มีผู้ทุกข์มาปรึกษาที่คลินิกมากขึ้น ด้วยอาการและความรู้สึกที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง
บางคนท้อแท้กับชีวิต กลัวอนาคต บางคนทนชีวิตปัจจุบันไม่ได้หันเหไปทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ติดยาเสพติดก็มี
บางคนก็ยึดมั่นและเชื่อในสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองมากขึ้น เช่น การติดเครื่องรางของขลัง เชื่อการทำนายโชคชะตาราศีอย่างหัวปักหัวปำ หรือแขวนชีวิตไว้กับดวงวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นทั้งคนปกติทั่วไปและผู้คนระดับประเทศ
การขาดความมั่นใจทำให้ชีวิตขาดความคิดสร้างสรรค์ มักจะไปยึดกับสิ่งลี้ลับหรือเหลือเชื่อ เพื่อสร้างความมั่นใจชั่วคราว ซึ่งไม่จีรังแล้วก็จะวิ่งหาเครื่องช่วยให้เกิดความมั่นใจใหม่อีกตลอดไป ตลอดชีวิต
ผมได้รวบรวมลักษณะและประวัติ ของคนที่ขาดความมั่นใจตัวเองเอาไว้ จากการศึกษาและวิเคราะห์ดังต่อไปนี้
1. มักเป็นคนที่ถูกช่วยเหลือหรือโอบอุ้มมากไปตั้งแต่วัยเด็ก เช่น พ่อแม่รักมากถนอมมาก ดูแลทุกข์สุขและช่วจเหลือแนะนำทุกๆ อย่าง ทั้งการกิน นอน และการดำเนินชีวิต
มองดูผิวเผินแลดูว่าดี แต่ไม่ดีหรอก เพราะเด็กจะขาดประสบการณ์ชีวิต ขาดการลองผิดลองถูก และจะมีความกลัวการเผชิญชีวิต กลัวอุปสรรคของชีวิต
เวลาพบอุปสรรคของชีวิต ก็ไม่รู้วิธีการต่อสู้หรือหลีกเลี่ยงอย่างเหมาะสม ไม่รู้ว่าจะรุกหรือรับ
เมื่อเกิดปัญหาก็ไม่สู้หรือไม่กล้าสู้หรือไม่รู้จะสู้อย่างไร แลดูแหยๆ ไม่สู้ชีวิต จึงขาดความมั่นใจในการเผชิญกับวิกฤติหรืออุปสรรคของชีวิต
พบได้มากในครอบครัวที่พ่อแม่รักลูกมาก หรือครอบครัวที่พ่อแม่เลิกกัน ลูกอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกขาดพ่อหรือแม่จึงพยายามให้ทุกอย่างที่ลูกต้องการเกินความจำเป็น
2. มีประสบการณ์ในชีวิตไม่ดี เช่น ถูกเลี้ยงดูมาด้วยความทารุณโหดร้าย หรือพบกับสิ่งที่ไม่ดีของชีวิตอื่นๆ ทำให้กลัวการดำเนินชีวิต
บางคนเคยอกหัก สอบตก หรือถูกด่าว่า ทำให้เกิดความฝังใจและฝังประสบการณ์ที่ไม่ดีนี้ไว้ในระดับจิตใต้สำนึก ทำให้กลัวว่าจะต้องพบกับสิ่งที่ไม่ดีอีก จึงรู้สึกต่ำต้อยตลอดเวลา แม้ชีวิตจริงจะแลดูประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่พอใจตัวเองและรู้สึกไม่มั่นใจตัวเองอยู่เสมอๆ
บางคนจะมีปมด้อยมาก และบางคนขี้อิจฉาริษยาคนอื่นที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
3. มีสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ดี เช่น ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการแข่งขันสูง ตึงเครียดหรือถูกจับผิด ถูกตำหนิอยู่บ่อยๆ ทำให้ชีวิตกระด้าง มองชีวิตในแง่ไม่ดีทั้งของตนเองและผู้อื่น
อย่างเด็กนักเรียนห้องที่เรียนดีที่สุดของชั้น หรือนักศึกษาในคณะที่เรียนยาก มีเด็กเรียนเก่งมากๆ อยู่ด้วยกันทั้งห้องมักจะมีประสบการณ์เช่นนี้ คือคนเก่งก็ระวังคนเก่งด้วยกัน จะแข่งขันกันอีกทุกรูปแบบ ทำให้รู้สึกขาดความมั่นใจตัวเองได้ง่าย
4. เป็นคนระแวง มองดูคนอื่นไม่ค่อยดีและคิดว่าคนอื่นมองตัวเองไม่ดีด้วย จึงคอยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้อื่นและตนเองในแง่ไม่ดีตลอดเวลา โอกาสจะมองโลกในแง่ดีเป็นไปได้ยาก พบได้มากในพวกมีปมด้อยหรือพวกที่คิดว่าตัวเองด้อยทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม หรือทางเพศ
บางคนมีความต้องการทางเพศลดน้อยลง หรือมีความเบี่ยงเบนทางเพศ ทั้งๆ ที่คนอื่นไม่รู้เรื่องเลย แต่เขาก็หมดความมั่นใจตัวเองได้
5. ตั้งมาตราฐานตัวเองไว้สูงมาก และทำตามมาตราฐานที่ตั้งไว้ไม่ได้ จึงไม่พอใจตัวเองและไม่เป็นสุข หมดความเชื่อมั่นตัวเอง
6. ชอบดูถูกตัวเอง มีนิสัยชอบจับผิดตัวเองตลอดเวลาจึงตระหนักในความต่ำต้อยของตัวเองมากกว่าคนทั่วๆ ไป
เวลาใครพูดกระทบถึงความบกพร่องของตัวเองก็สะเทือนใจง่าย หรือเวลาใช้ชีวิตตามปกติมักมองคนอื่นเหนือกว่าตนเอง จึงทำให้ไม่มั่นใจตัวเอง
7. พวกอวดเก่งหรือหลงตัวเอง พวกนี้มักสร้างปมปลอมว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น ชอบอวดเก่ง บางคนก้าวร้าว หลงตัวเองมาก
พฤติกรรมเช่นนี้วิเคราะห์ได้ว่า มาจากความรู้สึกด้อย ไม่มั่นใจตัวเอง จึงสร้างพฤติกรรมภายนอกให้แลดูกร้าว แกร่งเหนือคนอื่น เพื่อกรบเกลื่อนความกลัว ความรู้สึกด้อยและไม่มั่นใจตัวเองเอาไว้
8. ขาดความรู้จักตัวเองทั้งจุดดีและจุดด้อย จึงขาดความสมดุลของตนเองในแง่ความเป็นจริง มักจะกังวลกับจุดด้อยของตนเอง ซึ่งอาจเป็นความปกติทั่วไปก็ได้ แต่จะไปเพ่งพินิจแต่ความด้อยอยู่บ่อยๆ จนขาดความสุข
9. ขาดแบบอย่างของคนที่มั่นใจตัวเองอย่างเหมาะสมในชีวิตจริง เขาอาจจะไม่เคยพบ หรือพบแต่พวกที่ก้าวร้าวแสดงอำนาจ แลดูประหนึ่งว่ามีความมั่นใจตัวเอง แต่ความจริงไม่ใช่ เขาจึงขาดการเลียนแบบอย่างหรือเอาอย่างที่เหมาะสม
10. ขาดแรงบบันดาลใจที่เชื่อมั่นตัวเอง เพราะไม่ชินต่อความคิดสร้างสรรค์และขาดปัญญาที่เหมาะสม
จึงจมอยู่กับชีวิตที่ขาดความเชื่อมั่นตัวเอง ขาดความซาบซึ้งกับการมีชีวิตอยู่ (Life Appreciation)
เนื่องจากมีสาเหตุของการขาดความมั่นใจตัวเองมากมาย การช่วยเหลือหรือพัฒนาจึงต้องรู้สาเหตุที่แน่นอน และมีแรงบันดาลใจที่จะสร้างความมั่นใจตัวเองให้ได้ โดยทำงานกับตัวเองให้หนักขึ้น เพื่อปรับปรุงจิตใต้สำนึก ถ้าทำได้ก็โชคดีไป หลายๆ รายทำไม่ได้ก็ต้องอาศัยผู้ช่วยเหลือซึ่งก็ต้องได้แก่ จิตแพทย์ทั้งหลาย ในต่างประเทศจะมีคนมาปรึกษาจิตแพทย์ เรื่องการเปลี่ยนแปลงบุคลิกและนิสัยให้เชื่อมั่นตัวเองมากขึ้น เพื่อความเจริญและความสุขของชีวิตเขาจะกล้ามาหา ไม่อาย ในการช่วยเหลือรักษานั้นก็คือ การทำงานร่วมกันระหว่างจิตแพทย์และผู้ทุกข์ แต่ในสังคมไทยคงนิยมไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และลี้ลับมากกว่า ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะดูแลชีวิตของตนเองแบบไหนจะไม่ว่ากัน เพราะคนเราไม่เหมือนกันนี่ครับ.
(update 10 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.151 February 2006 ]
|