วัย 4 - 6 เดือน ทำอะไรได้บ้างนะ


เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมาเดือนที่ 4 แล้ว ตอนนี้คุณกับลูกคงรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และพอจะเดาออกแล้วว่าเวลาที่ลูกร้องไห้ หรือแสดงท่าทางแบบนี้แปลว่าเขาอยากได้อะไร ส่วนในเรื่องของพัฒนาการด้านต่างๆ นั้น คุณแม่หลายคนคงอยากรู้ว่าเมือเข้าสู่เดินที่ 4 นี้ เจ้าตัวเล็กทำอะไรได้บ้างเราไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

  • พัฒนาการด้านร่างกาย

    การเคลื่อนไหวของทารกวัยนี้เป็นการเคลื่อนไหวอย่างมีจุดหมาย เพราะลูกสามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายเองได้ดีขึ้นมาก ฉะนั้นลูกจึงเริ่มเรียนรู้ที่จะขยับแขนขาเคลื่อนตัวไปหาสิ่งที่เขาต้องการ และสามารถเอื้อมมือไปคว้าของเล่นที่ชอบมาถือไว้ได้เองด้วย

    นอกจากนี้ลูกยังสามารถทรงตัวและชันคอให้ศรีษะตั้งตรงได้เอง เวลาที่คุณดึงลูกขึ้นมาให้อยู่ในท่านั่งศรีาะของลูกจะไม่หงายไปด้านหลังแล้ว และถึงแม้ว่าลูกจะยังนั่งเองไม่ได้ แต่เขาจะชอบมากเวลาที่คุณประคองให้นั่ง เพราะเจ้าตัวเล็กสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ และเมื่อเห็นแล้วก็อยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย อยากพูดคุย อยากเล่นกับผู้คนที่พบเห็น ไม่ว่าอะไรก็ดูตื่นตาตื่นใจไปเสียหมดสำหรับลูกวัยนี้

  • ยืดเส้นยืดสายสบายใจ

    เด็กวัยนี้จะไม่ชอบอยู่นิ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเขาสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้เองคุณจะเห็นว่าเวลาคุณพาลูกไปนอนในอ่างอาบน้ำ เจ้าตัวเล็กก็จะพยายามใช้ขาเตะถีบอ่างอย่างสนุกสนานและไมใว่าคุณจะอุ้มลูกไปวางที่ไหน เขาก็จะพยายามใช้ขาเตะสิ่งของที่อยู่ใกล้ๆ ทุกครั้งไป และถ้าคุณประคองลูกให้อยู่ในท่ายืน เขาก็จะพยายามกระโดดโหยงๆ แม้ว่าจะยังยืนเองไม่ได้ก็ตาม เจ้าตัวน้อยจะมีความสุขกับทุกๆ กิจกรรมที่ทำให้เขาได้ยืดเส้นยืดสาย การที่คุณช่วยสนับสนุนให้ลูกได้ออกกำลังขานอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อของลูกแข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการพัมนาการในขั้นต่อไปนั่นก็คือการคลานด้วยค่ะ

  • การพัฒนาการมอง

    มาถึงตอนนี้ สายตาของลุกมีการพัฒนาการมองเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งพัฒนาการการทำงานประสานกันระหว่างมือและตาด้วย แทบจะเรียกได้ว่าความสามารถในการมองเห็นของลูกคมชัดเกือบเท่าเทียมกับผู้ใหญ่ลูกสามารถเอื้อมมือไปคว้าสิ่งของที่มองเห็นตรงหน้าแล้วหยิบเข้าปากได้ ใบหน้าของคุณและผู้คนรอบข้างยังคงเป็นสิ่งที่ลุกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เจ้าตัวเล็กเริ่มรู้จักแยกแยะระหว่างใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุขกับใบหน้าซึมเศร้า เคร่งเครียด ได้ด้วย

  • ทักษะการเรียนรู้ของหนู

    ลูกรักในช่วงนี้มีการเรียนรู้ของภาษาท่าทางมากขึ้นลูกจะพยายามแสดงท่าทางเพื่อสื่อสารความต้องการของเขาให้คุณรู้ อย่างเช่น เวลาคุณป้อนอาหารหรือหยิบของเล่นให้สิ่งอื่นที่น่าสนใจกว่า ลูกจะพยายามตะกายหรือหันไปหาสิ่งนั้นแทน

    แม้ว่าลูกจะยังไม่สื่อสารเป็นคำพูดได้ แต่เขามีความกระตือรือร้นที่จะพูดกับคุณเป็นอย่างมากและยังชอบทีร่จพทำเสียงเล็กเสียงน้อยที่แตกต่างกันหลายๆ เสียงและยังชอบแลบลิ้นออกมาจุกปากแล้วพยายามเป่าปากให้เกิดเสียงต่างๆ อีกด้วย ถ้าคุณลองฟังดูให้ดเจะรู้ว่าเจ้าตัวน้อยกำลังเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับคุณด้วยการใช้โทนเสียงที่แตกต่างกัน เขาจะพยายามปรับเปลี่ยนเสียงไปเรื่อยๆ เพื่อเรียกความสนใจจากคุณ และพยายามที่จะเปล่งเสียงอ้อแอ้ที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อบอกให้คุณรู้ว่า ถ้าเขาทำเสียงแบบนี้เมื่อไหร่หมายความว่าเขาต้องการให้คุณทำอะไร เช่น “แม่คับอุ้มหน่อย” หรือ “หนูอยากเล่นด้วยนะ”

  • เรียนรู้เรื่องการฟัง

    ลูกน้อยของคุณเริ่มเข้าใจในสิ่งที่คุณพูดบ้างแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจทุกคำ แต่ลูกจะทำความเข้าใจจากโทนเสียงที่คุณใช้ เจ้าตัวเล้กจะมีความรู้สึกไวต่อโทนเสียงที่แตกต่างกันถ้าคุณทำเสียงเขียวใส่ ลุกจะหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ทันที บางทีอาจจะกลัวจนร้องไห้เลยแต่คุณไม่ควรใช้น้ำเสียงดุดันกับลูกบ่อยๆ นะคะ เพราะจะทำให้ลูกหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คุณควรจะใช้คำว่า “อย่า” หรือ “ไม่” กับลูกในกรณีที่กลัวว่าสิ่งที่ลูกทำจะไม่ปลอดภัยสำหรับเขาก็พอค่ะ

    นอกจากเรียนรู้น้ำเสียงของคุณแล้ว ลูกยังเรียนรู้จากสีหน้าท่าทางของคุณด้วยการแสดงออกทางหน้าตาท่าทางทำให้ลูกรู้ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร ยิ่งคุณพูดกับลูกบ่อย ก็ยิ่งทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้ภาษาพูดมากขึ้นและพูดได้เร็วขึ้นด้วย

    พอถึงเดือนที่ 6 ลูกจะเข้าใจในสิ่งที่คุณพูดมากขึ้น เวลาที่คุณเรียกชื่อ หรือเวลาที่คุณคุยเรื่องลูกกับคนอื่นแล้วเอ่ยชื่อลูก เจ้าตัวน้อยจะหันหน้ามามองทันที นอกจากชื่อตัวเองแล้วเจ้าเล็กยังจดจำคำต่างๆ ที่เขาได้ยินบ่อยๆ ได้ด้วยอย่างเช่น “หม่ำๆ” “จุ๊บๆ” “บ๊ายบาย” เป็นต้น

  • หนูก็มีสมาธินะ

    ลูกน้อยวัยนี้เริ่มมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ที่เขาสนใจได้นานขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของเล่นชิ้นโปรด เกมสำหรับเด็กหรือกิจกรรมากมายที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวก็สามารถสะกดให้เจ้าตัวเล็กนั่งนิ่งได้ค่ะ ไม่เพียงแค่มีใจจดจ่อกับของเล่นตรงหน้าเท่านั้น เจ้าตัวเล็กยังชอบที่จะหยิบจับของเล่นขึ้นมาดูอย่างพินิจพิจารณาเหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่าง ลูกจะชอบสัมผัสของเล่นเพื่อดูพื้นผิวของมัน จากนั้นก็นำเข้าปากอีกตามเคย เพราะปากเป็นส่วนที่วัยต่อความรู้สึกมากที่สุดลุกจึงชอบหยิบนู่นหยิบนี่เข้าปากอยู่เรื่อยเพื่อจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับของชิ้นนั้นมากขึ้นคุณจึงต้องคอยระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าลูกเผลอหยิบของเล่นชิ้นเล็กๆ เข้าปากอาจทำให้เกิดอันตรายได้

  • ใครว่าหนูไม่รู้เรื่อง

    เคยได้ยินใครๆ พูดว่า “เด็กๆ ไม่รู้เรื่องหรอก” ความจริงแล้วเจ้าตัวเล็กเข้าใจสิ่งต่างๆ มากกว่าที่คุณคิด เวลาที่คุณเปิดเพลง ลูกจะนิ่งฟังอย่างตั้งใจ เวลาที่คุณกำลังง่วนกับการทำอะไรสักอย่าง ลูกก็จะสนใจสิ่งที่คุณทำด้วย หรือเวลาที่เขานั่งเล่นของเล่น บางทีก็จะหยิบของเล่นขึ้นมาแล้วก็นั่งนิ่งดูอยู่อย่างนั้น ถ้าคุณอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เจ้าตัวเล็กก็จะจ้องรูปภาพในหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ ลูกจะใช้เวลาจดจ่อกันสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานกรอนจะหันไปสนใจสิ่งอื่นต่อ

  • พัฒนาการด้านอารมณ์

    แม้ว่าลูกน้อยของคุณจะเพลิดเพลินกับการที่มีคนแปลกหน้ามาอุ้มเล่นแต่เด็กวัยนี้สามารถแยกแยะได้แล้วว่าใครคือคนแปลกหน้าสำหรับเขา และลูกจะชอบให้คนคุ้นเคยอุ้มมากกว่าโดยเฉพาะถ้าคนๆ นั้นเป็นคุณ เด็กในวัยนี้จะสนุกกับการนั่งดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวลูกจะชอบมองเวลาที่เห็นเด็กเล่นกัน และชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัว อย่างเช่น เวลารับประทานอาหาร ลูกจะชอบมากถ้าได้นั่งเก้าอี้ร่วมโต๊ะกับครอบครัวด้วย

    การที่คุณส่งเสริมให้ลูกมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในบ้านและนอกบ้าน จะช่วยให้ลูกมีความคุ้นเคยกับการเข้าสังคม และไม่รู้สึกอึดอัดเวลาที่ต้องอยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยพบเจอมาก่อน เวลาที่ลูกเริ่มเรียนรู้ที่จะทำสิ่งใหม่ๆ คุณมีส่วนช่วยแนะนำและส่งเสริมลูกได้ และเมื่อลูกทำได้ คุณก็ควรเอ่ยชมเชย เพื่อให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ดีและทำให้คุณพอใจ ลูกก็อยากจะทำสิ่งนั้นอีก แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการใช้มือจับของเล่นยื่นให้คุณได้เอง คุณก็ควรจะแสดงท่าทางชื่นชมยินดี และไม่เพียงแค่คุณเท่านั้น สมาชิกทุกคนในบ้านก็ควรมีส่วนร่วมด้วย ยิ่งลูกได้รับความสนใจจากคนรอบข้างมากเท่าไหร่ เขาก็จะมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเท่านั้น

    การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัวยังช่วยให้ลูกรู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคนในครอบครัวเช่นกัน เจ้าตัวเล็กจะมีความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยและยังเป็นการส่งเสริมทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมในเรื่องความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น และเรื่องของความใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นด้วย

  • การแสดงออกด้านอารมณ์ ความรู้สึก

    เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นเขาก็เรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ได้หลากหลาย ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เขาจะหัวเราะร่าเวลาที่มีความสุข หรืออาจจะดีดตัวขึ้นลงเวลาที่รู้สึกตื่นเต้น แต่เมื่อรู้สึกว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียด เขาก็จะนิ่งเงียบ และจ้องมองอย่างระแวดระวัง บางทีก็ร้องไห้ลั่นบ้านถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ

  • บุคลิกของหนู

    แม้ว่าพันธุกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดบุคลิกลบักษณะเฉพาะตัวของเด็ก แต่ลูกก็มีการพัฒนาบุคลิกเฉพาะตัวของตัวเองด้วย เช่นเรื่องของความชอบ และนิสัยใจคอ แตพฤติกรรมมากมายหลายอย่างที่คุณเห็นตอนนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องติดตัวลูกไปตลอดจนดต เช่น เขาอาจจะเป็นเด็กที่ไม่รู้จักอดทนรอคอย หรือแสดงอาการหงุดหงิดเวลาที่ไม่สามารถเอื้อมมือไปคว้าของเล่นที่ต้องการได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะเป็นเด็กขี้หงุดหงิดไปจนโต

    พึงระลึกอยู่เสมอว่าชีวิตของลูกเพิ่งจะเริ่มต้นลูกยังต้องการเวลาอีกมากในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการพูดเพื่อบอกให้คุณรู้ว่าเขาคิดและต้องการอะไร บางครั้งนั่งเล่นอยู่ดีๆ เจ้าตัวเล็กก็ร้องไห้จ้าเพราะถูกขัดใจ คุณไม่ต้องหัวเสียนะคะ พยายามหาว่าลูกต้องการอะไรและให้ในสิ่งที่เขาต้องการ แล้วค่อยชักชวนลูกกลับมาเล่นต่อ
การเลี้ยงลูกต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างความรักและความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้ ความเข้าใจในการพัฒนาของลูก จะช่วยให้คุณส่งเสริมลูกได้อย่างถูกต้อง ส่วนความรักของคุณก็จะช่วยให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดี มีอารมณ์แจ่มใส เมื่อจิตใจแจ่มใส ร่างกายได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ลูกก็จะเติบโตเป็นเด็กที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ.


(update 8 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.152 March 2006 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600