จะพูดถึงอารมณ์ที่สื่อเข้าไปภายในใจเด็กนั้น ไม่มีใครให้กับเด็กได้ดีที่สุดเท่ากับแม่และพ่อ และว่ากันโดยทั่วไปแล้วเด็กจะรู้สึกอบอุ่น มีความสุขเข้าไปในห้วงลึกของหัวใจแม่ของเขาเป็นอย่างมาก และดูจะมากกว่าผู้เป็นพ่อมากมายนัก ดังนั้นถ้าเด็กเล็กๆ พูดได้ แสดงความคิดเห็นได้ เขาคงจะพูดว่า หนูไม่ต้องการคนอื่น หนูไม่ต้องการพี่เลี้ยง หนูต้องการแต่แม่ของหนูเท่านั้น
แต่เป็นเรื่องที่น่าหม่นหมองเป็นอย่างยิ่งที่ในสังคมไทยในปัจจุบัน พ่อต้องดิ้นรนทำงาน ทำมาหากินเพื่อความอยู่รอด แม่จึงมีโอกาสอุ้มชู เลี้ยงดูลูกของตนอย่างเต็มเวลาเพียงแค่ 1-2 เดือนหลังคลอดเท่านั้น หลังจากนั้นไปแม่ก็จำเป็นต้องหาคนมาช่วยดูแลเด็กโดยเฉพาะในกลางวัน แล้วตัวเองก็ต้องออกไปทำงาน
ถ้าเป็นครอบครัวที่มีคุณยาย คุณย่าหรือญาติผู้ใหญ่ช่วยดูให้ก็นับว่ายังโชคดีเพราะการที่ผู้ใหญ่ท่านดูแลเด็กนั้นท่านมักจะมีความรู้สึกว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านท่านย่อมมีความรู้สึกผูกพัน รัก และตั้งใจดูแลเป็นอย่างดีประหนึ่งว่าเป็นลูกแท้ๆ ของตนเองบางทีก็เกิดความรักและห่วงใยในหลานของตนมากกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเสยด้วยซ้ำไป
แต่ส่วนใหญ่ในความเป็นจริงนั้นครอบครัวในสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งออกมาตั้งครอบครัวกันใหม่จึงไม่สะดวกที่คุณยายคุณย่าจะมาช่วยดูแลให้ ดังนั้นพ่อแม่ที่มีลูกเล็กจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาพี่เลี้ยงมาดูแลลูกของตนเอง
ก็มาถึงจุดสำคัญว่า จะหาพี่เลี้ยงได้ที่ไหน จะเลือกพี่เลี้ยงอย่างไร จึงจะดูแลลูกของตนได้ดี และไม่ต้องรู้สึกเป็นทุกข์เป็นกังวลมากนัก
การหาพี่เลี้ยงจึงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว
ปัญหานี้ดูจะมีการตอบสนองจากสังคมธุรกิจในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ทันทีคือมีศูนย์บริการฝึกอบรมและจัดหาพี่เลี้ยงให้ แต่พ่อแม่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงพอสมควรทีเดียว
คนมีฐานะดีหน่อยก็ไม่เป็นอะไร พอจะจัดหาจัดจ้างพี่เลี้ยงกันมาได้ไม่ยาก แต่ก็ยังมีความคลางแคลงใจ ยุ่งยากใจอยู่บ้างด้วยไม่แน่ใจในคุณภาพของพี่เลี้ยง
แต่คนที่มีรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลางก็จะใช้บริการนี้ไม่ได้ และมักจะติดต่อญาติๆ จากต่างจังหวัดหรือคนที่มาทำงานบ้านจากบ้านญาติหรือจากข้างบ้านว่าให้ช่วยหาพี่เลี้ยงมาช่วยดูแลลูกให้หน่อย
เมื่อได้มาก็ดีใจว่าได้คนมา แต่จะไม่มีทางรู้เลยว่าพื้นฐานพี่เลี้ยงเป็นคนอย่างไร นิสัยใจคอรักเด็กหรือไม่เรียกได้ว่าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น รู้แต่เพียงว่าอยากมาทำงานในกรุงเทพฯ อยากมาทำงานเลี้ยงเด็ก
เราก็ต้องให้เขาทำงานในลักษณะเหมือนทดลอง แต่มันไม่ดี มันไม่ถูกที่จะมาทดลองกับชีวิตเด็ก และเป็นชีวิตของลูกของเรา
ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้นะครับ
การเลี้ยงพี่เลี้ยงถ้าเป็นไปได้อย่าคิดหรือหาพี่เลี้ยงอย่ากะทันหัน ซึ่งจะหาไม่ได้หรือได้ก็หาดีได้ยาก
เมื่อครอบครัวใหม่ตั้งใจจะมีบุตรหรือรู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์ก็ควรจะได้พูดคุยกับคุณย่า คุณยายหรือญาติผู้ใหญ่ขอให้ท่านมาช่วยดูแลลูกของเราโดยเราจัดหาคนมาช่วยท่านทำงาน และถ้ามีความเหมาะสมและเป็นไปได้ การกลับไปอยู่กับบ้านคุณย่าหรือคุณยายในช่วงท่านจะดูแลลูกเรายังเล็กๆ จะเป็นสิ่งที่ดีมาก
ถ้าผู้ใหญ่รับจะช่วยดูแลให้เราก็เบาใจได้มากทีเดียว และดูจะเป็นที่รับประกันในความสุขของลูกเราได้แน่นอน มีคำว่า ถ้าเพราะสิ่งสำคัญในกรณีนี้คือ ถ้าเราทั้งคู่มีสัมพันธภาพอันดีกับผู้ใหญ่ ซึ่งรับรองได้ว่าท่านจะดูแลลูกของเราดุจดังชีวิตของท่านเลยทีเดียว
ในกรณีที่คุณยายคุณย่าหรือญาติผู้ใหญ่ไม่สะดวก เราก็จำเป็นต้องพิถีพิถันในการเลือกพี่เลี้ยงกันพอสมควร และควรเลือกหรือจัดหาเสียแต่เนิ่นๆ
แนวคิดในการเลือกพี่เลี้ยงคือ ควรเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ คือมีความเป็นผู้ใหญ่ มีพื้นอารมณ์ที่สำคัญคือมีความเมตตา กรุณา มีความรักเด็กและมีความตั้งใจจะทำงานดูแลเด็กกับเราได้นานๆ ถ้าให้ดีก็จนกระทั่งลูกเราเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วก็จะดี
แต่อย่าลืมหลักการนะครับ พี่เลี้ยงเป็นเพียงผู้ช่วยผ่อนแรงเราเท่านั้น หน้าที่หลักในการดูแลลูกจะต้องเป็นของเรา เราจะยังดูแลลูกของเราให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
เมื่อได้แนวคิดอย่างนี้แล้ว และมีเวลาในการเลือก การเลือกก็จะไม่ลำบากมากนักการเลือกควรเลือกพี่เลี้ยงเป็นผู้ใหญ่หน่อยถ้าอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปก็จะดี ควรมีประวัติเลี้ยงเด็กหรือเลี้ยงของตนมาก่อน รักน้อง รักพ่อแม่ของเขา ขณะที่พูดคุยกับเราเรารู้สึกหรือรับรู้ด้วยอารมณ์ของเราเองได้ว่าใบหน้าของผู้มีความสุข ดูสงบและมีอารมณ์เย็น มีความตั้งใจจริงๆ ที่อยากมาทำงานกับเรา
การนัดพูดคุยหรือสัมภาษณ์กันเป็นสิ่งสำคัญมาก บางทีเขาอาจมาคุยกับเรา บางทีเราอาจถือโอกาสไปเที่ยวต่างจังหวัดและได้พูดคุยที่บ้านของเขาจะดีมาก เพราะเราสามารถสังเกตจากหลายๆ องค์ประกอบจนรู้สึกได้ว่าใช่หรือไม่ใช่คนที่จะมาช่วยเราเลี้ยงลูก
และเมื่อได้ตัวบุคคลแล้ว ควรให้เขามาอยู่กับเรา ทำงานทั่วไปจนมีความคุ้นกับเราประมาณ 1-2 เดือน จนมีความรู้สึกรับผิดชอบขึ้นในใจ และเมื่อถึงเวลาที่แม่บ้านคลอดลูกก็ให้เขาได้เชื่อมโยงความรู้สึกเป็นหน้าที่ๆ จะต้องช่วยดูแลลูกของเราหลังจากออกจากโรงพยาบาลความคิดและอารมณ์ของพี่เลี้ยงจะสานต่อความรับยผิดชอบดูแลเด็กได้ดี
มิใช่ว่าคลอดไปแล้วค่อยไปหาพี่เลี้ยงซึ่งจะหาได้ยากมาก ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความรู้สึกของเราที่รู้สึกว่าพี่เลี้ยงเป็นเหมือนญาติมิตรตรงนี้ต้องสานได้เกิดขึ้น เพราะความรู้สึกดีๆ นี้จะทำให้พี่เลี้ยงรุ้สึกมีคุณค่าและจะตั้งใจช่วยเหลือลูกของเราได้เป็นอย่างดี
(update 19 กันยายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.156 July 2006]
|