เคยรู้สึกฉุนๆ มีอารมณ์เวลาที่เจ้าตัวเล็กตอบคุณว่า หนูป่าวนะ หนูไม่ได้ทำ หรือ น้อง
ทำ ทั้งที่คุณเห็นจะจะว่าเป็นฝีมือของเจ้าลูกคนดี ไม่เข้าใจ๊
ไม่เข้าใจลูกจริงๆ ว่าหนูจะบ่ายเบี่ยงโกหกไปทำไม ที่ถามเนี่ยก็ไม่ได้จะดุ หรือทำโทษอะไรซะหน่อยแค่แม่อยากให้หนูรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำเท่าเอง
ถ้าคุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นล่ะก็ฟัง คุณหมอพงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็ก วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์
กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล กล่าวถึงสถานการณ์แบบนี้ของเด็กๆ ก่อนค่ะ เพื่อทำให้คุณใจเย็น
จะได้เข้าใจและรู้วิธีช่วยให้ลูกตัวน้อยเป็นหนูน้อย คนดีที่รูจักรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง
หนูไม่ได้ตั้งใจ
ทำ
ก่อนที่คุณจะมีน้ำโหกับท่าทีและคำตอบบ่ายเบี่ยงปฏิเสธของลูกในเหตุการณ์ครั้งต่อไป เรามาทำความเข้าใจเด็กๆ ก่อนมั้ยครับ ว่าอะไรทำให้เขาต้องแสดงท่าที และตอบปฏิเสธเราอย่างนั้น
- ลูกอาจมีประสบการณ์ที่ผ่านมาในเรื่องนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร เช่น เมื่อซน ทำผิด หรือทำอะไรเสียหายแล้วโดนดุ โดนต่อว่าอย่างรุนแรง หรือถึงขั้นโดนตี หรือบางครั้งอาจเคยเห็นผลที่เกิดขึ้นกับพี่ๆ คนรอบข้างที่ทำผิดแล้วโดนคุณพ่อคุณแม่ดุหรือแสดงปฏิกรยารุนแรงจนลูกตกใจกลัว ถ้าเป็นอย่างนี้ครั้งต่อไปเขาก็จะไม่กล้ายอมรับในการกระทำของตัวเองสิคะ แต่ถ้าลูกมีประสบการณ์ด้านบวก เขาจะยอมรับโดยง่าย
- ลูกอาจมีแบบอย่างให้เห็นอยู่บ่อยๆ ว่าถ้าทำผิดแล้วไม่ยอมรับจะทำให้ไม่ถูกดุ เช่น เคยแอบเห็นพี่ชายทำแก้วน้ำตกแตกแล้วบอกแม่ว่าแมววิ่งชนทำให้คุณแม่ไม่ดุไม่ว่าพี่ เพราะคิดว่าแมววิ่งชนจริงๆ
- ลูกอาจถูกคาดโทษไว้ว่าถ้าทำอย่างนั้นอีกจะถูกทำโทษ
- เป็นช่วงวัยที่ลุกกำลังมีจินตนาการ คือเด็กช่วงวัย 4 - 5 ปีมักมีจินตนาการในเรื่องต่างๆ เหมือนกับการเล่นบทบาทสมมติ หลายครั้งที่จินตนาการทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกเหมือนว่าลูกพูดไม่จริง เช่น ลูกนำผงซักฟอกใส่ลงไปในตู้ปลา
ซึ่งจริงๆ แล้วลูกอาจกำลังจินตนาการว่ามีหิมะสีขาวๆ ตกลงมาในบึงใหญ่ที่มีปลาว่ายอยู่
พอคุณพ่อคุณแม่เห็นก็ตกใจดุลูก ลูกก็ปฏิเสธว่า หนูไม่ได้ทำ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่ได้ตั้งใจนำผงซักฟอกไปใส่ตู้ปลาเพื่อให้ปลาตาย เพียงแต่เขากำลังเล่นอย่างมีจินตานการและรู้สึกว่าหิมะกำลังจะตกจริงๆ ซึ่งการเล่นอย่างนี้ล่ะที่เป็นพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ต่อไปในอาคตของเขา แม้ว่าบางครั้งอาจขัดแย้งกับความรู้สึกของพ่อแม่บ้างก็ตาม คุณพ่อคุณแม่จึงควรบอกลูกว่าการทำอย่างนี้จะทำให้ปลาตาย
หนูจ๋า
ทำอย่างนี้ไม่ดีนะ
เพื่อไม่ให้ปฏิกิริยาของเรามีผลกับการไม่อยากยอมรับในสิ่งที่ตัวลูกเองเป็นผู้กระทำ คุณพ่อคุณแม่ควรมีวิธีแสดงออก และจัดการกับพฤติกรรมการกระทำที่ไม่ถูกต้องของลูกอย่างเหมาะสม
1. เข้าไปหยุดพฤติกรรมหรือการกระทำของลูกทันที เช่น หากลูกหยิบข้าวของในบ้านมาขว้างปาคุณพ่อคุณแม่ต้องบอกให้ลูกหยุดการกระทำนั้นทันที หากบอกลูกแล้วลูกไม่ยอมหยุดคุณพ่อคุณแม่ก็เข้าไปจับมือลูกหยุดได้เลย
2. พร้อมกันนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องบอกให้ลูกรู้ด้วยว่า สิ่งที่ลุกทำนั้นไม่เหมาะสม และบอกวิธีที่ควรทำแทน เช่น อาจจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ท่าทีหนักแน่นว่า หยุดนะลูก ปาไม่ได้คะ แล้วจับมือลูกหยุด พร้อมกับพยายามนำชิ้นนั้นออกไปจากมือลูกด้วยวิธีที่นุ่มนวล และหาของอื่นซึ่งขว้างปาได้มาให้ลูกเล่นแทน พร้อมบอกลูกว่า อันนี้ปาได้ค่ะ
3. ฝึกลูกให้รู้จักรับผิดชอบกับการกระทำของเขาอย่างเหมาะสมตามวัย เช่น หากลูกทำแก้วตก ทำของเลอะเทอะ เด็กๆ เองก็มักจะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรจะบอกลูกว่า ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวหนูไปช่วยหยิบที่ตักผงกับไม้กวาดแล้วมาช่วยแม่เก็บนะ
4. บอกลูกถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรปฏิบัติ เช่น ถ้าหนูหิวน้ำ ครั้งต่อไปหนูใช้แก้วใบนี้ดีกว่านะคะ เพราะแก้วใบนี้ตกแล้วไม่แตกค่ะ
วิธีเหล่านี้จะช่วยวางพื้นฐานให้ลูกเรียนรู้ที่จะไม่จัดการกับข้อผิดพลาดของตัวเองด้วยการปฏิเสธหรือโบ๊ยความผิดให้คนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ลูกบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับในการกระทำ ทั้งที่คุณเห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่เริ่มแรกได้บ้างเหมือนกัน ตามประสาเด็ก
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรจะเตือนตัวเองให้มองลูกอย่างเข้าใจก่อน ว่าที่ลูกทำไปนั้นบางครั้งเกิดจากความไม่เข้าใจ ไม่รู้ ไม่ตั้งใจ หรือเป็นการพัฒนาการตามวัยของเขา เช่น ลูกไม่รู้ว่าการนำผงซักฟอกใส่ลงในตู้ปลาจะทำให้ปลาตาย หรือลูกยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีพอ เช่น การที่ลุกนำแก้วน้ำตกแตกเป็นเพราะลูกยังไม่สามารถควบคุมการหยิบจับได้ถนัดเหมือนผู้ใหญ่ หรือการเล่นกับน้องแรงๆ เพราะไม่รู้จะต้องเล่นกับน้องอย่างไรถึงจะพอดี
ข้อนี้เป็นด่านแรกที่คุณต้องพยายามทำให้ได้ก่อน เพราะจะทำให้คุณสามารถเริ่มต้นทำตามวิธีที่แนะนำทั้ง 4 ข้อข้างต้นได้อย่างไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน ทั้ง 4 ข้อนี้จึงเป็นทั้งทางป้องกันและปรับพฤติกรรมของลูก
ลงโทษดีมั้ย?
บางครั้งในการปรับพฤติกรรมลูกก็อาจต้องใช้การลงโทษ ซึ่งเป็นการบอกลูกวิธีหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และไม่ควรทำ แต่การลงโทษนั้นมีหลักอยู่ว่า
- จะใช้เมื่อคุณได้ลองทำตามคำแนะนำข้างต้นหลายครั้งหลายคราแล้วลูกยังคงทำอยู่
- ไม่ใช้วิธีรุนแรง ไม่ว่าจะว่ากล่าวตักเตือนหรือจะตีเขา ควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับวัยของลูก เช่น หากลูกเล่นกับคนอื่นแรงๆ ก็อาจแยกเขาออกจากคนอื่นสักพัก หรือถ้าลูกพูดจาไม่เพราะคุณแม่ตักเตือนแล้วยังพูดอีกก็อาจใช้วิธีไม่พูดกับลูกก็ได้ แล้วค่อยพูดกับเขาอีกครั้งเมื่อเขาพูดเพราะๆ แล้วย้ำกับเขาอีกครั้งว่า เพราะหนูพูดเพราะแม่เลยพูดด้วยไงคะ
- อาจมีวิธีลงโทษหลายๆ แบบให้ลูกได้มีโอกาสเลือกด้วยตัวเขาเอง ถ้าเขาทำผิดอีก เช่น รดน้ำต้นไม้ไม่ได้เล่นของเล่นเหมือนพี่น้อง หรือยอมอยู่ในห้องตนเองเงียบๆ เป็นเวลาตามที่กำหนด เป็นต้น
- ไม่ควรตำหนิหรือลงโทษลูกต่อหน้าคนอื่นเพราะลูกจะรู้สึกอายจนไม่อยากยอมรับว่าตัวเองผิด
- อย่านึกถึงความผิดและการลงโทษมาก จนลืมปลอบใจลูก เพราะในบางสถานการณ์ลูกก็ต้องการคนปลอบใจเช่นกัน เช่น เวลาที่ลูกทำแก้วน้ำตกแตก เขาจะตกใจจากเสียงแก้วน้ำที่แตกและรู้สึกผิดอยู่แล้ว พ่อแม่ก็ไม่ควรดุว่าเขาอีก แต่ควรปลอบขวัญและบอกลูกว่า ไม่เป็นไรลูก แต่หนูต้องระวังจะเหยียบเศษแก้วที่แตกนะคะ การพูดแบบนี้จะทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ยังรักและห่วงใยเขาอยู่
- แล้วก็อย่าลืมให้รางวัลแก่ลูกถ้าเขามีพฤติกรรมที่เหมาะสม ทั้งเวลาที่เขายอมรับความผิดหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้องของตัวเขาเอง ด้วยการชื่นชม ยิ้มให้ พยักหน้า หรือชมเขาให้คนอื่นฟัง
สุดท้ายขอย้ำว่า ต่อให้คุณมีกลเม็ดเคล็ดลับในการจัดการแยบยลแค่ไหน ก็ไม่สำคัญและได้ผลดีเท่าสกับการที่คตคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างในการยอมรับการกระทำของตัวเองให้ลูกเห็นอย่างสม่ำเสมอ เช่น เอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจและทันที ไม่อายและไม่รู้สึกว่าการขอโทษลูกเป็นเรื่องไม่จำเป็น
ถ้าลูกกลายเป็นคนไม่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง
ไม่รู้จักการขอโทษ ไม่รู้จักการปรับตัว และยิ่งถ้าพฤติกรรมนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลูกทำซ้ำๆ จนติดเป็นนิสัย เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยากจะแก้ไข
และอาจมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการปรับตัวในสังคมต่อไปในอนาคต
(update 23 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 277 กุมภาพันธ์ 2549 ]
|