ดื้อ… พัฒนาการตามวัย หรือพฤติกรรมที่ควรจัดการ


การดื้อเอาแต่ใจตนเองของลูกวัยขวบปีขึ้นไป เป็นพฤติกรรมตามพัฒนาการปกติที่เกิดขึ้นได้เนื่องจากวัยนี้มีความคิดแบบถือตัวเองเป็นศุนย์กลางยังควบคุมตนเองได้น้อย การใช้คำพูดแสดงความรู้สึกก็ยังไม่ดี เมื่อถูกขัดใจหรือไม่ได้ดังใจ อาจแสดงออกด้วยการร้องอาละวาด บางทีลงไปนอนดิ้นหรือขว้างปาสิ่งของ ถ้าผู้ปกครองยอมตาม เขาก็จะใช้วิธีนี้อยู่เรื่อย จนกลายเป็นเด็กดื้อดึงที่เอาแต่ใจขึ้นมาจริงๆ คงเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อย ทางที่ดีจึงควรเข้าใจว่าพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ และผู้ปกครองควรให้เขาค่อยๆ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น

นพ.วิฐารน บุญสิทธิ หัวหน้าหน่วยกุมารแพทย์จิตเวชเด็ก โรงพยาบาลศิริราช แนะวิธีฝึกให้ลูกควบคุมตัวเอง ลดอาการดื้อดึงเอาแต่ใจไว้ว่า
1. ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการขัดใจหรือห้ามลูกตรงๆ เมื่อลูกต้องการเอาสิ่งใดให้ได้ เพื่อป้องกันการอาละวาด เช่น ถ้าห้ามไม่ให้ลูกเล่นอะไร ก็อาจเบนความสนใจให้ไปเล่นในสิ่งที่อนุญาต หรือหาสิ่งที่เล่นได้มาแลกเปลี่ยน

2. หากผู้ปกครองจะให้ลูกวัยนี้ช่วยอะไร พยายามออกคำสั่งตรงๆ เพราะลูกอาจต่อต้านไม่ทำตาม แต่ควรใช้วิธีชักชวน พูดจาโน้มน้าวให้เขาทำ เช่น การเก็บของเล่น พ่อแม่อาจลงมือช่วยและชวนลูกเก็บด้วยกัน เมื่อเด็กทำตามก็ควรให้คำชมเชย

3. ลดการขัดใจลูกให้เหลือน้อยเท่าที่จำเป็น ถ้าพ่อแม่หลีกเลี่ยงการขัดใจด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้น ก็จะเหลือเพียงไม่กี่เรื่องที่จำเป็นจะต้องขัดใจกัน ซึ่งต้องเอาจริง เช่น ลูกกำลังจะทำสิ่งอันตราย หรือละเมิดสิทธิผู้อื่น พ่อแม่ควรห้ามด้วยท่าทีที่เอาจริง โดยจับมือหรือจับตัวเอาไว้ และพูดบอกด้วยเสียงที่เฉียบขาดว่า “ทำไม่ได้”
ถึงกระนั้น แม้พ่อแม่จะพยายามอย่างดีเพียงใด ก็คงไม่สามารถทำให้ลูกดื้อ และร้องอาละวาดได้ 100% ดังนั้นเมื่อลูกดื้อ ร้องอาละวาด พ่อแม่ไม่ควรยอมตามหรือแสดงอารมณ์โต้ตอบ


สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

ปล่อยให้ลูกร้องจนเงียบไปเอง พ่อแม่อาจบอกเขาว่า “ตอนนี้หนูกำลังโกรธ ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง พ่อแม่จะกลับมาหลังจากที่ลูกสงบสติอารมณ์ได้แล้ว” จากนั้นคุณก็ผละไปปล่อยให้ลูกร้องตามจนสงบ ถ้าเด็กขว้างปาหรือทุบตีผู้อื่นก็ต้องจับตัวไว้จนกว่าสงบ โดยไม่ต้องพูดอะไรกันในขณะนั้น เมื่อลูกสงบแล้วจึงค่อยเบนเขาไปทำกิจกรรมอื่นแทน วิธีนี้จะช่วยฝึกหัดให้เขาควบคุมตัวเองให้ดีขึ้น และผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านควรปฏิบัติเหมือนกัน

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรชื่นชมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี ถ้าไม่อยากให้เด็กมีพฤติกรรมเอาแต่ใจมาก ก็อย่าเอาเรื่องพฤติกรรมเหล่านั้นมากนัก แต่ควรให้ความสนใจและชื่นชมเมื่อว่าง่ายและแสดงว่าเขาควบคุมตัวเองได้จะดีกว่า

การฝึกให้ลูกควบคุมตัวเองได้ นอกจากเป็นการลดพฤติกรรมดื้อดึง เอาแต่ใจ ยังถือเป็นการฝึกวินัยอย่างหนึ่ง ไม่เช่นนั้น นอกจากลูกยังควบคุมตัวของตัวเองได้น้อยแล้ว อาจมีผลต่ออนาคตในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม ดังนั้นพ่อแม่จึงควรฝึกลูกน้อยด้วยวิธีดังนี้
1. มีกฎกติกาในบ้านว่าสิ่งใดทำได้หรือทำไม่ได้ ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานให้ลูกควบคุมตัวเองให้อยู่ในกฎของบ้าน แต่หากไม่ได้ฝึกสอนก็ยากที่จะโตลูกจะเข้าใจ และรู้จักปรับตัวให้อยู่ในกติกาของสังคม เช่นเมื่อถึงเวลาอาบน้ำเสร็จ หรือถ้าเชิญชวนลูกให้มาอาบน้ำ แล้วเขามาทันที แสดงว่าเขาสามารถหักห้ามใจและปฏิบัติตามคำสั่งของคุณได้ ก็ควรชมเชยเช่นกัน

2. เปลี่ยนความเชื่อของลูก รศ.ดร. เกียรติวรรณ อมาตกุล ภาควิชาการศึกษานอกโรงเรียน คณะครุศาสตร์จุฬาฯ กล่าวถึงหลักจิตวิทยาสมัยใหม่ว่า ความรู้สึกที่มีต่อตัวเรา จะส่งผลไปถึงความรู้สึกที่เรามีต่อผู้อื่นด้วย ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง อาจเพราะรู้สึกเอง หรือมีใครมาดให้รู้สึกความรู้สึกนั้นก็จะบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าลูกได้ยินแต่คนรอบข้างพูดเรื่อยๆ ว่าเขาดื้อ ได้ยินว่าภาพพจน์ของผู้อื่นที่มองเขาเป็นลบพฤติกรรมที่ออกมาจึงเป็นลบด้วย ดังนั้น แม้ลูกจะดื้ออย่างไร ก็ควรเลี่ยงการพูดจาติติงเขาในแง่ลบ แต่เสริมด้วยคำพูดด้านบวกแทน

ปราบพยศเจ้าจอมซน

เจ้าตัวเล็กวัย 1-3 ปี มักมีพฤติกรรมคล้ายจะเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่น้อยลง บางครั้งยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ทั้งนี้เพราะเด็กวัยนี้เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองอยากเรียนรู้ อยากทดลองทำสิ่งต่างๆ บางครั้งจึงดูเหมือนเด็กไม่เชื้อฟัง ดื้อ เกเร ก้าวร้าว ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุดังนี้
1. การที่พ่อแม่ตามใจลูกมากเกินไป ทำให้เด็กเอาแต่ใจขาดความอดทน ไม่รู้จักรอคอย

2. พ่อแม่หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดมีอารมแปรปรวนทำให้เด็กสับสน ทำตัวไม่ถูก และลอกเลียนพฤติกรรมของผู้ใหญ่นั้นโดยไม่รู้ตัว

3. พ่อแม่เอาใจใส่ลูกไม่มากพอ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่เป็นทีรักไม่มีใครต้องการทำให้เด็กรู้สึกต่อต้านโกรธมองโลกในแง่ร้าย
หากหากเจ้าตัวร้ายของคุณเริ่มมีพฤติกรรมที่คุณเห็นว่าไม่น่ารัก เช่น ขว้างปาสิ่งของ ร้องกรี๊ดๆ กระทืบเท้าลงไปนอนดิ้นที่พื้นคุณควรรีบปรับพฤติกรรมของลูกเสียตั้งแต่ต้นก่อนที่เขาจะโตขึ้นซึ่งมีวิธีจะช่วยปรับพฤติกรรมของเจ้าตัวเล็กได้ดังนี้

ไม่ใช่คำพูดห้ามปรามอย่างพร่ำเพรื่อโดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ควรใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจจากเจ้าตัวเล็ก เช่น ถ้าลูกปีนป่ายบันไดควรเตือนเพียงว่า เดี๋ยวตกลงมันเจ็บนะและพาไปเดินเล่นที่อื่นแทน

ทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกว่าเป็นที่รักและต้องการของพ่อแม่ โดยการกล่าวชมเชยให้รางวัลเมื่อลูกทำดีและแสดงความรักด้วยการโอบกอด อุ้มลูบศรีษะ

หากคุณจำได้ว่าพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของเจ้าตัวเล็กเป็นเพียงการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจ คุณก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องเข้าไปปลอบประโลม และไม่ต้องดุว่าเขาด้วย เจ้าตัวเล็กจะค่อยๆ เรียนรู้ได้เองว่าวิธีเรียกร้องความสนใจแบบนี้ไม่ได้ผลหรอก และจะเลิกพฤติกรรมนี้ไปเอง

หากเจ้าตัวเล็กดื้อมากโดยแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวทำลายข้าวของ ก็จำเป็นที่ต้องทำโทษลูกบ้าง โดยอาจจะใช้วิธีการดุว่า แยกให้เด็กไปอยู่ตามลำพัง ไม่พาไปเที่ยวหรือริบของเล่นไว้ชั่วคราว ในการลงโทษนั้นไม่ควรแสดงอารมณ์รุนแรง ไม่ทำโทษเกินกว่าเหตุเมื่อเจ้าตัวเล็กมีอารมณ์สงบลงแล้วจึงค่อยสอนให้เขารู้ว่าควรทำตัวอย่างไร การสั่งสอนลูกไม่ควรประนามหรือดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ไม่ควรนำเรื่องที่เขาเคยทำผิดไปแล้วมาพูดซ้ำบ่อยๆ เพราะเป็นการสร้างให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกไม่ดีกับพ่อแม่จนอาจทำให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านไม่เชื่อฟังคุณได้

การให้ความรักความอบอุ่นกับเจ้าตัวเล็กอย่างเหมาะสมและถูกวิธี นอกจากจะเป็นเกราะป้องกันจิตใจให้ลูกรักแล้ว ยังเป็นวิธีการฝึกวินัยที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูกบังคับ จึงมักได้ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ ค่ะ


(update 24 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.155 June 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600