เรื่องดีๆ ที่หนูทำได้


ลักษณะนิสัยที่ดี เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเริ่มสร้างและปลูกฝังให้มีมาตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะถ้ายิ่งปล่อยไว้นานวัน อาจสายเกินแก้ เป็นไม้แก่ดัดยากเสียแล้ว สิ่งดีๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้างที่เราสามารถจะสอนได้ในวัยนี้ มาฟังคำแนะนำของ นพ.ทัศนวัต สมบุญธรรม กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก จากหน่วยพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี กันดีกว่าค่ะ


ระเบียบวินัยในมื้ออาหาร

ลักษณะนิสัยที่ดีในมื้ออาหาร จำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างตั้งแต่ในขวบปีแรก คือตั้งแต่เมื่อเด็กเริ่มนั่งได้ เริ่มรู้เรื่องมากขึ้น ควรส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารให้เป็นที่เป็นทาง อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม โดยอาจจะให้นั่งเก้าอี้สูงสำหรับนั่งรับประทานอาหารของเด็ก ที่เรียกว่า High Chair เริ่มได้ตั้งแต่อายุประมาณ 7-8 เดือน หรือเมื่อเด็กนั่งได้มั่นคง

เมื่อถึงเวลาอาหารก็ให้เด็กนั่งบนเก้าอี้ ซึ่งสามารถปรับทั้งเก้าอี้และโต๊ะที่ติดยึดสูงต่ำให้พอดีกับตัวเด็กได้ เมื่อเด็กอยู่ในท่านั่งที่เหมาะสม ก็จะจับอาหาร จับแก้ว หรือช้อนส้อม ได้อย่างเหมาะสมด้วย มีผู้ใหญ่อาจจะนั่งรับประทานข้างๆ ด้วยก็จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรจำกัดเวลาให้พอเหมาะคือไม่ควรเกิน 30 นาที

เด็กวัยนี้อาจต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยบางอย่าง เช่น จานที่มีขอบค่อนข้างสูงคล้ายถ้วย หรือที่มีลักษณะเป็นสุญญากาศที่ก้น จะได้ไม่ลื่นไหลไปมา ใช้ช้อนด้ามโตและขนาดสั้น เพื่อให้เด็กจับได้มั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เด็กรับประทานอาหารได้ดียิ่งขึ้น

ควรฝึกให้เด็กได้ตักอาหารเอง คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยป้อนเด็กด้วย เพื่อให้ได้ปริมาณอาหารที่พอเพียง มีสิ่งดึงดูดความสนใจน้อยที่สุด ไม่ควรเปิดทีวีในระหว่างมื้ออาหาร เพราะความสนใจของเด็กจะถูกดึงดูดไปที่ทีวีทั้งหมด จะใช้เวลาอยู่กับมื้ออาหารมากเกินไป

เด็กวัยใกล้ 3 ขวบ ควรให้มีส่วนในการเลือกอาหาร การปรุงแต่ง และการจัดอาหารของตัวเองบ้าง คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะเดินตามป้อน เพราะการที่ตามป้อนอยู่บ่อยๆ จะทำให้วงจรสรีรวิทยาในการอิ่มและหิว ไม่เป็นไปตามจังหวะที่เหมาะสม ในช่วงนั้นเด็กก็สนใจที่จะเล่นมากกว่าที่จะกิน และเป็นการฝึกนิสัยที่ผิดด้วย ในท้ายที่สุดแล้ว ปริมาณอาหารที่เด็กได้รับก็ไม่ได้มากขึ้นเลย


การช่วยเหลือตัวเอง

เรื่องการเข้าห้องน้ำก็ควรหัดให้เด็กบอก ถ้ายังบอกไม่ได้ควรสังเกตสัญญาณที่เด็กส่งมาก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาเป็น Step ย่อยๆ เช่น ถ้าเด็กกลัวห้องน้ำมากอาจจะต้องใช้กระโถนก่อน เพราะเด็กอาจจะกลัวความมืด กลัวห้องแคบๆ เด็กบางคนฝังใจกับเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ดีในห้องน้ำ ต้องเอากระโถนมาวางหน้าห้องน้ำ แล้วค่อยๆ กระเถิบเข้าไปทีละนิด จนเข้าไปในห้องน้ำ

ทุกก้าวเล็กๆ ที่เด็กสามารถพิชิตในแต่ละขั้น ผู้ใหญ่ต้องแสดงความชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นการตบมือ การกอด ชมว่าเก่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างกำลังใจให้กับเด็ก เพื่อที่เด็กจะได้พิชิตก้าวใหญ่ๆ ได้

อีกเรื่องหนึ่งคือ การแต่งตัวเอง เด็กวัยนี้มักจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดที่จะปฏิเสธสูง เพราะฉะนั้นพ่อแม่ควรให้เด็กได้เลือกจะดีกว่า โดยอาจจะมีเสื้อผ้าให้เป็นตัวเลือกสัก 3-4 ตัวเลือก เช่น จะใส่เสื้อตัวไหนที่คิดว่าเหมาะสำหรับวันนั้น ก็เอามาให้เด็กเลือก และหัดให้แต่งตัวเอง จะดีกว่าที่เราจะไปบังคับเด็กว่าต้องใส่ตัวนั้นตัวนี้ที่เราเลือกให้เท่านั้น


สอนให้รักน้อง ไม่อิจฉา

การป้องกันปัญหาพี่อิจฉาน้อง ควรให้พี่คนโตเข้ามามีส่วนร่วมในการค้อนรับน้องคนใหม่ตั้งแต่ต้น เช่น อาจถามเด็กว่าอยากได้น้องผู้ชายหรือผู้หญิง ให้เด็กได้มีส่วนแสดงความคิดเห็น แต่ถ้าสมมติว่าน้องที่เด็กอยากได้ไม่ตรงเพศ ก็อาจจะค่อยๆ เบี่ยงเบนความคิดเห็นของเด็กดีกว่าอีกเพศหนึ่งก็ดี ยกตัวอย่างให้เด็กรู้สึกคล้อยตาม อาจจะให้เด็กมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อเล่นให้น้อง เลือกของให้น้องในเวลาใกล้คลอด เช่น ที่นอน ผ้าห่ม แป้ง เป็นต้น

พอน้องเกิดมาก็ควรให้เด็กมีส่วนในการเลี้ยงดู เช่น ให้ช่วยหยิบผ้าอ้อม หยิบผ้าซับน้ำนม พอเด็กช่วยทำก็ต้องชมเชยว่า เก่ง ช่วยแม่เลี้ยงน้องได้ แม่ชื่นชมพี่คนนี้มากเลย แม่รักพี่...มากจริงๆ

พ่อแม่ควรจะส่งเสริมพี่คนโตในทางที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับวัย ให้เหมือนกับเป็นพี่ใหญ่ ที่คอยช่วยคุณแม่เลี้ยงน้อง ควรให้คุณค่าสำหรับพี่ว่า เก่งแล้ว เป็นเด็กโต ฉลาดและมีน้ำใจที่ช่วยคุณแม่เลี้ยงน้อง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเด็กในทางที่สร้างสรรค์และเหมาะกับวัยมากกว่า อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ในเรื่องของการรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นด้วย และส่งเสริมให้รักน้องไปในตัว


การแบ่งปัน

กรณีที่เด็กมีพี่น้อง ส่วนใหญ่คนไทยมักจะปลูกฝังว่า พี่ต้องเสียสละให้น้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่สำหรับเด็กในวัยเล็กๆ นี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะ ยิ่งถ้ายัดเยียด ให้เด็กมากๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะกลายเป็นปฏิกิริยาในมุมกลับ

คือเด็กจะไม่ชอบ เพราะในวัย 2-3 ขวบ เด็กมักจะคิดอะไรออกจากตัวเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง จึงไม่ควรบังคับเด็กด้วยคำว่าพี่ต้องเสียสละให้น้อง แต่ควรตั้งกฎเกณฑ์กลางๆ ซึ่งทั้งพี่และน้อง สามารถยอมรับซึ่งกันและกันได้จะดีกว่า

เวลาซื้อของเล่น ไม่ควรซื้อ 2 ชิ้น เพราะว่าการซื้อ 2 ชิ้นหมายถึง ผู้ใหญ่กำลังบอกเด็กว่า ไม่ต้องแบ่งปันกันก็ได้ ต่างคนต่างเล่นก็ได้ แต่แท้ที่จริงเราควรสอนให้เด็กรู้จักแบ่งปันกัน ไม่ว่าจะมีอะไรอยู่มากหรือน้อยสักเพียงใด

สมมติว่าน้องกำลังเล่นอยู่ แล้วพี่มาแย่งไปจากมือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจของเล่นชิ้นนี้มาก่อนเลย คนผิดคือคนที่มาแย่ง พ่อแม่ไม่ควรพูดว่า พี่ต้องเสียสละให้น้อง เพราะด้วยลักษณะคำพูดแบบนี้ คนพี่ก็จะรู้สึกว่าตัวเองต้องถูกเฉือนเนื้อ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่คนพี่ก็อาจจะแกล้งน้อง เพื่อชดเชยความรู้สึกด้อยกว่า เพราะต้องเสียสละอยู่ร่ำไป ซึ่งไม่ตรงกับพัฒนาการทางความคิดของเด็ก


รักการอ่าน

ในวัยนี้ไม่ใช่ว่าจะให้เด็กอ่านออกเลยทีเดียว แต่เป็นการที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ส่วนใหญ่มักจะเริ่มทำช่วงก่อนนอน

เด็กวัยนี้มีพัฒนาการทางภาษามากพอสมควร รับรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น จึงควรส่งเสริมให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น มีความเข้าใจทางด้านภาษา ทั้งจากการฟัง การวิเคราะห์ สังเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ผ่านนิทาน ผ่านหนังสือ ซึ่งช่วงเวลาที่ดีก็คือช่วงที่เด็กมีระดับกิจกรรมต่างๆ ลดต่ำลง เป็นช่วงสงบ นั่นก็คือช่วงก่อนเข้านอน

การอ่านที่ดี ควรมีลักษณะสองต่อสอง คือเด็กหนึ่งคนกับผู้ใหญ่หนึ่งคน เพราะความสนใจของเด็กแต่ละคนอาจจะไม่ตรงกัน ถ้าอ่านโดยมีเด็ก 2 คน เช่น พี่กับน้องอ่านเรื่องเดียวกัน พี่ก็จะเข้าใจเร็วกว่าน้อง ถ้าอ่านซ้ำอีกครั้งคนพี่ก็จะเบื่อ ทำให้น้องรับรู้ได้ไม่เต็มที่ หรือแม้กระทั่งเป็นแฝดวัยเดียวกัน ความสนใจก็อาจจะไม่ตรงกัน คนหนึ่งอาจจะอยากไปอีกหน้าหนึ่ง ขณะที่อีกคนยังสนใจอยู่กับหน้าที่พ่อแม่กำลังจะอ่านอยู่ ทางที่ดีที่สุดก็คือควรจะอ่านแบบสองต่อสอง

ควรเริ่มด้วยเนื้อหาที่ง่ายๆ ก่อน เช่น หนังสือที่เป็นเล่มใหญ่ มีภาพชัดเจน หน้าหนึ่งอาจมีภาพเดียว เช่น เป็นภาพสัตว์ หรือยานพาหนะ ฯลฯ ง่ายๆ ซึ่งสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ช่วง 7-8 เดือน แต่พอมาในช่วงขวบกว่าถึง 2 ขวบ เพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ้น เช่น เป็นหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวมากขึ้น โดยเริ่มจากทั้งสองหน้าเป็นภาพที่ต่อเนื่องกัน มีเนื้อหาด้านล่างเล็กน้อย

เมื่อเด็กโตขึ้นอีกนิด ภาพในหน้าซ้ายกับหน้าขวาก็จะเป็นคนละภาพ พ่อแม่อาจจะอ่านให้ลูกฟังก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีกว่าการอ่าน ควรเล่าให้ลูกฟังจากความเข้าใจ เด็กจะค่อยๆ ซึมซับ เรียนรู้และทำความเข้าใจ เรื่องต่างๆ ไปทีละเล็กทีละน้อย

เด็กอาจจะอยากให้อ่านเรื่องเดิมให้ฟัง 10-20 เที่ยวก็ได้ คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งเบื่อ เพราะในแต่ละครั้งเด็กไม่ได้เข้าใจทั้ง 100% เหมือนผู้ใหญ่ แต่จะค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

ถ้าเด็กโตขึ้นอีกนิด อาจจะให้เด็กมีส่วนในการเลือกหนังสือที่อยากจะอ่านเอง เด็กผู้ชายบางคนอาจจะสนใจเรื่องรถยนต์ เครื่องบิน กลไกต่างๆ ในขณะที่เด็กผู้หญิงก็อาจจะสนใจในเรื่องเทพนิยาย วรรณกรรมต่างๆ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างสมาธิและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านด้วย

บางคนคิดว่าจะปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตอนลูกอาย 5-6 ขวบ เพราะตั้งใจว่าจะให้เด็กอ่านได้ก่อน จึงเริ่มปลูกฝังซึ่งตอนนั้นอาจจะไม่ทัน เพราะสายเกินไปเสียแล้ว


ระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์เบื้องต้นของสังคม

ควรส่งเสริมให้เด็กมีระเบียบวินัย และรู้จักกฎเกณฑ์เบื้องต้นในสังคม เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องไปโรงเรียนอนุบาลหรือเนิร์สเซอรี่ เด็กจะได้ไม่ต้องไปปรับตัวอีกครั้งหนึ่ง โดยต้องพยายามทำให้กฎเกณฑ์ที่บ้าน เหมือนหรือใกล้เคียงกับกฎเกณฑ์ที่โรงเรียน เด็กจะได้ไปโรงเรียนได้โดยไม่ลำบากในเรื่องของการปรับตัวมากนัก

ตัวอย่างเช่น บางครอบครัวอาจจะเลี้ยงเด็กแบบเอาอกเอาใจ ได้รับการตามใจมากเป็นพิเศษ เป็นคุณชายเป็นคุณหญิงอยู่ที่บ้านสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง จะไปตีคนโน้นคนนี้ก็ได้ อยากจะได้อะไรไม่ว่าใครเล่นอยู่ก็ไปเอามาทั้งหมด

พอเข้าโรงเรียนอนุบาลก็จะมีความยากลำบากในการปรับตัวมาก เพราะเด็กจะไปทำแบบนั้นที่โรงเรียนอนุบาลไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องพยายามเอาพื้นฐานของกฎเกณฑ์ทางสังคมมาปรับใช้ตั้งแต่อยู่ที่บ้าน

เด็กควรจะรู้จักการรั้งรอ ถ้าคนอื่นกำลังเล่นของเล่นอยู่ แล้วอยากจะไปเล่นบ้าง ควรจะสอนให้รู้จักการรอ ถ้าไม่รอแล้วไปตีคนอื่นเข้า ก็ควรจะต้องถูกลงโทษ การลงโทษที่ดีไม่ควรเป็นการตี เพราะการตีเท่ากับเป็นการสอนเด็กว่า ผู้ใหญ่เองก็ยอมรับเรื่องการทำร้ายร่างกายด้วย เด็กก็จะไปใช้การทำร้ายร่างกายนี้กับคนอื่นอีกเช่นกัน

จริงๆ แล้วถ้าเด็กไปตีคนอื่น เราควรจะแยกเด็กออกจากสถานการณ์ตรงนั้น ไม่ให้ได้เล่นหรือได้ทำกิจกรรมที่กำลังสนใจนั้นอยู่ จนกระทั่งเด็กมีอารมณ์ที่สงบลงแล้ว ค่อยให้กลับไปเล่นใหม่ การที่เด็กถูกแยกออกมานี้ เป็นการลงโทษที่สมควรแล้ว ไม่จำเป็นต้องตีหรือลงโทษเด็กแบบเจ็บๆ ควรสอนให้เด็กรู้จักรั้งรอ ไม่ทำร้ายร่างกายคนอื่น และเคารพสิทธิของคนอื่น เช่น จะไปแกล้งคนอื่นไม่ได้

เราควรจะสอนให้รู้จักกฎเกณฑ์ของบ้าน เวลาไหนต้องทำอะไร เช่น ก่อนนอนต้องแปรงฟัน อ่านนิทานกันแล้วก็เข้านอน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ผู้ใหญ่ในบ้านต้องมีความคงเส้นคงวาสม่ำเสมอพอสมควร และต้องปฏิบัติต่อเด็กเป็นแบบเดียวกัน ไม่ใช่ว่าคุณพ่อคุณแม่อยู่ปฏิบัติอย่างหนึ่ง พออยู่กับพี่เลี้ยงหรืออยู่กับคุณตาคุณยายก็ปล่อยให้เด็กทำตามใจตัวเองได้

เด็กก็จะปรับตัวยาก และสับสนว่าควรจะทำอย่างไร ถ้าเป็นเด็กฉลาดก็อาจจะอาศัยตรงนี้มาพลิกแพลง คือถ้าพ่อแม่อยู่ก็ปฏิบัติตัวดี แต่ถ้าไม่อยู่ก็เป็นแบบที่อยากจะเป็น คือสามารถเอารัดเอาเปรียบคนอื่นได้ ซึ่งไม่เหมาะสม

ในกรณีของลูกคนเดียวก็ฝึกได้ แม้ว่าจะไม่สามารถหาพี่น้องมาฝึกร่วมกัน การฝึกให้มีระเบียบวินัยสำหรับลูกคนเดียว เช่น ถ้าเล่นของเล่นชิ้นหนึ่งอยู่ แล้วอยากจะไปเล่นของอื่นๆ อีก ต้องบอกให้เด็กเก็บชิ้นที่เล่นอยู่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปเอาของชิ้นใหม่มาเล่น อันนี้ก็เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง คือให้เด็กรู้จักการรั้งรอ เป็นการฝึกให้มีระเบียบวินัยวิธีหนึ่ง

และสำหรับลูกคนเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพ่อคุณแม่มีโอกาส ควรพาไปเจอเพื่อนฝูงหรือลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ในวัยเดียวกัน พยายามพาไปเล่นด้วยกันบ่อยๆ อาจเป็นสนามเด็กเล่นข้างบ้าน หรือในวันอาทิตย์ก็ให้เด็กได้ไปเจอเพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน

แต่ต้องระลึกไว้อย่างหนึ่งว่า เด็กวัยนี้เอาตัวเองเป็นที่ตั้งสูง การเล่นด้วยกัน บางครั้งก็ทำได้ไม่นาน ก็อาจจะทะเลาะกัน เพราะฉะนั้นการปล่อยให้เด็กกลุ่มนี้ เล่นด้วยกันโดยลำพังยังทำไม่ได้ ยังต้องมีผู้ใหญ่คอยกำกับอยู่อย่างใกล้ชิดและไม่คลาดสายตา

ก็ขอเอาใจช่วยให้หนูๆ ที่บ้าน เป็นเด็กดีสมใจคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนะคะ


(update 8 มีนาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 268 พฤษภาคม 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600