข ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ห้องนอนก็มีอากาศที่ถ่ายเท มีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับเด็ก แค่นี้ก็ทำให้เจ้าตัวเล็กนอนหลับฝันอย่างมีความสุขแล้วค่ะ


  • อาหารก็สำคัญต่อความฝัน
สงสัยมั้ยคะว่าอาหารการกินเกี่ยวข้องอย่างไรกับความฝัน…ก็จะไม่ให้เกี่ยวได้ยังไงล่ะคะ ถ้าเมื่อไหร่ที่เจ้าตัวเล็กกินอาหารไม่ครบถ้วนหรือขาดสารอาหารบางอย่างก็จะมีผลกระทบต่อการนอนด้วยค่ะ เพราะการนอน ตื่น หลับ และฝันจะถูกควบคุมด้วยความสมดุลของสารเคมีที่นักวิชาการเขาเรียกว่า “สารสื่อประสาทในสมอง”

เด็กที่ขาดสารอาหารจำพวกโปรตีน กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายต้องกินเข้าไป หรือขาดวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่ต้องได้รับจากอาหารก็จะมีผลกระทบต่อการนอนหลับได้ค่ะ

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเด็กที่อยู่ในประเทศหรือครอบครัวที่มีสภาพแร้นแค้น ขาดทั้งปริมาณและคุณภาพของอาหาร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อคุณภาพการนอน อย่าว่าแต่นอนฝันดีเลยค่ะ แม้แต่ปริมาณการนอนที่เพียงพอและการหลับสนิทก็จะลดลงอย่างมาก

เมื่อไหร่ที่เด็กเหล่านี้ได้รับอาหารเสริมเข้าไปก็ทำให้การนอนปรับตัวได้ดีขึ้น เพราะอาหารจะเข้าไปสร้างความสมดุลของสารเคมีในร่างกาย ดังนั้นการนอนหลับของเจ้าตัวเล็กไม่ว่าจะฝันดีหรือไม่ดีจึงขึ้นอยู่กับอาหารที่กินนั่นเองค่ะ


  • ปัจจัยส่งผลกับการนอน
การที่ลูกจะนอนหลับแล้วฝันนั้น ต้องเริ่มต้นจากการนอนที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งการที่เด็กจะนอนหลับอย่างมีคุณภาพนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น

ถ้าเจ้าตัวเล็กของคุณมีอาการเจ็บไข้ไม่สบายแล้วละก็การนอนหลับของเขาก็จะผิดปกติตามไปด้วยค่ะ ทั้งการนอนหลับธรรมดาและนอนหลับฝัน เช่น การมีไข้สูงเด็กจะนอนไม่หลับหรือถ้าหลับก็จะเพ้อ เพราะอุณหภูมิในร่างกายสูง กลไกการทำงานที่ควบคุมการหลับการตื่นก็จะสับสนตามไปด้วย

การนอนในห้องที่เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไปก็มีผลกระทบต่อเด็กได้เช่นกันค่ะ ถ้าอากาศร้อนเกินไปก็ทำให้การนอนหลับไม่สนิทเพราะเหงื่อออกตัวจะเหนียวเหนอะหนะ และถ้าเด็กนอนอยู่ในห้องที่เย็นเกินไป ขณะที่หลับฝันระบบประสาทจะไม่มีการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย จึงทำให้อุณหภูมิในร่างกายตกลงได้เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงควรสร้างความอบอุ่นให้กับลูกด้วย

เด็กเล็กๆ ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกที่เขายังไม่เรียนรู้เรื่องการควบคุมการขับถ่าย เพราะฉะนั้นเมื่อเขาขับถ่ายออกมาก็ทำให้ร่างกายเปียกและถ้าไม่ได้รับการดูแลก็จะกระทบกับการนอนหลับได้เช่นกันการควบคุมให้เขากินอยู่ขับถ่ายดีก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของพ่อแม่ที่จะทำให้เจ้าตัวเล็กนอนหลับได้อย่างมีความสุข


  • เด็กนอนไม่พอจะเป็นอย่างไร
การที่เด็กนอนไม่เพียงพอจะกระทบกับพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสมองด้วย เพราะว่าช่วงนอนฝันเป็นช่วงที่สมองเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างมาก และถ้าเมื่อไหร่ที่เด็กนอนไม่พอจะกระทบทั้งพัฒนาการสมอง พัฒนาการการเรียนรู้ ด้านอารมณ์ จิตใจ

เพราะฉะนั้นเราปล่อยให้แนวโน้มของการนอนฝันของเจ้าตัวเล็กไม่เพียงพอหรือว่านอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันเกิดขึ้นในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิด-4 ขวบ จะทำให้เราเจอปัญหาหนักกับประชากรในอนาคต เพราะเด็กกลุ่มที่เติบโตจากการนอนไม่พอตั้งแต่เล็กๆ จะมีพื้นฐานทางอารมณ์เครียด ไวต่อการโกรธ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อารมณ์ไม่แจ่มใส รู้สึกขาดความเชื่อมั่นทางจิตใจ และมักจะแสวงหาอย่างอื่นมาทดแทน เช่น บุหรี่ ยาเสพติด เป็นต้น

ได้ทราบข้อมูลกันแล้ว คุณพ่อคุณแม่คงจะรู้แล้วว่าความฝันมีความสำคัญต่อเจ้าตัวเล็กมากเพียงใด เรามาสร้างบรรยากาศดีๆ ให้ลูกนอนหลับอย่างมีคุณภาพและฝันดีกันเถอะค่ะ.


(update 8 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 284 กันยายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600