พ่อแม่ทะเลาะกันทำไม ฮือ...ฮือ..


พลันที่หนูนิดก้าวเท้าเข้ามาในบ้านด้วยอารมณ์เริงร่า กรอบรูปที่เคยตั้งโชว์อยู่บนตู้ก็กระเด็นมาตกอยู่ตรงหน้า ตามติดด้วยเสียงดังๆ ของพ่อแม่ ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ...กำลังทะเลาะกันอยู่

นี่เป็นครั้งแรกของบ้านที่เคยเงียบสงบ และเป็นครั้งแรกที่หนูนิดเห็นพ่อกับแม่พูดเสียงดังใส่กัน ก็เลยทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนตะลึงร้องไห้อยู่ตรงนั้น

จริงๆ แล้วการทะเลาะกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกครอบครัวค่ะ คงไม่มีครอบครัวไหนไม่เคยทะเลาะกัน แต่จะทะเลาะกันแบบไหนนี่สิ...บางบ้านอาจจะแค่ชัดแย้งนิดๆ หน่อยๆ บางบ้านรุนแรงถึงขึ้นมีปากเสียง และหนักที่สุดคือทำร้ายร่างกาย ซึ่งถ้าคุณอยู่กันเพียงลำพังแค่ 2 คน ก็คงไม่มีใครที่เดือดร้อนมากนัก แต่ถ้าครอบครัวมีคนตัวเล็กที่คุณรักอยู่ด้วยละก็... ไม่ดีแน่ๆ ค่ะ

คุณรู้มั้ยคะว่าการทะเลาะกันส่งผลถึงพัฒนาการของลูกหลายอย่างทีเดียว...

  • ความเครียด การมีปากเสียงเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ใหญ่ก็จริง แต่มันสร้างความช้ำชอกไม่น้อยให้กับใจดวงเล็กๆ เพราะเขาอาจจะคิดว่าพ่อแม่ไม่รักกัน กลัวว่าพ่อแม่จะไม่อยู่ด้วยกัน เพราะเขาเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะเด็กๆ เขายังไม่รู้นี่คะว่า การทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดามาก สำหรับคนอยู่ด้วยกัน แล้วยิ่งเสียงคุณดังเท่าไร มันก็ยิ่งสร้างความกลัว ความไม่สบายใจให้ลูกมากขึ้นเท่านั้น ดีไม่ดีทะเลาะกันเสร็จคุณก็ไปลงกับลูกต่ออีก... จริงมั้ยคะ

  • สร้างความรู้สึกผิด เด็กวัยนี้ค่อนข้างดื้อ ซน ช่างซัก ช่างถาม ซึ่งพ่อแม่อาจไม่เข้าใจ เลยหัวเสีย หงุดหงิดใส่เขา แต่จริงๆ แล้วคือพ่อแม่มีเรื่องขุ่นมัว ค้างคาใจที่พร้อมจะทะเลาะกันอยู่ก่อนแล้ว แต่กลับไปโทษลูก เช่น เพราะลูกดื้อแบบนี้ไงแม่เลยมีเรื่องกับพ่อ เลยทำให้ลูกคิดว่าเขาเป็นต้นเหตุ

    ซึ่งต้องเข้าใจด้วยนะคะว่า เด็กวัยนี้น่ะ มีความคิดแบบ fantacy thinking คือความคิดแบบนิยาย เข้าใจว่าทุกสิ่งมีชีวิต และเข้าใจระบบเหตุผลต่างจากผู้ใหญ่ เข้าใจว่าอะไรที่เกิดก่อนคือเหตุ อะไรที่เกิดตามมาคือผล เช่น เขาตื่นเช้าขึ้นมาเจอแมวที่รักตาย แต่บังเอิญก่อนเข้านอนเขาเหยียบหางแมว เขาจะเข้าใจว่าแมวตายเพราะเขาเหยียบหาง เพราะฉะนั้นเขาก็เลยจะสรุปว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้พ่อแม่ทะเลาะกัน และถ้าความรู้สึกผิดแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เขาจะกลายเป็นคนไม่มั่นใจ รู้สึกไม่มีค่า รู้สึกว่าตัวเองผิดไปหมด

  • เจ้าเด็กเอาแต่ใจ บางบ้านให้ลูกเป็นฝ่ายตัดสินว่าใครผิดใครถูก ประมาณว่า หาพวกมายืนข้างตัวเอง แล้วก็มีการติดสินบนเพื่อซื้อใจลูก ซึ่งเด็กก็จะถูกตามใจโดยง่าย และอาจกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเองในที่สุด

  • เบี่ยงเบนทางเพศ เวลาที่คุณทะเลาะกัน แล้วลูกของคุณเกิดอาการ “อิน” กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เพราะคนรอบข้าง เช่น ญาติอาจจะบอกโน้มน้าวให้เด็กเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ผู้ใหญ่เห็นว่าถูก แล้วกล่าวว่าอีกฝ่ายแบบเสียหายก็อาจทำให้ลูกไม่ชอบพ่อหรือแม่ได้

    อีกกรณีที่เห็นบ่อยๆ คือ ถ้าพ่อทำทารุณกรรมกับแม่ลูกชายก็จะเห็นใจแม่ รู้สึกไม่ชอบเพศชายที่เป็นแบบนี้ มีแต่ความรุนแรง โตขึ้นอาจกลายเป็นคนนุ่มนวล ซึมซับลักษณะแม่ เห็นใจคุณแม่ กระตุ้นกระติ้ง ถ้าเป็นลูกสาว ก็อาจจะไม่ชอบผู้ชาย หรือมีลักษณะที่ออกเป็นชาย แต่ไม่รุนแรงเท่ากับผู้ชาย เพื่อมาปกป้องผู้หญิง

  • รุนแรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาและท่าทีในการทะเลาะของพ่อกับแม่ด้วยนะคะ ถ้าทะเลาะกันแป๊บๆ แล้วจบ โอกาสที่เด็กจะซึมซับความรุนแรงหรืออคำพูดไม่ดีก็น้อย แต่ถ้าทะเลาะกันทุกวัน ลงไม้ลงมือ ลูกจะซึมซับความรุนแรง ทำให้กลายเป็นเด็กที่ชอบความรุนแรงได้ค่ะ

ประสานรอยร้าว ด้วยความเข้าใจ

ลูกวัยอนุบาลนี้กำลังซึมซับอะไรต่อมิอะไรตลอดเวลา ถ้าไม่อยากให้พัฒนาการดีๆ ที่คุณทุ่มเทสร้างมาตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องเสียไปเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบของคุณล่ะก็ ลองทำวิธีนี้ดูค่ะ
  • หาพื้นที่ของเราสองคน ขอห้องเงียบๆ จะเอาไว้สวีตหรือเถียงกันก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่ขอให้มั่นใจว่าเจ้าตัวเล็กจะไม่รู้ ไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ขอย้ำว่าอย่าทะเลาะกันต่อหน้าลูก ห้ามเด็ดขาดค่ะ และไม่ใช่แค่เจ้าตัวเล็กเท่านั้น บางบ้านอยู่กันเป็นครอบครัวขยาย ถ้าทะเลาะกันเสียงดังปุ๊บ คนรอบข้างอาจจะเกิดการลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นการมีที่เงียบๆ ก็เพื่อให้สองคนได้พูดคุยปรับความเข้าใจกันเอง ซึ่งจะมีผลดีมากกว่า และป้องกันการเกิดอคติจากทั้งคนรอบข้างและลูกของเรา

  • เคารพความคิดเห็น คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับ และเคารพความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยค่ะ เพราะว่าเราต่างคนต่างไม่ได้โตมาในสังคมเดียวกัน สิ่งแวดล้อมต่างกันเราต้องยอมรับความต่าง แล้วหาจุดดีของกันและกันดีกว่า ต้องพยายามคุยกันอย่างสร้างสรรค์

    ถ้าไม่เข้าใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ควรปรับความเข้าใจแต่เนิ่นๆ ดีกว่าค่ะ และอย่ารื้อฟื้นเรื่องราวไม่ดีในอดีต พยายามจดจำภาพความหวานชื่นที่เราเคยมั่นใจว่าคนนี้จะเลี้ยงลูกของเราได้ พยายามฟื้นความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นขึ้นมาเพื่อที่เราจะคุยกันได้อย่างสร้างสรรค์

  • รู้จักคำว่าขอโทษ เพราะเมื่อพูดไปจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเยอะมาก ทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการพูดคุย และเมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มพูด อีกฝ่ายควรจะให้อภัย และพยายามเดินทางสายกลางที่พอจะยอมรับได้ทั้งคู่

ดูแลหัวใจดวงน้อย

ถ้าเราเกิดทะเลาะกันไปแล้วล่ะ!
แต่คราวนี้คุณรู้แล้วว่านี่ต้องทำตัวอย่างไร ก็พยายามอย่าให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าลูกอีก และอย่าลืมดูแลหัวใจดวงน้อยด้วยค่ะ เพื่อให้เขาเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ไม่ค้างคาติดตาติดใจกันอีกต่อไป

โดยให้ลูกมีโอกาสได้ระบายความเครียด จะเป็นการระบายด้วยคำพูดที่เขาอัดอั้นตันใจอยู่ โดยที่มีคุณเป็นผู้ร่วมรับฟังความรู้สึกของลูกด้วยความตั้งใจ ว่าลูกคิดยังไง รู้สึกยังไง บอกลูกให้รู้ว่าการทะเลาะกันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกครอบครัว หนูยังทะเลาะกับน้องเลย แต่ยังไงหนูก็ยังรักน้อง เล่นกับน้อง พ่อกับแม่ก็เช่นกัน ทะเลาะกันแต่พ่อแม่ก็รักกัน และรักลูกเหมือนเดิม เป็นต้น

หรือให้ลูกได้ระบายความเครียดด้วยการวาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน อ่านหนังสือนิทานหรือได้ทำกิจกรรมที่ชอบ ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วยค่ะ

อย่าลืม...คอยสังเกตลูกด้วยค่ะ ว่าหลังจากที่พ่อแม่ทะเลาะกันแล้วมันส่งผลให้ลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า เศร้าลง ซึมมากขึ้น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นอาจจะต้องปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาเพื่อบำบัดความเครียดของลูก

จุดเริ่มต้นของครอบครัวเกิดมาจากความรัก แม้เมื่อมีความขัดแย้ง ก็ขอให้คุณลองใช้ความรักที่มีต่อกันในครอบครัวสยบความขัดแย้งนั้นค่ะ ลูกน้อยจะได้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

ที่สำคัญ การทะเลาะกันน่ะไม่ใช่เรื่องดีเลยจริงไหมคะ


(update 4 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่274 พฤศจิกายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600