เด็กรุ่นใหม่ตายเร็ว!?


คุณอาจไม่เชื่อหูตัวเอง หากคุณหมอตรวจสุขภาพลูกแล้วบอกว่า ลูกวัย 11 ขวบของคุณกำลังเป็นเบาหวานบีบีซีรายงานข่าวว่า โรคภัยไข้เจ็บที่ปกติมักจะเป็นกับผู้สูงอายุ ตอนนี้กำลังเป็นในคนที่อายุน้อยลงทุกที อย่างเช่น เบาหวาน type 2 มีเด็กและวัยรุ่นเป็นกันมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย (เช่น กัมพูชา มีอัตราการเป็นเบาหวานมากกว่าประเทศในแถบยุโรปเป็นสองเท่า) เด็กอายุ 11 ปีในเวียดนาม และ 9 ปีในญี่ปุ่นก็เป็นโรคนี้กันแล้ว เบาหวานประเภทนี้ เป็นปรากฎการณ์ที่เกินความคาดหมายของนักวิชาการ และกำลังกลายเป็นวิกฤติสุขภาพในศตวรรษที่ 21 นี้

ตับเสื่อม ก็เป็นอีกอาการที่พบในเด็กมากขึ้น ทั้งๆ ที่ปกติแล้วจะเกิดในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง แต่ตอนนี้กลับเป็นในเด็กและวัยรุ่นที่บริโภคอาหารไขมันมากคุณหมอจอร์เจียน่า มิเอลี เวอร์กานี ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล คิงสคอลเลจ ลอนดอน แถลงว่า ตอนนี้เธอพบวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินมีปัญหาตับอักเสบมากขึ้น ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อนพบเพียงคนหนึ่งในสองปีแต่ตอนนี้อัตราเพิ่มเป็น 6-10 คน เธออธิบายว่าไขมันจะไปสะสมที่ตับ เมื่อไขมันสะสมในเซลล์ตับมากเข้าจะทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบและเป็นแผล ซึ่งต่อมาอาจทำให้ตับเสื่อมทำงานไม่ได้จนต้องทำการปลูกถ่ายตับ

ไม่นับรวมโรคอื่นๆ ที่เกิดความอ้วน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง นิ่วในถุงน้ำดี ปัญหาระบบหายใจ กระดูและข้อ ฯลฯ

โรคร้ายเหล่านี้ มีสาเหตุมาจากวิถีการบริโภคของคนรุ่นใหม่นั่นเอง ที่บริโภคอาหารไขมันและน้ำตาลมาก ชอบกินอาหารนอกบ้าน ที่เป็นอาหารจังก์ฟูดซึ่งถูกและเร็ว แต่ด้อยคุณภาพ มีแป้ง น้ำมัน และไขมันสูง ประกอบกับชีวิตสะดวกสบายด้วยเครื่องทุ่นแรง ขาดการออกกำลังกาย ทำให้มีอัตราของคนเป็นโรคอ้วนพุ่งสูงปรี๊ด กลายเป็นวิกฤติสุขภาพของคนรุ่นใหม่ และกำลังนำวัยรุ่นไปสู่การเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บก่อนวัยอันควรดังที่กล่าวมา

ดังนั้น ถ้าจะพูดว่า “คนรุ่นใหม่ตายเร็ว” จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย ยิ่งดูสถิติการเสียชีวิตของคนอเมริกันปีละ 30,000 ราย อันมีสาเหตุมาจากความอ้วน!!!… ไม่นับค่าใช้จ่ายในการรักษาอีกปีละนับร้อยล้านดอลลาร์ รวมทั้งอุบัติการณ์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว ยิ่งยืนยันแนวโน้มนี้ได้ดี

อุบัติการณ์โรคอ้วนมักเกิดในหมู่ประชากรที่ยากจน เช่น ในรัฐอลาบาม่า หลุยเซียน่า มิสซิสซิปปี้ เนื่องจากบริโภคอาหารขยะราคาถูก ไม่มีเงินเข้าฟิตเนสส่วนในประเทศด้อยพัฒนา กลุ่มคนที่มีปัญหาโรคอ้วนกลับเป็นกลุ่มคนรวยยุคใหม่ที่เห่อบริโภคตามอย่างประเทศพัฒนาแล้ว

ในนิวเดลฮี ประเทศอินเดีย พบเด็กอ้วน 1 คน ในทุกๆ 6 คน และพบว่าคนไปกินอาหารนอกบ้านโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 ครั้งในเมืองใหญ่ๆ ของจีนก็ไม่เบา พบว่า 20% ของเด็กอายุ 7 ขวบ มีน้ำหนักเกิน

สำหรับในบ้านเรา พบเด็กวัย 2-18 ปี มีภาวะอ้วนถึง 1.27 ล้านคน (จาก 17.6 ล้านคน) กลุ่มที่อ้วนมากสุดคือวัยทีน 13-18 ปี คิดเป็นร้อยละ 8.6 เด็กชายอ้วนมากกว่าเด็กหญิง เด็กกรุงเทพฯ มีเด็กอ้วนมากที่สุด และเด็กในเมืองมีเด็กอ้วนมากกว่าเด็กชนบท 1.8 เท่า

ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการบริโภคเกินทั้งสิ้น!!

เมื่อนึกภาพอีก 10-15 ปีข้างหน้าเยาวชนในวันนี้นับล้านจะต้องได้รับการผ่าตัดบายพาส ปลูกถ่ายตับ และอาจเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย ขณะนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงร่วมประชุมหาทางแก้ไข ประเทศผู้นำอย่างอเมริกาและประเทศแถบยุโรปพยายามรณรงค์โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นอย่างเข้มข้น และหามาตราการต่างๆ มาแก้ไข อาทิ งดขายนำอัดลมในโรงเรียน ควบคุมสื่อโฆษณา ไม่ว่าในสิ่งตีพิมพ์ เว็บไซต์ รายการทีวี วิทยุ ห้ามสื่อสินค้าประเภทนี้ไปถึงเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ถูกถอดออกจากโรงเรียน มีการกำหนดขนาดบรรจุของเครื่องดื่มเอาขนมกรุบกรอบตู้กดเครื่องดื่มเอาแบรนด์เครื่องดื่มออกแล้วใส่ข้อความรณรงค์เรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย และการบริโภคที่ดีแทน ฉลากหรือข้อความข้างบรรจุภัณฑ์ก็บอกส่วนผสมอย่างละเอียด รวมทั้งปริมาณแคลอรีให้ผู้บริโภคได้ทราบ ฯลฯ

ส่วนในเอเชีย อย่างประเทศสิงคโปร์รัฐบาลลุกขึ้นมาคิดโครงการ Trim and Fit ให้ความรู้กับเด็กๆ ดูแลอาหารและเครื่องดื่มที่ขายในโรงเรียน เสริมการออกกำลังกายสร้างการส่วนร่วมกับผู้ปกครอง และความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ

สำหรับในบ้านเรา การรณรงค์ของกระทรวงสาธารณสุขเริ่มมีผลให้โรงเรียนบางแห่งหันมาดูแลกวดขันอาหารที่จำหน่ายในดรงเรียน จัดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้าใจเด็กๆ ฯลฯ

น่าขำว่า ขณะที่ฝ่ายรณรงค์แก้ปัญหาก็ทำกันไป ฝ่ายผู้ต้องหาคืออาหารฟาสต์ฟูด ก็ไม่รอช้า รีบใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเข้ามากู้สถานการณ์ เช่น โฆษณาว่าเพิ่มผักในอาหารของตัว บอกปริมาณแคลอรี่ให้ผู้บริโภคอุ่นใจว่ายังไม่มากเกินกว่าที่ควรบริโภค แจ้งรายละเอียดของส่วนประกอบของชุดอาหาร ฯลฯ เรียกว่า ทำทุกอย่างที่ฝ่ายรณรงค์สุขภาพทำ

เชิญชวนให้กินกันขนาดนี้ แคลอรี่จะมากแค่ไหนก็ห้ามใจไม่อยู่หรอก

สำหรับวัยรุ่นที่ตอนนี้ถลำตัวอ้วนไปแล้วถ้ายังเปลี่ยนนิสัยการกินไม่ได้ ลองติดต่อขอคำแนะนำได้ที่แพทย์ทุกโรงพยาบาล.


(update 15 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา.. teen&family Vol.11 No.121 April 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600