นอกจากความยินดีปรีดาที่เกิดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงร้องและได้เห็นหน้าลูกน้อยครั้งแรกแล้ว การที่ลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์และมีแนวโน้มของพัฒนการที่สมวัย เพียบเท่านี้ก็ถือเป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่แล้ว
แต่หากลูกรักเกิดมามีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัยอันควร แน่นอนว่าคนที่ทุกข์ร้อนกังวลใจมากที่สุดคงไม่พ้นพ่อแม่ และแม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้อง แต่ความเข้าใจและใส่ใจสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้รู้ปัญหาได้แต่เนิ่นๆ โอกาสจะแก้ไขได้ทันท่วงทีก็จะเพิ่มมากขึ้น
Modern Mom Special เห็นว่าความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของลูกเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ฉบับนี้จะพาไปสำรวจว่ามี Sign อะไรที่ให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้บ้าง
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเรื่องพัฒนาการกันก่อน พัฒนาการหมายถึงกระบวนการเจริญเติบโตของร่างกาย ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามแต่ละช่วงวัยของเด็ก แล้วระดับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยไม่ได้ระบุเป็นกฎเกณฑ์ตายตัว แต่อาจจะบอกลักษณะพัฒนาการอย่างคร่าวๆ ว่าเด็กแต่ละช่วงอายุมีพัฒนาการอย่างไรแล้วถ้าเกิดขึ้นช้าระยะเวลาดังกล่าวก็ไม่ควรจะทิ้งช่วงนาน
5 เหตุ
พัฒนาการล่าช้า
การที่เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าเกิดขึ้นได้จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกเหล่านี้ค่ะ
1. พันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อและแม่ เช่น โรคทางพันธุกรรมบางอย่างที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก อาทิ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ดาวน์ซินโดรม ฯลฯ หรือการที่พ่อกับแม่บังเอิญเป็นญาติ มีโอกาสที่ยีนผิดปกติจะแสดงออกมาทางลูกได้สูง
2. สุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ เช่น แม่ที่ไม่ดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ลูกก็มีความเสี่ยงกับการเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่
3. ภาวะการคลอดที่ไม่ราบรื่น เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด คลอดหลังกำหนด คลอดยาก ล้วนส่งผลกระทบต่อเด็ก เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เลือดออกในสมอง โรคปอดเรื้อรัง ตับวาย ไตวาย
4. สุขภาพของเด็กหลังคลอดและปัจจัยแทรกซ้อนช่วงหลังคลอดใหม่ๆ เช่น เด็กตัวเล็กหรือใหญ่เกินไป ตัวเหลืองจนต้องเปลี่ยนเลือด ต้องเข้าตู้อบเป็นเวลานาน
5. การเลี้ยงดูและภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม เช่น เด็กไม่ได้รับอาหารครบถ้วน กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ รวมถึงไม่ได้ส่งเสริมพัฒนาการเท่าที่ควร
Behaviour Sign
นอกจากปัญหาทางกายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กแล้วยังมีปัญหาพฤติกรรมที่ส่งผลให้พัฒนาการเด็กล่าช้าตามมา ซึ่งปัญหาพฤติกรรมเกิดขึ้นจากสองสาเหตุหลัก คือ
1. ร่างกายผิดปกติ ส่งผลต่อพฤติกรรม
2. สิ่งแวดล้อมรวมถึงการเลี้ยงดูจากครอบครัว
- เด็กอยู่ไม่นิ่ง (ซนเกินไป) ไม่รู้จักรอคอย แม้เด็กวัยนี้อยากรู้อยากเห็นแต่การที่เด็กมีช่วงความสนใจสั้น วอกแวก รับรู้ช้ากว่าและไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ เมื่อเทียบกับเพื่อนในวัยเดียวกันก็อาจบอกถึงความผิดปกติได้
- มีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำลายสิ่งของ ทำร้ายผู้อื่น และทำร้ายตัวเอง ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของตัวเองได้เด็กบางคนอาจจะตีอก ชกหัว ทำร้ายตัวเอง
- ทำพฤติกรรมซ้ำๆ นั่งโยกตัว สะบัดมือ ชกตัวเอง วิ่งไปทั่ว การแก้ไขพฤติกรรมของเด็กนั้นข้ำสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรดุด่าว่าตี เพราะยิ่งจะเป็นการสร้างภาวะกดดันซึ่งส่งผลไม่ดีกับพัมนาการและจิตใจเด็ก ซ้ำยังไม่อาจหยุดพฤติกรรมนั้นได้ ควรจะพาไปพบคุณหมอพัฒนาการเด็กก่อนเพื่อวิเคราะห์อาการที่เกิดขึ้นกับเด็ก
Top to Toe Sign
อาการผิดปกติของอวัยวะที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องใส่ใจ เนื่องจากอาการนี้จะส่งผลถึงพัฒนาการและกระทบไปถึงส่วนอื่นๆ ได้ สำหรับจุดที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ชัดเจนมีดังนี้
- ศรีษะ Physical Sign :
ศรีษะเล็กหรือใหญ่เกินไป บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของสมอง อาจจะเกิดจากการที่สมองเจริญเติบโตผิดปกติ เช่น ขาดอากาศขณะคลอด หรืออาจจะเป็นโรคทางพันธุกรรม
- Note : เส้นรอบศรีษะโดยปกติของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 เดือนแรกจะมีความยาว 35 เซนติเมตร / 4 เดือน : 40 เซนติเมตร / 1 ปี : 45 เซนติเมตร / 2 ปี : 47 เซนติเมตร / 5 ปี : 50 เซนติเมตร
- หู Physical Sign :
ใบหูผิดรูป อยู่ต่ำหรือสูงเกินไปจนสังเกตได้ติ่งหูยาวผิดปกติ มีรูด้านหน้าหูหรือหูไม่มีรู
- Development Sign : อายุ 6 เดือนแล้วไม่สามารถหันตามทิศทางของเสียง และไม่ตอบสนองกับเสียงที่ได้ยินรอบข้าง เช่น ไม่สะดุ้งตกใจเมื่อมีเสียงดัง
- Note : การให้ลูกฟังเสียงที่มีโทนเสียงแตกต่างกัน เสียงที่มีความซับซ้อน รวมถึงการพูดคุยโต้ตอบเสียงที่ถูกเปล่งออกมาจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการฟังของลูกได้
- ตา Physical Sign :
ตาห่างจนผิดปกติ ตาเหล่าเข้า-ตาเหล่ออกเห็นว่าแสงสะท้อนจากรูม่านตาเป็นสีขาว แสดงว่ามีความผิดปกติอยู่ด้านหลังรูม่านตา อาจจะเป็นต้อ มีเนื้องอก จอประสาทตาลอก
- Development Sign : มองตามวัตถุแล้วตาแกว่งไม่หยุดนิ่ง ไม่จับจ้องวัตถุ ไม่สบตา
- Note : การให้เล่นของเล่นสีสันสดใสที่เคลื่อนไหวได้ เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนของ ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกเคลื่อนไหวดวงตาเพื่อมองตามวัตถุ
- จมูก Physical Sign :
ดั้งจมูกบี้หรือเชิดมาก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องดูหน้าตาโดยรวมด้วย เช่น หางตาชี้ กระหม่อมแบน ลิ้นใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็นอาการของเด็กดาวน์ซินโดรม
- Development Sign : ไม่ตอบสนองหรือไม่มีปฏิกิริยากับกลิ่นต่างๆ เลย เช่น ไม่นิ่วหน้าหรือจามเมื่อมีกลิ่นเหม็นฉุน
- Note : ทารกเริ่มได้กลิ่นตั้งแต่อายุ 3 วันแล้ว ยิ่งเป็นกลิ่นคุณแม่เขาจะพยายามหันไปหาด้วยความคุ้นเคย
- ปาก Physical Sign :
ปากบางเป็นปากปลา (ไม่เห็นริมฝีปากเลย) หรือปากแหว่งเพดานโหว่
- Development Sign : พูดไม่ชัด ติดอ่าง เสียงผิดปกติ ไม่เล่นเสียงและส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่โต้ตอบตำพูดตามวัย มีพัฒนาการทางภาษาช้า เช่น สองขวบแล้วยังพูดคำที่ไม่มีความหมาย ไม่ทำตามคำสั่งและไม่พยายามพูดกับคนอื่น
- Note : สามารถกระตุ้นพัฒนาการการพูดได้จากการตอบสนองเสียงอ้อแอ้ ชวนลูกคุยโต้ตอบให้เหมือนคุยกันรู้เรื่อง ชวนลูกออกเสียงคำง่ายๆ ให้เด็กได้เลียนเสียง ชวนเล่นเกมเป่าฟองสบู่ เป่าลูกโป่งหรือเป่าน้ำในแก้ว ซึ่งจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อเพดานช่องคอและการใช้ลมออกเสียง
- ลิ้น Physical Sign :
ลิ้นใหญ่ ลิ้นยืดออกมาขณะพูด การสบของฟันปกติ
- Development Sign : น้ำลายไหลย้อย เด็กมักอ้าปากกว้างไม่หุบ ไม่กลืนอาหาร ไม่เคี้ยวข้าวหรือเคี้ยวนาน ไอหรือสำลักอาหารบ่อยๆ
- Note : สามารถนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก เพื่อให้เกิดการดูดโดยวางหัวนิ้วแม่มือลงบนคางใต้ริมฝีปากล่างแล้วลากออกเป็นเส้นตรงจนสุดขอบปากล่างทั้งสองประมาณ 5-10 ครั้ง
- แขนขาและบริเวณลำตัว Physical Sign :
แขนขายาวไม่เท่ากันทั้งสองข้าง นิ้วยึดติด นิ้วเกิน 5 นิ้ว นิ้วกุด กล้ามเนื้อแขนขาเกร็งเกินไป คือเด็กเคลื่อนไหวลำบากและเคลื่อนไหวผิดปกติ ข้อยึดติด ข้อสะโพกหลุด แบะออกมามากเกินไปหรือหนีบติดกันไม่ยอมแบะ ท้องผูกเรื้อรัง เป็นสัญญาณของการเคลื่อนไหวลำไส้มีปัญหา หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องการย่อยและการดูดซึม
- Development Sign : กล้ามเนื้อแขนขานุ่มนิ่ม อ่อนปวกเปียก คือไม่มีแรงในการเคลื่อนไหว ยกแขนยกขาลำบาก ไม่สามารถควบคุมลำตัวเพื่อทรงตัวให้มีความสมดุลขณะถูกอุ้ม เช่น 3 เดือนคอยังไม่แข็ง 9 เดือนยังไม่คว่ำหรือยังไม่คลาน 1 ขวบแล้วยังหยิบขอเล่นไม่ได้ กำมือไม่ได้ ข้อเท้าติดบิดหมุนไม่ได้รอบ
- Note : การกระตุ้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อคุณแม่ควรได้รับคำแนะนำจากคุณหมอหรือนักกายภาพบำบัด เพื่อตะได้กระตุ้นกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง
- ผิวหนัง Physical Sign :
สีผิวผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง หรือมีปานเป็นริ้ว เป็นแนวสีขาวหรือสีดำเป็นแถบใหญ่ มีปานตามผิวหนังมากกว่า 6 จุด หลังมีปานลายเป็นต้นคริสต์มาส บวกกับกล้ามเนื้อนิ่ม เป็นสัญญาณบอกอีกกลุ่มหนึ่ง ผิวหนังแห้งอย่างมาก คันและต้องเกาอยู่ตลอดเวลา
สำหรับอาการหรือพฤติกรรมผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่ยกมาให้เห็นเหล่านี้ ไม่ใช่ทั้งหมดของอาการที่บ่งบอกถึงพัฒนาการช้าเป็นเพียงอาการและจุดที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นได้ง่ายเท่านั้น
Ways to Protect Delay Development
1. เปรียบเทียบพัฒนาการลูกกับสมุดสุขภาพที่จะได้รับเมื่อลูกคลอด
2. หากไม่มั่นใจการตรวจของหมอท่านแรกคุณแม่ควรหา Second Opinion เพื่อความมั่นใจ
3. แม่ Modern Mom ต้องเป็นคนช่างสังเกตโดยเฉพาะกับลูกของตัวเอง
4. อย่าเร่งพัฒนาลูกด้วยการให้ดูโทรทัศน์หรือวีซีดี
5. หากพบอาการผิดปกติอย่ารอให้รีบมาพบคุณหมอพัฒนาการเด็ก
6. เด็กอายุช่วงขวบปีแรกจะต้องไปพบคุณหมอบ่อยอยู่แล้ว แต่หลังจากหนึ่งขวบเป็นต้นไป คุณแม่ควรพาลูกมาตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
แต่ยังมีอาการผิดปกติที่อาจจะสังเกตได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก ทว่าก็พบได้บ่อยๆ ในเด็กไทยคือ ออทิสติกและสมาธิสั้น ซึ่งทั้งสองอาการนี้หากรู้เร็วโอกาสในการแก้ไขก็จะเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง สำหรับสาเหตุของโรคทั้งสองจะเกิดจากความผิดปกติในส่วนใดบ้าง แล้วมีจุดสังเกตของอาการอย่างไร ลองไปติดตามกันดูค่ะ
ออทิสติก
ออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autism) คือ อาการของเด็กที่มีความบกพร่อง 3 ด้านด้วยกัน คือ
1. พัฒนาการด้านการสื่อความหมาย
2. พัฒนาการด้านสังคม
3. มีพฤติกรรมทำซ้ำซาก
ส่วนสาเหตุของอาการเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากสมอง เช่น มีความผิดปกติของเซลล์สมอง ในส่วนการควบคุมอารมณ์ ความจำ แรงจูงใจ และบริเวณที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ยังไม่พัฒนา และสาเหตุที่เกิดจากปัญหาสุขภาพขณะตั้งครรภ์ของแม่ เช่น ติดเชื้อหัดเยอรมัน รวมถึงการได้รับมลภาวะ เช่น พิษจากสารตะกั่ว
Mom's Experience
ใช้ธรรมชาติของความเป็นแม่รักษาและเยียวยาลูก เพราะไม่มียาขนานใดหรือคุณหมอคนไหนรักษาลูกเราให้หายขาดได้ด้วยตัวแม่เอง นี่คือยาขนานเอกของ คุณแม่สกาวรัตน์ อิ่มสมุทร แม่น้องกะตังค์ (ด.ช.สุรียเมษ อิ่มสมุทร อายุ 4 ขวบ) น้องกะตังค์ป่วยเป็นออทิสติก บกพร่องด้านการสื่อความหมาย ไม่รู้จักชื่อตัวเองเรียกไม่หัน พูดและบอกความต้องการไม่ได้ แต่ด้วยความรักของแม่น้องกะตังค์ดีขึ้นได้
ท้องตอนอายุ 35 พอรู้ตัวว่าเราท้องตอนอายุมากก็เช็กสุขภาพตลอด เจาะน้ำคร่ำซึ่งผลออกมาปกติ แต่ช่วงท้อง 7 เดือนมีเลือดออกทางช่องคลอด เช็กแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ ตอนคลอดก็ปกติแต่พอน้องกะตังค์อายุ 1 ขวบ เริ่มเห็นและสังเกตแล้วว่าทำไมลูกเรามีพัฒนาการช้าไม่เป็นไปตามวัย กลัวเสียงดัง ตกใจง่าย นิ่งเงียบ แต่ก็ยังไม่เอะใจมาก เพราะเห็นว่าเขายังส่งเสียงได้อยู่ จนช่วงอายุสองขวบเราเริ่มสอนให้เขาพูด สอนบ๊ายบายปรากฏว่าเขาพูดไม่ได้ส่วเสียงได้อย่างเดียวถ้าอยากได้อะไรจะใช้วิธีร้องไห้ เช่น ถ้าต้องการสิ่งของเขาจะสบตาแล้วจูงมือเราไปที่ของ ถ้าอยากกินนมก็จะนอนร้องไห้ เราจะรู้ว่าเขาหิวนมก็เพราะทิ้งระยะนานแล้วที่ไม่ได้กิน เวลาเดินจะเขย่งปลายเท้า จากที่ไม่เอะใจก็เริ่มแล้วค่ะ พอได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาเล่าถึงลูกที่เป็นออทิสติกปรากฏว่าอาการคล้ายลูกเราวูบแรกที่รู้ตัวชา ค้านในใจตัวเองว่าไม่ใช่น่า ไม่ใช่แน่ แล้วก็พาลูกไปตรวจ ซึ่งคุณหมอพัฒนาการบอกว่าลูกเข้าข่ายเป็นออทิสติกแล้วก็แนะนำให้ไปโรงพยาบาลยุวประสาท ที่โรงพยาบาลให้ทดสอบพฤติกรรมลูกเทสต์ได้คะแนน 20 คะแนนจาก 40 เรียกว่าแหย่ขาข้างหนึ่งไปแล้วแน่ๆ จากนั้นก็เริ่มฝึกพัฒนาการที่โรงพยาบาลนาน 3 เดือนแล้วตอนหลังก็เปลี่ยนมาที่โรงพยาบาลปากน้ำ ได้มาเจอกับพยาบาล ซึ่งเขาแนะนำคนที่จะมาฝึกลูกที่บ้านได้ จนตอนนี้ก็ยังฝึกอยู่ เขาจะมีการประเมินพฤติกรรมทุก 1 เดือน ตอนนี้น้องกะตังค์ 4 ขวบแล้วพาไปเรียนร่วมกับเพื่อนที่โรงเรียน ช่วงแรกก็เล่นคนเดียว ปลีกตัวเอง แต่โชคดีที่ครูเข้าใจและพยายามดึงน้องกะตังค์มาเล่นด้วยจนตอนนี้ก็เล่นกับเพื่อนๆ ได้บ้าง เราก็พยายามฝึกน้องกะตังค์ด้วยตัวเองหมั่นคุยกับลูกดูแลเอาใจใส่เขาทุกอย่าง เล่นของเล่นเสริมพัฒนาการต้องเล่นกับลูกบ่อยๆ หรือใช้ตัวแม่นี่ล่ะค่ะเล่นกับลูก เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นนับเลขนิ้วมือ 1-5 ตอนเล่นก็สบตา กอดกัน วิธีการแบบนี้เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสของลูกอย่างหนึ่งด้วย ที่สำคัญคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและบันทึกพฤติกรรมและพัฒนาการของลูกเป็นประจำเพราะว่าแม่ถือเป็นคนที่แยู่ใกล้ชิดลูกที่สุด ฉะนั้น การสังเกตพฤติกรรมก็เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ลูกดีขึ้นได้ แล้วอย่าเชียร์หรือเข้าข้างลูกเกินไป ต้องดูปัจจัยแวดล้อมว่าพฤติกรรมที่เขาทำได้เอื้อต่อเขาแค่ไหนด้วย
ถ้าถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป บอกได้อย่างเดียวว่า เราตายไม่ได้ ต้องดูแลเขาให้ถึงที่สุด แล้วกำลังใจก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ การที่ลูกดีได้ ส่วนหนึ่งมาจากกำลังใจจากคนรอบข้าง ยิ่งจากคุณแม่ที่มีลูกป่วยเป็นออทิสติกเหมือนกันแล้วลูกเขาหายขาดก็เป็นกำลังใจให้เราต่อสู้ เพื่อที่ลูกเราจะต้องหายเหมือนกัน
เทคนิคจากแม่น้องกะตังค์
คุณพ่อคุณแม่ต้องมองโลกในแง่บวก อย่าคิดว่าตัวเองแย่ที่ลูกไม่เหมือนคนอื่น เพราะความคิดเหล่านี้จะถ่ายทอดออกทางพฤติกรรมซึ่งเด็กจะรับรู้ได้ถึงพฤติกรรมของแม่ แล้วต้องไม่หงุดหงิดหรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกับลูก เพราะเขาค่อนข้างเซนซิทิฟในเรื่องความรู้สึกถึงขั้นหวาดกลัวได้
Checklist ออทิสติก
อาการออทิสติกสามารถสังเกตได้ตั้งแต่แรกเกิด มักจะแสดงอาการให้เห็นเมื่ออายุ 3-5 เดือน แต่ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่จะสังเกตเห็นเมื่ออายุ 2 ขวบ หากสงสัยก็ควรพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยก่อน โดยสังเกตการใช้ชีวิตประจำวันของลูกร่วมด้วย อาการที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ว่านี้เป็นอาการเบื้องต้น ซึ่งระดับความรุนแรงของอาการผิดปกติของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน เด็กบางคนเป็นครบทุกอาการแต่กับบางคนเป็นเพียงอาการเดียว บางคนมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วยซึ่งทางหนึ่งที่จะช่วยลูกได้คือคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาและกระตุ้นพัฒนาการได้อย่างทันท่วงที
แรกเกิด-1 ปี
- มีปัญหาเรื่องกิน อาจจะไม่ยอมดูดนม กลืนอาหาร
- เมื่อร้องไห้ไม่ชอบให้กอดอุ้ม แต่จะหยุดร้องด้วยการนั่งในรถเข็นและไถไปมา
- ไม่ร้องกวน ไม่งอแง นอนนิ่งได้ทั้งวัน จนดูเหมือนเลี้ยงง่าย
- ไม่สบตา ไม่มองหน้า โดยเฉพาะกับคนเลี้ยง
- ไม่แสดงท่าทางหรือส่งเสียงเรียกเมื่อต้องการสิ่งของ
- ไม่สนใจของเล่นในวัยนี้แต่จะชอบมองแสงสว่างวูบวาบ
- ติดชอบมองของชิ้นเดิมๆ เมื่อของชิ้นนั้นถูกแย่งไปจะร้องไห้
อายุ 1-3 ปี
- ไม่ยอมเปล่งเสียง
- ออกเสียงงึมงำไม่เป็นคำ พูดคนเดียว
- ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก ไม่สบตา
- ไม่สามารถเลียนแบบพฤติกรรมคนอื่นได้
- สนใจวัตถุสิ่งของมากกว่าคน
อายุ 3-5 ปี
- เล่นคนเดียว ไม่สบตาคน ไม่กลัวใครหรือก็กลัวจนเกินไป
- พูดไม่เป็นภาษา ออกเสียงเพี้ยนทั้งสำเนียงและจังหวะการพูด
- ไม่โต้ตอบ ไม่หันตามเสียงเรียก ซึ่งพ่อแม่อาจจะสงสัยว่าลูกไม่รู้จักชื่อตัวเอง
- เล่นและมองสิ่งของซ้ำๆ เมื่อของชิ้นนั้นหายไปจะเสียใจคร่ำครวญ อาละวาดอย่างรุนแรง
- ร้องไห้และอาละวาดได้ง่ายๆ เมื่อถูกขัดใจหรือถูกเปลี่ยนจากพฤติกรรมเดิม
- ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์โกรธตัวเอง
- เล่นสมมติไม่เป็น เล่นของเล่นแบบไม่มีจินตนาการ
อายุ 5 ปีขึ้นไป
- วิ่งเล่นลุยเดี่ยวแบบไม่กลัวอันตราย
- ถ้าโดนเพื่อนแกล้งจะหนีมากกว่าที่จะป้องกันตัว
- หวาดกลัวและตื่นกับสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
- เก็บตัว ชอบนั่งอยู่ที่แคบ เล่นกับตัวเอง มีพฤติกรรมซ้ำๆ
- สื่อสารกับคนอื่นด้วยการชี้นิ้วและพาไปยังสิ่งนั้นมากกว่าพูด
- ใช้คำผิดความหมาย ไม่ตอบคำถาม ชอบพูดงึมงำคนเดียว
- เดินเขย่งปลายเท้า สะบัดนิ้ว
สมาธิสั้น
สมาธิสั้นหรืออยู่นิ่งไม่ได้ (Attention Hyperactivity Disorder (ADHD) เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันทั้งจากพันธุกรรม ร่างกาย และสมองของเด็ก เช่น คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อยต้องอยู่ในตู้อบ เป็นโรคสมองอักเสบ ฯลฯ
3 สัญญาณบ่งบอกลูกสมาธิสั้น
ขาดสมาธิ (Inattention) เด็กจะไม่มีสมาธิให้สนใจต่อสิ่งที่สำคัญแต่จะสนใจสิ่งรอบข้างมากกว่า วอกแวก เหม่อ ขี้ลืม
- วอกแวกต่อสิ่งเร้ารอบตัวง่าย เล่นของเล่นได้ไม่นาน
- ไม่สามารถฟังคำสั่งยาวๆ ได้ และเก็บรายละเอียดไม่ได้
- ไม่รู้เวลา เรื่อยๆ เฉื่อย เช่น สามารถกินข้าวได้ตั้งแต้เช้าถึงเที่ยง
- ขี้ลืม ของหายบ่อย
- ไม่มีระเบียบวินัย
ซุกซนอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity) ไม่อยู่นิ่ง หลุกหลิก ควบคุมให้ตัวเองอยู่นิ่งไม่ได้
- เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เช่น เวลานั่งก็ต้องโยกตัว เคาะโต๊ะ
- พูดไม่หยุด
- มือไม้ไม่อยู่นิ่ง
หุนหันพลันแล่น (Impulsivity) ขาดการยับยั้งชั่งใจ มุทะลุ
- ไม่อดทนรอคอย
- ไม่กลัวอันตราย สามารถกระโดดข้ามบันไดได้แบบไม่กลัวตก ปีนโต๊ะสูงแบบไม่หยุด
- พูดทะลุกลางปล้อง ไม่สนใจฟังคนอื่น ไม่รอฟังคำสั่ง
โดยทั่วไปแล้วอาการสมาธิสั้นจะเกิดขึ้นก่อนอายุ 7 ปีและต้องเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาและแก้ไขอาการได้อย่างทันท่วงที เช่นเดียวกับ คุณแม่นำ (ณัฐวรรณ กิติเวช) คุณแม่น้องเพชร (ด.ญ. วรดา กิติเวช) จะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง
Mom's Experience
แรกๆ ก็ไม่รู้ว่าลูกเป็นสมาธิสั้น แต่เริ่มสังเกตเห็นตอนที่ลูกเริ่มหัดเดินว่าเขาไม่กลัวอะไร เช่น ลูกชายคนโตถ้าจะเดินแล้วรู้ว่าขาหยั่งไม่ถึงพื้นก็จะไม่เดินลง แต่น้องเพชรจะเดินลงทันที ตอนนั้นก็ยังไม่คิดอะไรเพราะคิดว่าเขาเลียนแบบพี่ชาย ตอนนั้นน้องเพชรหกล้มบ่อยไม่ค่อยมีความระมัดระวังตัว ไม่กลัวอะไร แล้วก็นอนน้อยและนอนยาก กว่าจะหลับเขาจะพูดงึมงำคนเดียวเราก็จะใช้วิธีเงียบไม่พูดด้วยลูกก็จะหลับไปเอง แต่พัฒนาการด้านอื่นก็เป็นปกติทำให้เราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ มาเห็นชัดอีกครั้งตอนที่ลูกเข้าอนุบาลครูบอกว่าไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ ทำงานไม่ทันเพื่อน ทานข้าวช้ามาก ตอนนั้นเริ่มหาข้อมูลก็ทราบแล้วว่าลูกสมาธิสั้น แล้วก็เริ่มหาวิธีกระตุ้นลูกด้วยตัวเอง แต่พอลูกขึ้นป.3 จากที่คิดว่าเรารับไหว กระตุ้นลูกเองได้ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ลูกมีปัญหาด้านการเรียนมากขึ้น จึงตัดสินใจพบคุณหมอก็ทำให้รู้ว่าลูกเป็นสมาธิสั้นแบบเหม่อลอย ไม่รับฟังคำสั่ง เหมือนเด็กทำหูทวนลมและไม่สามารถกำหนดเวลาได้ กล้ามเนื้อนิ้วอ่อนแรง และมีปัญหาเรื่องการอ่าน
อารมณ์แรกที่รู้ว่าลูกเป็นสมาธิสั้นรู้สึกอึ้ง เหมือนว่ามีปัญหาร้อยแปดที่จะตามมา จากนั้นก็เริ่มคิดหาวิธีช่วยลูกว่าจะทำอย่างไรดีแล้วเริ่มหาข้อมูล ยอมรับในตัวลูกว่าอาการเขาจะไม่หายขาด แต่เด็กสมาธิสั้นจะเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น น้องเพชรชอบเย็บปักถักร้อยแต่ต้องทำอยู่ที่บ้านมีสมาธิเงียบๆ ถ้าอยู่ในห้องเรียนจะทำไม่ได้ การรู้ว่าลูกมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษแล้วกระตุ้นได้อย่างถูกทางจะเป็นประโยชน์กับลูกมากขึ้นค่ะ
เทคนิคฝึกลูกสมาธิสั้นจากแม่นำ
- บันทึกความก้าวหน้า เพื่อเทียบพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือลดลง
- หาเกมหรือกิจกรรม เช่น เล่นหมากรุกช่วยกระตุ้นสมองซีกขวา
- พยายามดึงจุดเด่นของลูกออกมาใช้ หมั่นชมและสร้างความภาคภูมิใจให้ลูกเพื่อให้ลูกเห็นคุณค่าของตัวเอง
- ให้ลูกเขียนคำและท่องจำบ่อยๆ เพื่อให้เขาจำได้
- จัดลิ้นชักของใช้ส่วนตัว ไม่ว่าจะกระเป๋า หนังสือ สมุด
- หากล่องดินสอแบบใสให้ลูกใช้ เพื่อป้องกันของหาย
- ใช้วิธีอธิบายให้ลูกเข้าใจอย่างเป็นธรรม มีตัวประกอบ
- ไม่เร่งลูก แต่เพิ่มเวลาให้ลูก เช่น บอกล่วงหน้าว่าจะทำอะไร
- ใจเย็น ไม่โมโห ซึ่งจะส่งผลให้ลูกเครียด
- พูดคุยกับทางโรงเรียนให้เข้าใจและขอความร่วมมือจากครู
- และเปลี่ยนความรู้กับกลุ่มเพื่อนที่มีลูกเป็นสมาธิสั้นด้วยกัน
Help From Doctor and Teacher
คุณหมอแนะนำให้น้องเพชรกินยาร่วมกับการปรับพฤติกรรมขณะเดียวกันคุณหมอก็ร่วมมือกับทางโรงเรียนเพื่อร่วมกันประเมินและบอกถึงวิธีปฏิบัติกับน้องเพชรอย่างถูกและวิธีการนี้ยังทำให้ทั้งหมอและครูเข้าใจเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นได้อย่าละเอียดมากขึ้นด้วย
การที่ลูกพัฒนาการช้าไม่โรคภัยไข้เจ็บที่ต้องกินยาแล้วหายขาด (ยกเว้นเด็กที่ป่วยเป็นโรคแล้วต้องรักษาให้หายก่อน) แต่เป็นอาการหรือพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งการแก้ไขและรักษาที่ถูกต้องและได้ผลดีก็คือการกระตุ้นพัฒนาการ แต่ไม่ควรเร่งพัฒนาการเสียจนลูกสับสน หรือละเลยไม่สนใจกับพัฒนาการที่ช้าเสียจนคิดว่าเด็กโตได้เองตามธรรมชาติ การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างยิ่ง อย่าคิดว่าเป็นหน้าที่ของกุมมารแพทย์เพียงอย่างเดียวเพราะบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดและมีอิทธิพลกับลูกมากที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ค่ะ
(update 30 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.129 July 2006]
|