เคยถามเด็กๆ ชั้นประถมที่โรงเรียนแห่งหนึ่งว่า เครื่องใช้ในบ้านมีอะไรบ้างคะ ทีวีและคอมพิวเตอร์ครับ ดูเหมือนว่าเป็นคำตอบที่แทบไม่ต้องคิด เชื่อไหมว่า
แทบทุกบ้านมีโทรทัศน์และคอมพิวเตอรืเป็นเครื่องใช้สำคัญเทียบเท่าเตียง โต๊ะ เก้าอี้ เด็กส่วนใหญ่ก็มักจะนับเอาคอมพิวเตอร์เข้าไปอยู่ในกลุ่มเครื่องใช้ที่ต้องมีในบ้านเสียด้วย และแน่นอนว่าจอมซนหลายคนมีคอมพิวเตอร์เป็นเพื่อนสนิท
นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า ขณะนี้การเล่นเกมและการใช้คอมพิวเตอร์ของเด็กเฉลี่ยประมาณ 3 - 5 ชั่วโมง
โดยพบอายุน้อยที่สุด คือ เรียนชั้นอนุบาล 3 อายุ 5 ขวบ ที่เล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง ที่สำคัญสถิติบอกว่าเด็กที่มีคอมพิวเตอร์ในบ้านส่วนใหญ่ 90%
ใช้เล่นเกม (แต่มักอ้างว่าต้องการใช้ทำงานหรือดูข้อมูล)
- คอมพิวเตอร์
จำเป็นแค่ไหนกับวัยซน
คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ก็หวังจะเสริมสร้างประสบการณ์และพัฒนาการของลูกเต็มที่ คอมพิวเตอร์ก็เลยเป็นเรื่องหนึ่งในความสนใจ
แต่ High Technology อาจไม่ดีเสมอไป
อย่างน้อยเราก็ไม่จำเป็นต้องให้ลูกมีเพื่อนสนิทเป็น คอมพิวเตอร์
ในแง่มุมหนึ่ง คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยการเรียนรู้ แต่การให้เด็กเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์จะต้องมีครูและผู้ปกครองอยู่ด้วย เพื่อให้คำชี้แนะที่เหมาะสมรวมทั้งซอร์ฟแวร์ที่านำมาใช้จะต้องเป็นเรื่องของการศึกษาจึงจะพัฒนาเด็กได้จริงตามจุดประสงค์ของการเรียน ซึ่งเราต้องยอมรับว่าสังคมที่เน้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารทำให้โรงเรียนต่างๆ เริ่มให้มีการใช้คอมพิวเตอร์และมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กในรูปแบบต่างๆ เพื่อการฝึกทักษะให้กับเด็ก เช่น การสร้างสัมพันธภาพเพื่อการเรียนรู้ทางพุทธิปัญญา การคิดเลขและใช้เพื่อการฝึกความคิดสร้างสรรค์
อาจารย์จิตดาพร หมวกหมื่นไว นักวิชาการของ สสวท. กล่าวถึงประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ที่มีต่อเด็กว่า
สำหรับเด็กในวัย 4 - 9 ปี การใช้คอมพิวเตอร์จะมีส่วนช่วยส่งเสริมทักษะ และพัฒนาการในหลายๆ ด้าน
ซึ่งการให้เด็กได้ใช้คอมพิวเตอร์ก็จะช่วยให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อ ฝึกใช้มือ การโต้ตอบ สายตา ความคิด และทักษะอื่นๆ
ที่ได้จากการใช้คอมพิวเตอร์และจากโปรแกรมที่เล่นแต่ก็มีข้อที่ควรระมัดระวังนั้นก็คือ เรื่องของการใช้สายตา
สำหรับเวลาในการใช้งานไม่ควรเกิน 20 - 60 นาที และควรให้เขามีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ
และไม่ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์นานเกินไป
นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ช่วยพัฒนาปัญญาทางด้านตรรกะ (Logical - Matematical Itelligence) คือความสามารถในการใช้ตัวเลข
เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ นักวิทยาศาสตร์ นักจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมเอาการเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปด้วย
ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์จึงช่วยฝึกทักษะและพัฒนาปัญญาด้านตรรกะได้ และยังเชื่อกันว่าคอมพิวเตอร์ช่วยในการพัฒนาสายตา
การใช้สายตาและมือให้สัมพันธ์กันซึ่งผลการวิจัยของสถาบันสร้างสรรค์ศักยภาพสมอง Creative Brain พบว่า
การเริ่มเรียนรู้สำหรับเด็กและฝึกการใช้เมาส์ คีย์บอร์ด ถือว่าเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อได้
หรืออาจจะเริ่มจากการเล่นเกมที่พัฒนาสมอง เพื่อให้เด็กได้ใช้ความคิดและวิเคราะห์ได้เช่นกัน
- คอมพิวเตอร์ก็มีส่วนไม่ดีเหมือนกัน
ในอีกมุมหนึ่ง คอมพิวเตอร์กลับเป็นเครื่องมือทันสมัยที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งสำเร็จรูปที่ปรากฏในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำให้เด็กใช้ความคิดและจิตนาการน้อย การปล่อยให้คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับเด็กมากๆ นั้น จะทำให้เด็กไม่เห็นความสำคัญของผู้ปกครอง และครู เพราะเด็กสามารถพึ่งคอมพิวเตอร์ได้ ช่องว่างก็จะเกิดขึ้น และยังทำให้เด็กแยกตัวไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มุ่งอยู่กับคอมพิวเตอร์
พ่อแม่ก้าวทัน Edutainment คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาไม่ว่า คอมพิวเตอร์จะส่งผลดีผลเสียต่อเด็กอย่างไร เราก็คงพาลูกวิ่งหนีคอมพิวเตอร์ไปไม่ได้เพราะในปัจจุบันนี้ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการศึกษามีเป็นจำนวนมากและตรงนี้เองที่ทำให้ลูกๆ ของเราได้รู้จักกับ คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ตัวน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือโรงเรียน เด็กตั้งแต่อนุบาลขึ้นไป จึงคุ้นเคยกับการเล่นและเรียนคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยจะมีซอร์ฟแวร์ที่เรียกว่า Edutainment มาจากคำว่า Education (การศึกษา) บวกกับคำว่า Entertainment (ความบันเทิง) ซอร์แวร์แบบนี้เมื่อเวลาเด็กใช้เรียน เด็กจะได้ทั้งการเรียนรู้กับความบันเทิง ลักษณะของซอร์ฟแวร์จึงเป็นสื่อผสม (Multimedia) ใช้สื่อหลายๆ แบบประกอบกัน Edutainment จะบรรจุอยู่ในแผ่นซีดีหรือคอมแพคดิสเดี๋ยวนี้ก็มีใน Internet ทั้งยังมรการพัฒนาให้เป็นรูปแบบการเรียนจากคอมพิวเตอรืแบบมีส่วนร่วมตอบโต้ (Active) เชื่อกันว่าทำให้เกิดการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive learning) กระตุ้นให้เกิดการอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เด็กสามารถเรียนรู้เพิ่มขึ้นและสามารถเลือกเรียนด้วยตนเองตามความสนใจ
ถึงแม้ว่า คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาจะฟังดูดีและน่ามีไว้ให้ลูกเรียนรู้ แต่สำหรับเด็กปฐมวัย
คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาเป็นเพียงอุปกรณ์การเรียนรู้เท่านั้น การเลือกมาใช้กับเด็กก็ควรเลือกใช้แต่พอดี
เพราะถ้าปล่อยให้เด็กอยู่ลำพังกับคอมพิวเตอร์จะเป็นเหตุให้เด็กขาดสติปัญญาได้ค่ะ
- คอมพิวเตอร์..เพื่อนซี้ของเด็กติดเกม
พูดถึงคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กแล้ว จะไม่พูดถึงเกมเลยก็คงไม่ได้ เพราะเด็กส่วนใหญ่วิ่งเข้าหา เพื่อนซี้จอสี่เหลี่ยม
ก็เพราะเกมนี่เอง และถ้าบ้านไหนปล่อยให้ลูกสนิทกับคอมพิวเตอร์เพราะใช้เล่นเกมมากๆ ล่ะก็
ไม่นานลูกน้อยของคุณจะได้รับชื่อใหม่คือ เด็กติดเกม แน่นอน
มีการวิจัยพบว่าความตื่นเต้นที่ได้จากการเล่นเกมทำให้สมองของคนเราหลั่งสารเคมีที่มำให้เกิดอาการติด
เรียกว่า Dopamine ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เช่นเดียวกับสารแอมเฟตามีน มีผลให้ผู้เล่นคึกคะนองในการเล่นมากขึ้น
เกิดความรู้สึกอิ่มเอิบ (Euphoria) ขณะเล่น ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้หยุดเล่นได้ ต้องการเวลากับเครื่องคอมพิวเตอร์มากขึ้นโดยไม่สนใจคนรอบข้าง
ไม่ว่าในครอบครัวหรือเพื่อน เวลาที่ไม่ได้เล่นจะรู้สึกว่างเปล่า หดหู่มาก
- เกม
ชีวิตจำลองที่น่าสนุกในคอมพิวเตอร์
จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกอะไรที่เด็กจะชอบเล่นเกม เพราะเกมเป็นชีวิตจำลองที่น่าสนุกและแสนตื่นเต้น
ซึ่งเจ้าหนูน้อยสามารถเป็นพระเอก นางเอก เป็นฮีโร่ได้ตามแบบฉบับที่ตัวเองอยากจะเป็น
เมื่อเล่นเกมเด็กๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการท้าทายให้ทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ แต่ในเบื้องลึกนั้น
เนื้อหาเกมบางเกมก็มีแต่ความรุนแรง การฆ่าฟันทำลายล้างและภาพที่ออกมาก็ดูสมจริงขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้เองที่ส่งผลกระทบต่อเด็กๆ
และด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจทำให้เด็กหลายคนติดเกมจนแกะไม่หลุด จากสถิติพบว่าเด็กติดเกมแบ่งเป็นชาย 31.5% หญิง 12.7%
กลุ่มตัวอย่างที่เคยเล่นเกมตั้งแต่อายุ 10 - 12.3 ปี ขณะเดียวกันก็พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 10.6% เข้าเกณฑ์ว่า
มีปัญหาการติดเกมเด็กผู้ชายติดเกมมากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเพศชายเป็นพวกที่ชอบท้าทาย
และเกมที่ออกมาส่วนใหญ่ก็สามรถตอบสนอง ส่งผลให้เด็กขาดเหตุผลและสมาธิสั้นและขณะนี้พบว่า
เด็กจะใช้เวลาเล่นเกมประมาณ 10 - 13 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นเวลาที่มากเกินไป
ในความเป็นจริงตัวเกมเองไม่ใช่แก่นของปัญหาหรอกระคะ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือพฤติกรรมการเล่นเกม
ทำให้เด็กไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตวัยเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียน
ถ้ามองในบางมุมเกมบางประเภทไม่แฝงความรุนแรงและมีส่วนช่วยในเรื่องการแก้ปัญหาของเด็ก
ฝึกเรื่องวิธีคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) และความคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategie Thinking) ด้วยค่ะ
- เกมฝึกเชาว์ในคอมพิวเตอร์มีผลต่อความฉลาดบ้างไหม
เกมในเชาว์ในคอมพิวเตอร์เป็นอีกเกมหนึ่งที่หลายบ้าน หลายโรงเรียนมีไว้ให้เด็กเล่นบางครั้งก็มีประเภทที่เหมือนเครื่องคิดเลข
เกมจับคู่ จริงๆ แล้วเกมพวกนี้ฝึกเด็กๆ เล่นได้ค่ะ อาจดีกว่าเกมรุนแรงทั้งหลายแต่ก็ต้องระวังเพราะเกมเหล่านี้เป็นเกมสำเร็จรูป
อาจส่งผลให้เด็กๆ ใช้กรนะบวนการคิดน้อยลง ดังนั้นการที่เด็กๆ ฝึกเกมผ่านจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์จึงมความแตกต่างกับเกมเชาว์ธรรมดาตรงที่เด็กๆ
ไม่ได้สัมผัสแบบเชาว์ที่เป็นหนังสือ การเรียนรู้จากหนังสือที่เป็นภาพจะส่งผลให้ทักษะด้านการอ่าน การเขียน และการสังเกตได้ดีกว่า
รวมทั้งได้ฝึกจินตานการได้ดีกว่าการเล่นผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยเพราะเกมที่เล่นผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกสร้างไว้อย่างสมจริง
เสียจนทำให้จินตนาการของเด็กลดลง โดยเฉพาะการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ของเด้กวัยอนุบาลทำให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กลดน้อยลง
และไม่ได้เปิดโอกาสให้เด็กสะท้อนความคิด รวมทั้งทำให้เด็กๆ ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง
- ดูแลหนูกับคอมพิวเตอร์เพื่อนซี้ก่อนสายเกินไป
ถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่า คอมพิวเตอร์ที่ดูแสนดี มีประโยชน์ ก็มีมุมหนึ่งที่น่าหวาดหวั่นเหมือนกัน การปล่อยให้ลูกสนิทกับเพื่อนซี้ที่ชื่อคอมพิวเตอร์มากเกินไปอาจนำปัญหาตามมาในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการติดเกม พัฒนาการไม่สมวัย แต่การให้ลูกรู้จักคอมพิวเตอร์หรือสัมผัสการเล่นเกมบ้างก็ถือเป็นกิจกรรมสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กในยุคปัจจุบันซึ่งสำคัญไม่แพ้การดูโทรทัศน์หรือการเดินห้างสรรพสินค้าเพราะเด็กต้องเรียนรู้สภาพของสังคมที่เปลี่ยนไป พ่อแม่หลายท่านคงมีความเห็นเช่นเดียวกันว่า ต้องให้ลูกเข้าไปสัมผัสบ้างมิฉะนั้น ก็อาจรู้ไม่เท่าทันโลก ชีวิต และคนอื่นๆ แต่เราต้องปรับการดูแลและสวอดส่องไม่ให้ลูกใช้เวลากับเกมหรือคอมพิวเตอร์มากเกินไป ทุกบ้านควรกำหนดว่า ลูกจะเล่นได้วันละกี่ชั่วโมงหรือเข้าไปพูดคุยกับลูกขณะลูกเล่นเกมหรือใช้คอมพิวเตอร์เด็กจะได้ไม่อยู่ตามลำพังและถือเป็นโอกาสในการสอดส่องอย่างใกล้ชิดเสริมด้วย ใช้ระบบการล่อใจ (Incentive System) ตั้งเงื่อนไขว่าลูกต้องทำธุระบางอย่างให้ก่อนหรือทำการบ้านเสร็จก่อน ถึงจะอนุญาตให้เล่นเกมได้หรือเรียกว่าให้อภิสิทธ์ในการเล่นเป็นสิ่งตอบแทนงานที่เด็กทำ ซึ่งการเล่นควรต้องกำหนดระยะเวลา นอกจากนี้ต้องใช้โปรแกรมตั้งเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์เพื่อกลั่นกรองเนื้อหาก่อนที่จะไปปรากฏบนจอมอนิเตอร์ เช่น NetNanny , CyberPatrol
เหนือสิ่งอื่นใดพ่อแม่ควรปรับแนวคิดก่อนว่าพัฒนาการของลูกพัฒนาสมวัยและลูกฉลาดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคอมพิวเตอร์มากนัก และควรหันเหความสนใจของเด็กไปยังกิจกรรมสันทนาการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เด็กๆ จะได้ไม่ต้องพึ่งพิงเกมหรือคอมพิวเตอร์แต่อย่างเดียวเพราะในโลกของเด็ก เขายังมีเพื่อน มีกิจกรรมที่น่าสนุกให้ทำอีกมากมาย.
(update 12 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.151 February 2006 ]
|