วิธีปราบพยศ


เวลามีคนดื้อกับเรา หรือทำอะไรไม่ถูกใจขัดใจซ้ำๆ เราไม่พอใจ จึงอยากจะเอาชนะเหมือนเขาดื้อหรือพยศกับเรา และเราอยากปราบพยศเขาใช่ไหม?

มีชาวไร่คนหนึ่งไปไถไร่เป็นประจำ วันหนึ่งไปไถโดนโถวิเศาที่ฝังอยู่ในดินแตกไปปรากฎว่ามียักษ์ตัวโตโผล่มาจากนั้นบอกว่าจะยอมเป็นทาส ให้ชาวไร่ใช้งานทุกอย่างได้ตลอดเวลา แต่มีข้อแม้ว่าหากชาวบ้านไม่ใช้เขา ปล่อยให้เขาว่าง เขาจะทำร้ายชาวไร่ทันที

ชาวไร่จึงบอกให้ยักษ์ไปสร้างบ้าน 3 หลัง ขุดบ่อ 3 บ้าน ยักษ์สร้างเดี๋ยวเดียวก็เสร็จหมดงานแล้วยักษ์ก็จะทำร้ายชาวไร่ ชาวบ้านก็พยายามหางานให้เรื่อยๆ แต่ยักษ์ก็ทำเสร็จหมดทุกอย่าง สุดท้ายชาวบ้านบอกให้ยักษ์สร้างม้าที่มีฝีท้าวดีกว่ายักษ์ให้ 1 ตัว แล้วชาวไร่ก็รีบขี่ม้าไปหาฤาษีที่เป็นพระอาจารย์เพื่อให้ช่วยแนะนำว่าควรจะหางานอะไรให้ยักษ์ทำจะได้ไม่ว่าง โดยมียักษ์ตามมาติดๆ แต่ไล่ไม่ทันเพราะม้าฝีเท้าเร็วกว่า

ฤาษีมีปัญญาดี จึงบอกชาวไร่ให้ใช้ยักษ์ให้สร้างเสาสูงๆ ขึ้นหนึ่งต้น และให้ยักษ์ปีนขึ้นไปบนเสาและปีนลงมา แล้วปีนขึ้นไป ปีนขึ้นปีนลงอย่าได้หยุด ยักษ์ก็เลยมีงานทำตลอด ไม่มารบกวนหรืออยากทำร้ายชาวไร่

อ่านจบแล้วได้ความคิดอะไรบ้างไหม?

หรือเห็นว่าไม่เกี่ยวกับการปราบพยศเลย?

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ โดยเปรียบว่า….. ยักษ์….คือ จิต หรือความคิดของมนุษย์ที่มีพลังมาก ฟุ้งซ่านเกเรง่าย คอยจะทำร้ายเจ้าของคือตัวมนุษย์ ถ้าจิตอยู่เฉยๆ ไม่มีงานทำ เช่น จิตจะคิดโน่นคิดนี่ ทำให้เกิดทุกข์ โลภ โกรธ หลง ระแวง ฯลฯ

เสาสูงนั้น… คือร่างกายส่วนที่เป็นรูจมูกของเรา ที่เราจะใช้เป็นอุปกรณ์ลดความเกเรของจิตใจ

ส่วนการปีนเสาขึ้นๆ ลงๆ …คือ ลมหายใจที่สูดเข้าๆ ออกๆ อยู่เป็นประจำ หยุดไม่ได้

นั่นก็คือ จิต หรือความคิดของเรานั้นถ้าไม่ควบคุมให้ดี ไม่หางานที่เหมาะสมให้ทำ มันก็ทำร้ายเราด้วยการคิดมาก ฟุ้งซ่าน ทำให้เป็นทุกข์เหมือนยักษ์ที่พร้อมจะทำร้ายเจ้าของเมื่อมีเวลาว่าง

ฉะนั้น เราจึงต้องทำให้จิตใจหรือความคิดคอยจดจ่ออย่างมีสติ อยู่กับลมหายใจเข้าๆ ออกๆ ที่ผ่านรูจมูกอยู่เสมอเมื่อมีเวลาว่าง เท่ากับเป็นการทำให้จิตใจมีงานทำอยู่ตลอดเวลา จะได้ไม่ทำอันตรายเรา คือไม่ฟุ้งซ่าน ไม่นำความคิดที่เป็นความคิดที่เป็นทุกข์มาให้เรา

บางคนไม่สามารถมีสติอยู่ที่ลมหายใจได้ เพราะความคิดแว่บไปแว่บมาหรือแอบหนีไปคิดโน่นคิดนี่ หรือหนีไปเที่ยว ก็ลองใช้เทคนิค “ตามดูจิต” คือให้ตามความคิดที่ซนๆ ของจิตใจไปเรื่อยๆ อย่าไปห้ามคิด อย่าไปหยุดคิดจนสุดท้ายจิตจะหยุดเองเพราะเหนื่อย แล้วเราก็ดึงจิตให้กลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้า หายใจออกที่ผ่านรูจมูกได้ที่เล่ามานี้เป็นวิธีทำสมาธิหรือกรรมฐานอย่างง่ายที่เรียกว่า สมถะกรรมฐาน (Calming Meditation) โดยที่เมื่อเราว่างจาก งานประจำก็ให้ฝึกนึกถึงลมหายใจเข้า-หายใจออกที่ผ่านรูจมูกเสมอๆ จะทำให้มีสติไม่คิดฟุ้งซ่าน หรือคิดไม่ดี จิต จะมีพลัง มีสมาธิ เป็นผลดีต่อการทำงาน การเรียน การตัดสินใจ ทำให้เกิดปัญญาได้มากขึ้น

ฉะนั้น วิธีปราบพยศหรือความเกเรของคนอื่นๆ ก็คือ
1. ตัวเราเองทำสมาธิแบบสมถะกรรมฐานนี้ก่อนเป็นประจำ โดยมีสติอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกจะได้เกิดสติ ไม่ฟุ้งซ่านไม่โกรธคนอื่นมาก ไม่โทษ ไม่อคติ จิตใจสงบขึ้น ไม่วุ่นวายกับคำชมคำตำหนิ หรือความโกรธ สามารถอยู่กับความคิดปกติกลางๆ คือ ไม่ดีใจ ไม่น้อยใจ

วิธีนี้เหมือนเป็นการปราบพยศตัวเอง โดยตัวเอง ให้ได้เสียก่อน

2. จากนั้นจิตใจของเราจะสงบ เฉยๆ ไม่พยศแล้ว ความโกรธแค้น อาฆาต อคติ รังเกียจ เครียด ฯลฯ ก็จะลดลง เราจะมีสติควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น

3. จากนั้นเราจะเกิดปัญญา คิดได้ว่าเราควรจะทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนที่พยศกับเรา

เราจะแก้ไขนิสัยเขาได้ไหม? เรามีความสามารถจริงหรือ? เราคิดโกรธเขามากไปหรือเปล่า? อคติหรือเปล่า?

คำตอบก็คือ เราเปลี่ยนแปลงนิสัยเขาได้ยากมาก และความโกรธความไม่พอใจของเราที่มีมากนั้น มันมาจากพื้นฐาน มาจากอารมณ์ของเราที่ไม่ดีอยู่แล้วต่างหากหรือเกิดจากการยกตัวของเราเป็นมาตราฐานเสียเอง ทำให้ตัดสินเข้าข้างตัวเองตลอด

4. จากนั้นจะเกิดปัญญามากขึ้น ไม่อยากเกิดความทุกข์ เกิดเมตตาตัวเองและคนที่พยศกับเรา

เกิดเมตตากับตัวเองคือ ไม่อยากทุกข์ ไม่อยากให้ตัวเองมีความโกรธ เพราะจะทำให้ทุกข์ ก็ต้องทำใจให้สงบ มีอุเบกขา (วางเฉย) กับคนที่เราไม่ชอบ เลี่ยงความคิดที่ไม่ดีที่จะทำให้ทุกข์ทั้งหลายเสีย เกิดเมตตากับคนที่เราไม่ชอบ หาว่าเขาพยศกับเรา โดยนึกถึงความบกพร่องของเขาน้อยลงจับผิดเขาน้อยลง โดยเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนมีข้อบกพร่องทั้งนั้น ไม่มีใครดีพร้อมแบบ คิดว่าถ้าเขาบกพร่องมากเท่าใด เขาก็ทุกข์ร้อนจากข้อบกพร่องของเขาเองถ้าคิดจะปราบพยศเขา หรือให้เขาเปลี่ยนแปลงทันทีทันใด เขาคงทำไม่ได้

หรือถ้าอยากจะพัฒนาเขา ก็ต้องทำด้วยความเมตตา ต้องพูดกับเขาดีๆ แบบเป็นมิตรหาทางยกย่องชมเชยเขาเพื่อสร้างมิตรมากขึ้น แล้วจึงสอนหรือแนะนำเขาบางอย่าง…ทีละอย่าง ในสถานที่เป็นส่วนตัวด้วยท่าทีของมิตรมากขึ้น ส่วนเขาจะเปลี่ยนแปลงหรือทำได้แค่ไหนก็เป็นเรื่องของเขา
คนที่หมั่นทำสมาธิบ่อยๆ จิตใจจะได้พัก เกิดความสงบ เกิดพลังความคิดที่ดีๆ ร่างกายจะได้พักไปด้วย หลายๆ คนทำแล้วหน้าตามีเลือดฝาด มีความสุข และเกิดปัญญาเฉลียวฉลาดมากขึ้น

แต่อย่าไปเอาจริงเอาจังมากนะ ค่อยๆ ทำไป ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เก่งมาก…ดีมากแล้วมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ถ้าตั้งใจมากหรือคาดหวังมาก แทนที่จะดีกลับเครียดมากขึ้น

กลายเป็นทุกข์มากขึ้นไป…

ลองปราบพยศตัวเองและคนอื่นด้วยวิธีดังกล่าวดูซิครับ.


(update 30 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.155 June 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600