ในกลางดึกของค่ำคืนอันเงียบสงัด ที่ทุกคนกำลังหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังขึ้นในห้องของเด็กชายตุ๊ ปลุกให้ทุกคนตื่นและวิ่งไปที่ห้องของเด็กชายตุ๊
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า เด็กชายตัวน้อยร้องไห้จ้า เหงื่อแตกพลั่กอยู่บนเตียง
พ่อกับแม่เห็นอาการก็รู้ทันทีว่า พ่อลูกชายตัวดีน่ะ... ฝันร้ายอีกแล้ว
คนเรานอนฝันร้ายได้ทุกคนล่ะค่ะ อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่อย่างเราบางทีฝันร้ายยังอดกลัวไม่ได้เลย
แล้วยิ่งเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก็ไม่แปลกที่เขาจะร้องโวยวายเพราะกลัว แต่เราจะมาช่วยกันลดอาการกลัว
เพราะฝันร้ายของเจ้าตัวเล็กทั้งหลายกันเถอะค่ะ โดยคุณหมอพงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
จะมาช่วยเสกให้ฝันร้ายกลายเป็นฝันดีค่ะ
ในทุกคืนที่เรานอนหลับ สมองยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายหลายส่วน
ที่ยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา การฝันไม่ว่าจะร้ายหรือดี เกี่ยวข้องกับสองเรื่องคือ
กระบวนการนอนหลับและการทำงานของสมอง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันตามระยะต่างๆ
ของการนอนหลับ ที่สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
ช่วงที่ 1 non rapid eye movement หรือ NON-REM คือช่วงที่หลับแต่ไม่ฝัน
ในช่วงนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จะเป็นการหลับตื้นๆ แต่ตื่นง่าย และลึกขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่หลับลึกมากๆ ก็จะตื่นยากครับ แต่ช่วงของ NON-REM
นี้จะเป็นช่วงที่เรานอนหลับโดยไม่ฝัน
ช่วงที่ 2 rapid eye movement หรือ REM ขอเรียกให้ง่ายว่าช่วงหลับฝันดีนะครับ
โดยจะฝันดีหรือเปล่าคงขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ในช่วงนี้หากแอบดูคนอื่นนอนหลับก็จะเห็นว่า
การเคลื่อนไหวของตาเป็นจังหวะสั้นๆ ไปจนสุด แล้วดีดตัวกลับมาตั้งต้นใหม่สลับไปเรื่อยๆ
ระยะนี้เป็นระยะที่คนเราจะฝัน แต่ตื่นง่าย เพราะสมองทำงานเหมือนระยะที่ 1 ของ NON-REM
จากนั้นไปเริ่มที่ระยะที่ 1 ของ NON-REM ใหม่ หมุนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
โดยแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 70-100 นาที คืนหนึ่งที่เรานอนจะหมุนผ่านวงจรแบบนี้ไปหลายรอบ
ขึ้นกับระยะเวลาการนอนของเรา นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมบางคืนเราถึงฝันตั้งหลายเรื่อง
นอกจากนี้ระยะเวลาของ REM จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรอบ
ดังนั้นในรอบใกล้เช้าหรือรอบหลังๆ เวลาของ REM จึงยาวนานมากขึ้น
เราจึงมักจำความฝันในช่วงใกล้รุ่งได้ดีกว่าความฝันในช่วงต้นๆ
เพราะฝันนานกว่าได้เรื่องราวเป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่า
แถมใกล้ตื่นแล้วอีกด้วย จึงเป็นความจำที่ใกล้ตัวมากกว่า
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ คือ ช่วงของ REM จะยาวนานที่สุดในเด็กเล็กๆ โดยเฉพาะช่วงก่อนวัยเรียน
ก็ตั้งแต่เล็กจนถึงวัยอนุบาลนี่แหละครับ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ เล็กๆ ฝันกันบ่อย
ส่วนจะฝันดีหรือฝันร้าย ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกันครับ
ถ้าฝันธรรมดา ฝรั่งเรียก dream
ถ้าฝันร้ายเขาเรียก Nightmares หรือ bad dream
ส่วนจะฝันดีหรือฝันร้ายก็ขึ้นกับประสบการณ์ต่างๆ ที่เด็กๆ ได้รับมา
แล้วถูกบันทึกไว้ในความทรงจำลึกๆ โดยไม่รู้ตัวในระดับจิตใต้สำนึกเลยนะครับ
ประสบการณ์ที่ว่าสำหรับวัยนี้ก็เริ่มตั้งแต่
- ความกังวลที่ต้องแยกจากคุณพ่อ คุณแม่ไปเข้าโรงเรียนอนุบาล
- การเล่นตื่นเต้นรุนแรงอย่างมีจินตนาการมากไปหน่อย เช่น เล่นเป็นไอ้แมงมุมไล่จับผู้ร้าย
ตอนเล่นสนุกสนาน แต่พอตอนกลางคืนก็เก็บไปฝัน หรือไปเล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุก
ประเภทที่ตีลังกาไปสิบรอบร้องกรี๊ดๆ ก็เก็บมาฝันร้ายได้ครับ
- ไปโรงเรียนแล้วโดนเพื่อนแกล้ง รู้สึกเจ็บช้ำระกำใจ อยากล้างแค้นเก็บเอาไปคิดไม่รู้ตัว
- โดนคุณครูดุ คุณพ่อคุณแม่ตี
- ดูหนังที่ตื่นเต้น หนังที่น่ากลัว ดูข่าวเห็นภาพคลื่นสึนามิ พัดถล่ม สุนัขเห่าใส่
- มีเรื่องร้ายแรงที่กระทบกระเทือนจิตใจเด็กๆ มากจนเกิดเป็นความเครียดเกิดขึ้น ฯลฯ
- ยาบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการฝันร้ายได้ แต่ในเด็กๆ ก็จะได้ใช้ยาเหล่านี้น้อย
เว้นแต่เด็กที่มีโรคประจำตัวเช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
- แบบนี้เขาเรียกว่า ฝันร้าย
ในเด็กวัยอนุบาลนอกจากเล่าความฝันให้คุณพ่อคุณแม่ฟังแล้ว ก็อาจสังเกตได้ง่ายๆ คือ
เด็กจะตื่นขึ้นมาแล้วร้องไห้กลางดึก ต้องย้ำว่าตื่นด้วยนะครับ หรือบางคนอาจตื่นขึ้นมากรีดร้องเสียงหลงเลยก็ได้
ขึ้นกับเขารู้สึกกลัวมากน้อยขนาดไหน หัวใจจะเต้นแรงและเร็วขึ้นเหมือนไปออกกำลังกายมา
บางรายอาจมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็น หรือมีปัสสาวะรดที่นอนร่วมด้วย
การฝันร้ายของเด็กๆ ก็มีตั้งแต่ส่งสัญญาณบอกเหตุบางอย่างให้กับคุณพ่อคุณแม่ซึ่งต้องการความช่วยเหลือและแก้ไข
จนถึงไม่ได้บอกอะไรเลยเพราะการฝันเป็นเรื่องปกติ และในชีวิตประจำวันทุกคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่
ก็ต้องผ่านความคับข้องใจมากบ้างน้อยบ้างจนถูกบันทึกลงไปในสมองทั้ง ในระดับที่รู้ตัวและในส่วนของจิตใต้สำนึก
ซึ่งหากเด็กๆ พบกับความคับข้องใจบ้างอย่างเหมาะสมจนเก็บมาฝันร้าย ก็ถือเป็นประสบการณ์ในการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาตัวเองของเขา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตให้ดี ไม่ตื่นตระหนกตกใจมากจนเกินเหตุ
หรือเพิกเฉยละเลยจนเกินไป
สิ่งที่จะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าน่าจะต้องใส่ใจกับการฝันร้ายของเด็กๆ ไม่ได้ขึ้นกับอาการที่เด็กๆ
แสดงออกให้เห็นเพียงอย่างเดียว คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตความถี่บ่อยของอาการเป็นหลัก
หากฝันร้ายติดต่อกันทุกคืนจนทำให้เด็กๆ นอนหลับพักผ่อนไม่ได้ จนตอนกลางวันง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา
หรือฝันร้ายติดต่อกันจนเด็กๆ นอนไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรต้องทบทวนดูสิ่งต่างๆ
ที่ผ่านเข้าในกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ ให้รอบคอบว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่พอจะเป็นได้
เพื่อแก้ไขสาเหตุนั้น เช่น ดูหนังตื่นเต้นก่อนนอนทุกคืน หรือเล่นโลดโผนโจนทะยาน
มีจินตนาการกว้างไกลทุกเย็น มีเหตุกระทบกระเทือนทั้งร่างกายและจิตใจเด็กๆ
อย่างรุนแรงที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ทราบ
- ฝันร้ายบ่อยๆ บั่นทอนสุขภาพ
สิ่งที่มีผลแน่นอนคือ ถ้าฝันร้ายกันบ่อยๆ ก็จะทำให้รบกวนต่อการนอนของเด็ก
ซึ่งทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ไม่แข็งแรงเจ็บป่วยได้ง่าย หรืออาจทำให้เด็กๆ
กลัวจนนอนไม่ได้ ไม่กล้าหลับ และเมื่อไปโรงเรียนก็จะขาดสมาธิในการเรียน
รวมทั้งสมองก็จะไม่ได้พักผ่อนทำให้มีผลต่อการเรียนรู้ตามมา แต่สิ่งที่อาจมีผลมากกว่านั้นคือ
สาเหตุที่ทำให้เขาฝันร้าย ซึ่งหากเป็นสาเหตุที่รุนแรงและต้องได้รับการแก้ไข แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ
ก็อาจจะมีผลเสียต่อเด็กในระยะยาวทั้งร่างกายและจิตใจของเขา โดยขึ้นกับสาเหตุที่เกิดขึ้น
และถ้าคุณพ่อ คุณแม่ได้ช่วยประคับประคองด้วยวิธีที่ได้แนะนำไปแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นหรือ
อาการเป็นมากขึ้นติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการจนมีผลต่อกิจวัตรประจำวันในตอนกลางวัน
เช่น ง่วงเหงาหาวนอนทั้งวัน ซึม หรือมีอาการกลัวมากจนไม่สามารถห่างจากคุณพ่อคุณแม่ได้เลย
หรือมีสาเหตุซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถแก้ไขได้ และต้องการความช่วยเหลือจากคุณหมอก็ควรพาไปปรึกษาแพทย์ครับ
ถ้านานๆ ฝันร้ายทีก็ไม่เป็นเรื่องน่ากังวลใจอะไร เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่คงต้องช่วยให้ลูกได้ผ่านพ้น
ช่วงที่น่ากลัวสำหรับเขาไปได้อย่างราบเรียบให้ดูง่ายและไม่น่าตกใจ แต่ต้องให้ลูกได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ถึงความจริง
ความฝัน ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ฯลฯ
หากเป็นบ่อย ก็ควรมองหาสาเหตุและแก้ไข นอกจากนี้การให้ลูกได้เข้านอนเป็นเวลา ไม่นอนดึก
และให้เขามีตุ๊กตาตัวโปรดหรือหมอนใบโปรด หรือเสื้อผ้าคุณพ่อคุณแม่ หรืออาจเป็นรูปคุณพ่อคุณแม่
สำหรับเด็กบางคน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กังวลกับการแยกจากคุณพ่อคุณแม่ การเปิดไฟให้สลัวๆ ในห้อง
หรือในเด็กที่แยกห้องนอนก็อาจเปิดประตูห้องทะลุถึงห้องคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้เขารู้สึกว่าไม่ได้นอนอยู่คนเดียว
ก็อาจช่วยให้เขารู้สึกอุ่นใจยามเข้านอน ซึ่งก็เป็นการป้องกันการฝันร้ายได้ครับ
ถ้าลูกตื่นขึ้นมาร้องไห้เพราะฝันร้าย คุณพ่อคุณแม่อาจเข้าไปกอดเขาด้วยท่าทีที่เน้นว่าต้องสงบและนุ่มนวล
ไม่ควรแสดงความตกใจให้ลูกเห็น แล้วก็ปลอบเขาว่าไม่มีอะไรน่ากลัว ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่อยู่กับหนูแล้ว
ไม่มีใครมาทำอะไรหนูได้ คุณพ่อคุณแม่อาจเปิดไฟ ให้ลูกเห็นว่าในห้องไม่มีอะไรน่ากลัว
ไม่ควรชวนลูกพูดคุยถึงความฝันในตอนนี้เพราะจะตอกย้ำความรู้สึกกลัวให้กับเขา
จนไม่สามารถนอนหลับต่อไปได้
หากจะให้ลูกเล่าเรื่องความฝันควรรอให้ถึงตอนเช้าให้ลูกผ่านพ้นช่วงดังกล่าวไปได้ก่อน
ด้วยการสามารถหลับต่อไปได้ โดยความช่วยเหลือของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ลูกหลับไปได้อย่างรวดเร็ว
และเรียนรู้ในขณะนั้นว่านี่คือความฝันไม่ใช่ความจริง หากปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ต่อไปเมื่อลูกฝันร้าย
เขาก็จะมีทักษะที่จะสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเอง และสามารถนอนหลับต่อไปได้อย่างไม่ยาก
(update 9 มกราคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 270 กรกฎาคม 2548 ]
|