หนูโตขึ้นอยากเป็นอะไร ?
อยากเป็นหมอค่ะ/ครับ
ได้รับคำตอบเช่นนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็คงหน้าบาน ด้วยคิดว่าลูกฉันช่างเป็นเด็กรักดีจริงๆ โตขึ้นจะได้มีอาชีพที่มีเกียรติ มีรายได้สูง ไม่มีวันตกงาน และยังเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ ญาติพี่น้องยามเจ็บป่วยได้ด้วย
แต่เบื้องหลังของข้อดีต่างๆ อยู่อีกมากมาย ซึ่งหากลูกเราไม่เหมาะกับอาชีพนี้ อาจเท่ากับผลักดันให้เขาจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ไปชั่วชีวิต
มีแพทย์อีกมากมายที่เลือกเรียนแพทย์ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นคนเรียนดี เรียนเก่ง จนไม่สามารถไปเลือกเรียนอย่างอื่นได้ (เดี๋ยวจะว่าไม่เก่งพอ) คุณพ่อคุณแม่เองก็อดภูมิใจไม่ได้ ต้องคุยอวดไปทั่วว่าลูกฉันสอบติดหมอนะ ผู้คนรอบข้างก็จะมองด้วยสายตาทึ่งแกมชื่นชม
เมื่อแรกเริ่มเข้าเรียนในระยะเตรียมแพทย์ วิชาที่เรียนก็จะยังคล้ายๆ กับการเรียนมัธยมปลาย แต่เนื้อหาอาจลึกลงไปทางด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า เด็กที่เรียนดีมาแล้วจากชั้นมัธยมจะรู้สึกว่าไม่ยากเย็นอะไรที่จะเข็นตัวเองให้ผ่านไปได้สบายๆ (ไม่ต้องตั้งใจเรียนเพื่อเอาเกียรตินิยมหรอก ก็เข้าแพทย์ได้แล้วนี่) แต่ในบางช่วงของการเรียนเด็กบางคนก็อาจเปลี่ยนไปเป็นเด็กที่เรียนตกแล้วตกอีกได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยว่าเคยเป็นเด็กที่เรียนดีมากๆ มาก่อน บางคนถึงกับโดนให้ออกเพราะเรียนหลายปีก็ยังเรียนไม่จบ (มักโดนเพื่อนแซวลับหลังว่าเรียนละเอียด) ช่วงแรกนี้ใช้เวลาแค่ 1-2 ปี
ต่อมาเป็นช่วงพรีคลินิก (preclinic) หรือเรียกกันติดปากว่า ข้ามฟาก สาเหตุสมัยก่อนต้องข้ามไปเรียนที่โรงพยาบาลศิริราชเพียงที่เดียว ใช้เวลาอีก 2 ปี เป็นการเรียนปูพื้นฐานเกี่ยวกับโรคต่างๆ เรียนกายวิภาค เรียนเภสัชวิทยา เป็นต้น ช่วงนี้จะเริ่มเรียนค่อนข้างหนัก วิชาที่เรียนจะใช้การท่องจำค่อนข้างมาก เด็กที่ไม่ชอบเรียนแบบท่องจำอาจจะเบื่อ มีการสอบบ่อยมาก ต้องนอนดึงกันเป็นประจำ
ช่วงคลินิก คือ ปีที่ 4-5-6 จะเรียนทฤษฎีควบคู่ไปกับการเรียนปฏิบัติกับผู้ป่วย มีการแจกผู้ป่วยจริงให้ไปดูแล ตั้งแต่ซักประวัติตรวจร่างกายตามที่ได้ร่ำเรียนมา อาจช่วยตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ จากนั้นก็เขียนรายงาน วิจารณ์ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการรักษาโรคนั้นๆ ช่วงนี้เป็นการเรียนที่หนักมากขึ้นไปอีก ต้องอยู่หอพัก แทบจะต้องตัดขาดจากทางบ้านโดยสิ้นเชิง เด็กที่ไม่เหมาะกับอาชีพนี้จะเริ่มรู้สึกได้ในช่วงนี้ เมื่อมีการเรียนหรือการทำงานที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน อาจถูกตามไปรับผู้ป่วยใหม่เวลาตี 2 ตี 3 ซึ่งเป็นเวลาที่ควรจะได้หลับสบาย อาจต้องอยู่ทำงานในวันหยุดซึ่งใครๆ ก็ได้หยุดไปเที่ยวกัน เวลาปิดเทอมอาจจะสั้นมาก หรือบางทีก็ไม่มีเลย
อย่างไรก็ตาม ลักษณะการเรียนในปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ค่อนข้างจะเป็นการผสมผสานระหว่างวิชาต่างๆ มากขึ้นในลักษณะการแก้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (problem based learning)
ช่วงฝึกงาน (extern หรือ intern) เป็นช่วงการปฏิบัติงานจริงกับผู้ป่วยจริง ต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้ป่วย โดยอยู่ในความควบคุมของอาจารย์และแพทย์ประจำบ้านซึ่งทำหน้าที่เหมือนพี่เลี้ยงช่วงนี้ก็งานหนักมาก อาจต้องอยู่เวรวันเว้นวัน แต่กลางวันก็ไม่ได้หยุดพักผ่อน บางครั้งอยู่เวรกลางคืนไม่ได้นอนทั้งคืนแล้วกลางวันก็ยังต้องออกตรวจคนไข้หรือช่วยผ่าตัด รวมๆ แล้วอาจจะเป็น 36 ชั่วโมงที่ไม่ได้นอนเลย
วันหยุดของแพทย์ไม่ใช่วันที่จะตื่นสายๆ แล้วไม่ต้องออกไปทำงานเลย แต่ยังต้องออกไปตรวจเยี่ยมผู้ป่วยเหมือนวันธรรมดาหรือที่เรียกกันว่าไป round ward (ก็ถ้าคุณไม่ไปดูแล้วจะให้ใครไปดูล่ะ) ซึ่งบางทีกินเวลาเข้าไปครึ่งค่อนวัน ถ้าจะไปเที่ยวกับครอบครัวหรือธุระอื่นๆ ก็อาจจะฝากเพื่อนแพทย์ดูแลได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่จะฝากคนอื่นบ่อยๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงปฏิบัติเนื่องจากการรักษาอาจจะไม่ต่อเนื่อง ผู้ป่วยเองก็ไม่ค่อยพึงใจนักกับการที่เปลี่ยนหน้าหมอมารักษา
ไม่ว่าแพทย์จะไปไหน ทำอะไรอยู่ ก็มีสิทธิ์ถูกตามมาดูผู้ป่วยได้ทุกเมื่อ บางทีต้องยกเลิกโปรแกรมที่จะพาครอบครัวไปเที่ยวขับรถไปแล้วครึ่งทางก็ต้องขับกลับมาถ้าผู้ป่วยเกิดมีปัญหา (แพทย์ที่ดีต้องเสียสละความสุขส่วนตนและครอบครัวได้) การทำงานหนักขาดการพักผ่อนดูแลตัวเองย่อมทำให้สุขภาพทรุดโทรม เกิดความเครียด จึงพบว่าแพทย์ไทยมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นกว่าคนทั่วไปหลายปี
รายได้ของแพทย์ถูกจำกัดด้วยกำลังกายและเวลา จึงไม่สามารถร่ำรวยได้มากนัก ทุกบาททุกสตางค์ต้องใช้แรงงานเข้าแลกหากรับราชการเพียงอย่างเดียวจนเกษียณจะไม่มีโอกาสเก็บเงินซื้อบ้านดีๆ สักหลัง รถสักคันได้ แพทย์ส่วนใหญ่จึงมักเลือกที่จะใช้เวลาว่างที่เหลืออยู่จำกัดนี้หารายได้พิเศษด้วยเปิดคลินิกหรือทำงานโรงพยาบาลเอกชน ทำให้ขาดการหยุดพักผ่อนมากขึ้นไปอีก
ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ที่มีมากขึ้นในปัจจุบันนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แพทย์หลายๆ คนท้อแท้ บางคนก็หันไปทำอาชีพอื่นบางคนห้ามลูกของตัวเองไม่ให้เรียนแพทย์ บางคนหาทางออกโดยทำประกันแบบเดียวกับแพทย์ในต่างประเทศ (malpractice insurance) ซึ่งทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นสูงตามไปอีก
เมื่อคุณรับทราบข้อมูลเหล่านี้แล้วยังยืนยันว่าต้องการให้ลูกเป็นหมอให้จงได้ ก็จงสำรวจลูกของคุณเกี่ยวกับคุณสมบัติต่อไปนี้
1. ความถนัดทางวิชาเฉพาะที่ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทุกสาขา ภาษาอังกฤษ อาจมี ภาษาไทย สังคมศึกษาด้วย ปัจจุบันโรงเรียนแพทย์เกือบทุกแห่งจะแยกสอบเอง และมีโรงเรียนแพทย์ให้เลือกมากขึ้นเท่าที่พอจะนึกออกได้แก่ จุฬาฯ ศิริราช รามาฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา พระมงกุฎ มศว. ธรรมศาสตร์ นเรศวร และมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีคณะแพทย์ ก็ได้แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 2-3 แสนต่อปี (ไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัว) และคณะแพทย์ใหม่ล่าสุดที่กำลังจะก่อตั้งก็คือ แม่ฟ้าหลวง
2. อุปนิสัยส่วนตัว เป็นคนขยัน อดทนสู้งานหนัก อดนอนได้ไม่โมโห ฉุนเฉียว มีความเมตตา มีคุณธรรม (เพราะสังคมคาดหวังจะให้แพทย์เป็นเช่นนั้น)
ปัจจุบันชนชั้นกลางที่มีลูกน้อย เลี้ยงลูกมาแบบประคบประหงมนิยมส่งเสริมให้ลูกเรียนแพทย์ ซึ่งก็มักจะสอบเข้าได้สำเร็จ เพราะการสอบในปัจจุบันไม่ได้วัดว่าใครเรียนเก่ง แต่วัดว่าใครสามารถกวดวิชาได้มากกว่ากัน พ่อแม่เหล่านี้มักจะให้ลูกกวดวิชาจนแทบหาเวลาหยุดพักไม่ได้ แต่ไม่ค่อยฝึกการใช้ชีวิตในสังคม ฝึกวินัย ฝึก EQ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมแพทย์บางคนจึงมีวุฒิภาวะต่ำจัดการกับปัญหาชีวิตส่วนตัวไม่ค่อยได้ดี ดังจะเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์เป็นครั้งคราว
เด็กที่ไม่เคยหยิบจับงานอะไรช่วยพ่อแม่เพราะพ่อแม่ขอให้เรียนอย่างเดียว เรียนเก่งเป็นใช้ได้นั้น เมื่อจบการศึกษามาเป็นแพทย์ ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการที่พ่อแม่ พี้เลี้ยง ทำทุกอย่างกลับมาต้องบริการผู้อื่น คุณหนูเหล่านี้อาจจะอดทนไม่ไหว ต้องลาออกไป ส่วนหนึ่งก็อาจเลือกไปอยู่ตามคลินิกเสริมความงามต่างๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป และค่าจ้างแพทย์ราคาที่สูงมาก
3. ความเป็นลูกแหง่ติดพ่อแม่ ต้องไปอยู่หอพักระหว่างเรียนต้องออกต่างจังหวัดเวลาฝึกงาน ระหว่างใช้ทุนรัฐบาล (3 ปี) จะทนได้หรือไม่ สำรวจใจของพ่อแม่เองด้วยว่าทนให้ลูกไปอยู่ห่างไกลได้นานๆ หรือไม่ มีส่วนหนึ่งที่ทั้งพ่อแม่และลูกทนไม่ไหวต้องจ่ายเงินชดเชยให้รัฐบาล (ประมาณ 4 แสนบาท) เพื่อแลกอิสรภาพของลูกกลับคืนมา
การชดใช้ทุนนั้นเป็นหน้าที่ของแพทย์ทุกคนที่เรียนในโรงเรียนแพทย์ของรัฐบาล โดยการจับสลากเลือกโรงพยาบาลหลังจากจบการศึกษา ประมาณเดือนเมษายน โดยรอบแรกๆ จะให้เลือกตามความสมัครใจก่อน ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่จังหวัดใหญ่ๆ หรือจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ จะเต็มก่อน จากนั้นก็จับสลากจนหาที่ลงได้ครบทุกคน คนที่โชคร้ายก็อาจจับไม่ได้จังหวัดที่ต้องการสักที ในรอบหลังๆ จะเหลือแต่จังหวัดที่ไม่มีใครต้องการไปเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
การจ่ายเงินเพื่อชดใช้ทุนนั้นสำหรับบางคนไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับประเทศชาติแล้ว การที่จะผลิตแพทย์ขึ้นมาหนึ่งคนต้องใช้เวลาถึง 6 ปีเป็นอย่างน้อย ต้องลงทุนทรัพยากรไปมากมาย หากเราทราบข้อมูลต่างๆ และประเมินความเหมาะสมของตัวเด็กก็อาจช่วยได้ และเหลือที่ไว้ให้ผู้ที่มีความเหมาะสมมากกว่าได้เข้าไปเรียน จะดีกว่า.
(update 18 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
teen&family Vol.11 No.122 May 2006]
|