"เลี้ยงลูกสมัยนี้ต้องมองข้ามช็อต นี่ก็ต้องหาโรงเรียนเตรียมไว้ ถึงเวลาก็เข้าได้เลย
เดี๋ยวก็ต้องฝึกลูกให้เป็นหลายๆ อย่าง ทั้งดนตรี กีฬา วาดรูป...
...ทำงานหนังสือเลี้ยงลูกมีอะไรแนะนำมั้ย จะได้เอามาใช้กับเจ้าปิงปิงมัน
เพื่อนดิฉันที่เพิ่งนั่งแท่นคุณแม่ได้ครบปีเมื่อไม่กี่วัน พูดขึ้นหลังรับของขวัญวันเกิดควบขวบแรกของลูกชายไป
เธอว่าใจจริงไม่ได้ต้องการให้ลูกแข่งขันกับใครเขา แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เธออุ่นใจได้ว่า
เจ้าปิงปิงจะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น เข้าถึงโอกาสและมีทุนรอนทางทักษะความสามารถพอที่จะยืนบนเวทีชีวิตต่างๆ
ในแบบที่พร้อม และถ้าเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีกับลูกมากเท่านั้น เธอก็เลยเริ่มคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ปิงปิงเพิ่งจะขวบเดียวนี่ล่ะ !
อดถามเธอไม่ได้ว่า แน่ใจเหรอว่าอะไรที่ว่ามานั่นจะช่วยให้ลูกอยู่บนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ได้อย่างมีความสุข
หลังจากนั้นเราเริ่มพูดคุยกันถึงทักษะที่แท้จริงที่จะทำให้เจ้าปิงปิงเติบโตขึ้นมาอย่างแข็แงรงทั้งกายและใจ
มีความเชื่อมั่นและสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆ ได้นั้น น่าจะมีอะไรบ้าง
แต่ดูเหมือนสิ่งที่ได้จะเป็นเรื่องไกลเกินความสามารถของเด็กวัยขนาดปิงปิงไปซะหมด
ไม่ว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง คิดเป็น รับผิดชอบ
รู้จักใส่ใจดูแลคนอื่น รู้ผิดชอบชั่วดี แก้ปัญหาเป็น...
สุดท้ายเธอก็บอกว่านี่มันยากกว่าสิ่งที่เธอคิดในตอนแรกทั้งนั้น เด็กตัวแค่นี้จะสอนเรื่องพวกนี้ได้ยังไง
ทักษะชีวิต
องค์การอนามัยโลกให้ความหมายทักษะชีวิตเอาไว้ว่า เป็นความสามารถของบุคคลด้านสังคมและจิตวิทยา
นั่นคือความสามารถของบุคคลในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพกับความต้องการและสิ่งท้าทายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
สามารถที่จะรักษาสภาพจิตใจที่สมบูรณ์ รู้จักแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
หรือในสภาพแวดล้อมต่างๆ ของวัฒนธรรมนั้นๆ
และได้กำหนดองค์ประกอบสำคัญของทักษะชีวิตไว้ 10 ข้อด้วยกันคือ
- การตัดสินใจ (Dicision making)
- การคิดวิเคราะห์ (Critical thinking)
- การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Effective communication)
- มนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal relationship)
- การตระหนักรู้ในตน (Self awareness)
- ความเห็นใจผู้อื่น (Empathy)
- การเผชิญกับอารมณ์ต่างๆ (Coping with emotion)
- การเผชิญกับผู้สร้างความกดดัน (Coping with stressors)
- การแก้ปัญหา (Ploblem solving)
- การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking)
รู้จัก เข้าใจลูกวัยเตาะแตะ
เด็กเล็กๆ ขนาดเจ้าปิงปิงเนี่ยเขาเรียกวัยเตาะแตะ (1-3 ปี) ชื่อก็สื่ออยู่แล้วว่าเป็นวัยหัดเดิน
แต่ที่มากกว่าก็คือ นอกจากหัดเดินแล้ววัยนี้ยังต้องฝึกหัด เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างทั้งทางกาย ทางใจ
อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตวันนี้และวันต่อๆ ไปข้างหน้าได้อย่างคนที่มีความสุข
เด็กที่จะเป็นอย่างนั้นได้ต้องได้รับการดูแล และตอบสนองความต้องการในทุกๆ ด้านอย่างเหมาะสม
ความต้องการของลูกวัยต่ำกว่า 3 ปี
- ความต้องการดูแลด้านร่างกาย คือดูแลสุขภาพอนามัยต่างๆ เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย
และพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ ทางร่างกายให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ตามวัย
- ต้องการการดูแลด้านจิตใจ อารมณ์และสังคม คือต้องการความรัก ความอบอุ่นใกล้ชิด
เพื่อพัฒนาการแสดงออกทางอารมณ์ จิตใจ การเข้าใจตนเอง ผู้อื่น รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง
การแสดงออกของตัวเองต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม เพื่อเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
- ต้องการการดูแลด้านสติปัญญาคือ ต้องการเรียนรู้สิ่งรอบตัวที่หลากหลาย
ต้องการโอกาสในการลองผิดลองถูก ลองคิด แก้ปัญหาและตัดสินใจด้วยตัวเอง
ทักษะสำคัญในการใช้ชีวิต
ทักษะที่ต้องเริ่มฝึกหัดและฝึกฝนให้ลูกก็คือสิ่งที่จำเป็นกับการดำเนินชีวิตของเขาในวัยปัจจุบัน
และจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาไปสู่ทักษะชีวิตที่ยากและซับซ้อนขึ้น
ซึ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในอนาคตข้างหน้า
ความคล่องแคล่วชำนาญในทุกๆ พัฒนาการทางกาย
ที่จะเกิดขึ้นตามวัย เช่น เดิน วิ่ง กระโดด หยิบจับสิ่งของ ขีดเขียน การพูดจาสื่อสาร ซึ่งเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมต่างๆ
ทำได้โดย ให้ลูกได้เล่นออกกำลัง เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแขน-ขา มือ-นิ้วมือ
ฝึกการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ การทรงตัว เช่น พาไปเล่นในสนามเด็กเล่น
เครื่องเล่นสนาม เคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี เตะบอล ขี่จักรยาน 3 ล้อ ต่อบล็อก ปั้นแป้ง
- ให้ลองลงมือทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองบ้าง ตามวัยที่เขาทำได้ เช่น ให้ลองจับแปรงแปรงฟันเอง
ล้างมือ ล้างหน้า กินอาหาร ถอด-ใส่เสื้อผ้า รองเท้า เริ่มจากง่ายๆ ก่อนโดยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง
และอาจช่วยเหลือบ้างถ้าเห็นว่าลูกต้องการ ระหว่างนี้สามารถวางแบบแผนที่ควรจะเป็นของกิจวัตรได้ด้วย
เช่น แปรงฟันตอนเช้า-ก่อนเข้านอน ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ถอดรองเท้าวางเข้าที่ เป็นต้น
- จัดกิจกรรมที่ลูกจะได้สื่อภาษา เช่น ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง เล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติ
พูดคุยกับลูกให้มากในทุกๆ ช่วง ทุกๆ กิจกรรมที่ได้อยู่กับลูก เช่น ขณะเล่น ขณะทำกิจวัตรประจำวัน
เพื่อให้ลูกได้เห็นตัวอย่างการใช้ภาษา ได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ และต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองใช้ภาษา
ด้วยการชวนคุยแบบตั้งคำถามและให้ความสำคัญกับการฟังในสิ่งที่ลูกพยายามสื่อสาร
สร้างทักษะชีวิต : การทำอะไรได้ด้วยตัวเอง เช่น ทำกิจวัตรประจำวันได้เอง ช่วยเหลือตัวเองได้
สามารถทำและสื่อสารให้ผู้อื่นรู้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ สิ่งเหล่านี้จะพัฒนาไปสู่ความเชื่อมั่น
และการเห็นคุณค่าในตัวเอง
ถ้ายิ่งมีโอกาสทำอะไรด้วยตัวเองบ่อยเท่าไร โอกาสของการได้ลองผิดลองถูก ได้คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา
ตัดสินใจในระหว่างที่ทำกิจกรรมเหล่านี้นั้นก็จะมีมากขึ้น ความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจก็จะสะสมมากขึ้นเป็นวงจรเรียนรู้
ที่มีแต่ได้กับได้ค่ะ นอกจากนี้เด็กๆ ที่ช่วยเหลือตนเองได้มาก จะเป็นคนที่รู้จักรับผิดชอบและปรับตัวง่ายด้วยค่ะ
ความชำนาญ ในการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
เด็กๆ ต้องได้ฝึกทักษะการใช้สายตา การรู้จักแยกแยะกลิ่น เสียง การลิ้มรสและสัมผัสที่แตกต่าง
ทำได้โดย การจัดหนังสือ ของเล่นที่จะกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสครบทุกด้าน
เช่น ของเล่นที่มีสีสัน มีเสียง เคลื่อนไหวได้ หรือแม้แต่การเล่นจ๊ะเอ๋ ซ่อนหาสิ่งของ เล่นทราย
กิจกรรมทดสอบประสาทสัมผัส หนังสือสีสันสดใสมีรูปแบบน่าสนใจ เช่น หนังสือภาพ หนังสือ pop up เป็นต้น
- จัดสิ่งแวดล้อมให้หลากหลายและน่าสนใจ ที่ช่วยเร้าความสนใจในการเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ทั้งภายในบ้าน
รอบบ้านหรือการพาลูกไปเที่ยวที่ต่างๆ และชี้ชวนให้ลูกสังเกต ลงมือทำ สัมผัสกับของจริง
หรือแม้แต่การจัดเมนูอาหารที่หลากหลาย ที่สำคัญไม่ต้องสกัดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของลูกด้วยการละเลยคำถาม
หรือตอบอย่างดุดันรำคาญ โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปี ที่ลูกกลายร่างเป็นเจ้าหนูจำไม
สร้างทักษะชีวิต : เด็กจะได้รู้จักโลกรอบๆ ตัว ทั้งสัตว์ สิ่งของ ผู้คน สถานที่ ฯลฯ
สั่งสมเป็นฐานข้อมูลในการเรียนรู้เรื่องต่างๆ นำไปสู่ความเป็นคนช่างสังเกต ช่างคิด วิเคราะห์
สามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งรอบตัวได้ และเมื่อความอยากรู้อยากเห็นได้รับการตอบสนองอยู่เรื่อยๆ
ลูกจะกลายเป็นเด็กที่มีความกระหายใคร่รู้ กระตือรือร้นกับสิ่งใหม่ อยากรู้อยากลอง
ทักษะในการสัมพันธ์กับผู้อื่น : เรียนรู้วิธีสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสม
ทำได้โดย โอบกอด สัมผัส ให้ความรัก ดูแลและปฏิบัติต่อลูก บุคคลอื่น
หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงด้วยท่าทีอ่อนโยน พูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เป็นการให้แบบของการแสดงออกทั้งกิริยาและคำพูดที่เหมาะสม
- เลี้ยงลูกโดยใช้เหตุใช้ผลผ่อนปรนตามความต้องการของลูกบ้างในบางเรื่อง
เพื่อให้เริ่มเรียนรู้ที่จะแยกแยะสิ่งที่ควรและไม่ควร และเห็นวิธีการจัดการกับความไม่ชอบใจ
ไม่ถูกใจ เป็นฐานของการคิดวิเคราะห์หาเหตุผล การแก้ปัญหาและการสร้างสรรค์ปรับเปลี่ยนหาวิธีที่ดีที่สุด
- พาไปร่วมกิจกรรมที่ต้องสัมพันธ์กับคนอื่นและให้ได้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนอกบ้าน เช่น เมื่อไปซื้อของ
เวลาที่เข้าแถวรอจ่ายเงินหรือทำธุระต่างๆ ให้ลูกได้อยู่ร่วมในบรรยากาศแบบนี้กับคุณบ้าง
ระหว่างรอก็เล่าให้รู้ว่ากำลังทำอะไร ทำไมจึงต้องรอ ถ้าทำเป็นประจำ ลูกจะค่อยๆ
ซึมซับและเรียนรู้วัฒนธรรมของการเข้าคิว รู้จักรอคอย และเคารพสิทธิ์ผู้อื่น
- ให้เรียนรู้บทบาทของการเป็นผู้ให้ ผู้รับ เช่น เทศกาลต่างๆ ก็พาลูกไปช่วยเหลือ ช่วยเตรียมของขวัญให้ญาติ เพื่อน
หรือให้ลูกเป็นคนมอบของขวัญนั้น สิ่งสำคัญอย่าลืมเตรียมของขวัญให้ลูกตัวเองด้วยนะคะ หรือการซื้ออาหารให้สัตว์ตามสวนสัตว์
การให้อาหารสัตว์เลี้ยงที่บ้าน ก็เป็นกิจกรรมที่เป็นฐานไปสู่การรู้จักคิดถึงผู้อื่น การมีน้ำใจได้ค่ะ
ทักษะทางด้านอารมณ์ คนที่มีทักษะทางอารมณ์ที่ดี คือคนที่รู้จักและเท่าทันอารมณ์ตัวเอง
จัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ เกิดขึ้นได้จากความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และการมีอารมณ์มั่นคง
ทำได้โดย เลี้ยงดูด้วยความรัก ความเข้าใจ โอบกอด สัมผัสอย่างสม่ำเสมอ
จะเกิดเป็นความไว้วางใจ เชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นที่รัก ไม่ถูกทอดทิ้ง เป็นฐานของการเห็นคุณค่าในตัวเอง
- สนใจและให้อิสระลูกได้ทำในสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่สนใจ โดยให้ลูกคิด เลือกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
โดยให้คำแนะนำให้การสนับสนุนและชื่นชม ก็จะทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่สนใจ ยอมรับจากคนที่เขารัก
ก็เกิดเป็นความมั่นใจ เห็นคุณค่าตัวเอง อารมณ์มั่นคง
- จัดของเล่น กิจกรรมที่ลูกได้แสดงความรู้สึกและอารมณ์ เช่น เล่านิทาน การฟังเพลง การเล่นจินตนาการกับตุ๊กตา
ของเล่นต่างๆ การทำงานศิลปะ ทั้งที่เล่นคนเดียว เล่นรวมกับพ่อแม่หรือคนอื่นๆ หรือจะเป็นของเล่นหรือกิจกรรมที่ลูกจะได้ใช้สมาธิจดจ่อ
เช่น เกมต่อภาพ ต่อบล็อก แป้งปั้น ร้อยลูกปัดก็ช่วยสร้างอารมณ์ที่มั่นคงได้ค่ะ แม้แต่วิธีการเล่นจองเล่นทีละ 1 อย่าง
เล่นแล้วเก็บแล้วค่อยหยิบของเล่นชิ้นใหม่มาเล่น วิธีนี้สอนได้ทั้งเรื่องวินัยและสมาธิ การจดจ่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ลูกได้
และสิ่งนี้ยังเป็นฐานของการพัฒนาไปสู่ความมุมานะ พยายามตั้งใจได้อีกด้วยค่ะ
สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยและห่างไกลกับทักษะชีวิตที่อยากให้ลูกมี
แต่ถ้าวันนี้เรายังไม่เริ่มปะติดปะต่อภาพความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ของทักษะเหล่านี้ให้กับลูกเลย
แล้วเมื่อไหร่ทักษะชีวิตที่ว่ายาก ซับซ้อนและห่างไกลนั้นจะเกิดกับลูกที่รักล่ะเธอว่าอย่างนั้นมั้ย
(update 2 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 261 ตุลาคม 2547 ]
|