กว่าเจ้าดวงใจตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่จะเติบโตขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ใช่ไหมคะ
เพราะคุณพ่อคุณแม่จะต้องหาความรู้มากมายเพื่อใช้เป็นแนวทางเลี้ยงเจ้าตัวน้อยให้มีพัฒนาการสมวัย
และก็คงไม่ใช่เลี้ยงเพียงให้โตแต่ตัว แต่หัวใจดวงน้อยๆ นั้นก็ต้องเติบโตขึ้นด้วย
เจ้าตัวเล็กวัย 2-3 ปี เป็นวัยที่เริ่ม สร้างเอกลักษณ์ ให้กับตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงของเจ้าตัวน้อยมากขึ้น
โดยเฉพาะการพูดว่า ไม่..ไม่..ไม่ และการแสดงความเป็นเจ้าของ เพราะเจ้าตัวเล็กจะเริ่มพูดว่า
ของหนู
อยู่บ่อยๆ นี่เป็นช่วงของการแสดงความเป็นตัวเองและเอาแต่ใจตัวเองของเจ้าตัวน้อยค่ะ
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ 18 เดือน ถึง 3 ปี เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า
เขาต้องการผู้ใหญ่ที่จะช่วยเขาปกป้องเอกลักษณ์ของเขา สนับสนุนให้เขาเอาชนะ ความก้าวร้าว ต่อต้าน ดื้อดึง
ที่มีอยู่ในตัวเขาเอง และเมื่อผ่านช่วงวัยแห่งการยึดตนเป็นศูนย์กลางไปแล้ว
เขาก็จะเติบโตขึ้นเป็นเด็กน้อยที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองค่ะ
การยึดตนเป็นศูนย์กลาง ที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า egocentrism เป็นลักษณะเฉพาะของเด็กปฐมวัย
สังเกตง่ายๆ ว่าเจ้าตัวเล็กวัยนี้มักจะอยากทำอะไรด้วยตัวเอง ทำอะไรที่อยากทำ ขัดคำสั่ง
ทำตรงข้ามกับที่ผู้ใหญ่พูดเสมอๆ ให้ความสนใจตัวเองมากกว่าอะไรทั้งหมด
ซึ่งเจ้าตัวน้อยจะมีพฤติกรรมมากขึ้นหรือน้อยลงก็ลงขึ้นอยู่กับท่าทีของผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติต่อเขา
ถ้าการยึดตนเป็นศูนย์กลางของเขาได้รับการยอมรับอยู่ตลอดเวลา เจ้าตัวน้อยก็ยึดติดอยู่กับการยึดตนเป็นศูนย์กลางมากเกินไป
จนไม่สามารถปรับตัวให้คล้อยตามผู้อื่นได้ และพฤติกรรมเช่นนี้ก็จะมีผลให้เขายึดตัวเองเป็นที่ตั้งตลอดเวลา
ในทางกลับกัน หากเจ้าตัวน้อยถูกปฏิเสธพฤติกรรมการยึดตนเป็นศูนย์กลางอยู่เสมอ
เขาก็จะไม่แน่ใจในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง เลิกยึดตนเป็นศูนย์กลางแต่กลับหันเข้ายึดพ่อแม่แทน
จนหาเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เจอ กลายเป็นเด็กที่โตแต่ตัว แต่ยังคิดอะไรเองไม่ได้
เพราะไม่มีความมั่นใจเลย ซึ่ง อีริคสัน (Erilk Erikson) นักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ มีทัศนะว่า
การส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจที่แสดงออกอย่างถูกต้องในวัยนี้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง
ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องช่วยเหลือให้ลูกผ่านช่วงแห่งการยึดตนเป็นศูนย์กลางได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
คงมีหลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจกังวลว่า เจ้าตัวน้อยของเรากลายเป็นเด็กเห็นแก่ตัวและขี้หวงไปหรือยังไงนะ
เพราะเมื่อไรที่อยู่ใกล้เด็กคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง หรือเด็กที่เนอร์สเซอรี่
เจ้าตัวน้อยของเรามักแสดงความหวงออกมาอย่างออกนอกหน้า ทั้งๆ ที่ก็สอนอยู่เป็นนักหนาให้รู้จักแบ่งปัน
ก็มิวายแย่งของเล่นที่ตัวเองต้องการจากคนอื่นแล้วบอกว่า ของหนู...ของหนู... ซ้ำร้ายบางครั้งก็แย่งของจากมือแม่ไปเฉยๆ
พร้อมกับประกาศก้องว่า ของหนู...ของหนู อะไรๆ ก็ดูเหมือนจะเป็น ของหนู ไปเสียหมด
นี่เป็นพฤติกรรมใหม่ ของเจ้าตัวเล็กวัยขวบครึ่งถึงสามขวบค่ะ เจ้าตัวน้อยวัยนี้มักจะรู้สึกว่าทุกอย่างที่เขาเห็นเป็นของเขา
ไม่ว่าจะรองเท้าของหนู แม่ของหนู ของเล่นของหนู สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาได้รู้จักตัวเอง
ปลอดภัย และจะรู้สึกสูญเสียมากเมื่อมันหายไป ซึ่งในทางจิตวิทยา พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการแสดงให้ผู้ใหญ่รู้ว่า
เขาต้องการแยกตัวออกจากพ่อแม่ เพื่อค้นหาเอกลักษณ์ของตัวเอง และหนทางหนึ่งก็คือ
การแสดงความเป็นเจ้าของ เด็กๆ จึงมักเชื่อมโยงทุกอย่างเข้ามาหาตัวเอง
แม้ว่าการแย่งของเล่นคนอื่นแล้วบอกว่าเป็น ของหนู ดูจะขัดอกขัดใจผู้ใหญ่บางก็ตาม
แต่การที่เจ้าตัวน้อยมุ่งสนใจแต่ความต้องการของตัวเองไม่ได้หมายความว่า
เมื่อเขาโตขึ้นจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัว การที่เขาถูกบังคับให้รู้จักแบ่งปันก่อนวัยอันสมควรต่างหาก
ที่จะทำให้เขามีแรงขับภายในในการแสดงความเป็นเจ้าของ หวง และเห็นแก่ตัว ในทางกลับกัน
หากเจ้าตัวน้อยไม่ถูกกีดขวางพัฒนาการ เมื่อผ่านวัยนี้ไปเขาก็จะเรียนรู้ที่จะเคารพผู้อื่น
รู้จักแบ่งปัน ทั้งมีภาพของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น
ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ได้ยินเจ้าตัวเล็กพูดว่า นี่ของหนู นั่นของหนู (แม้บางครั้งจะไม่ใช่ก็ตาม)
ก็เริ่มดีใจได้แล้วค่ะ ว่าเขากำลังค้นพบเอกลักษณ์ของตัวเองแล้ว และคุณพ่อคุณแม่ก็จะช่วยเจ้าตัวน้อยได้ค่ะ
ด้วยการย้ำว่า ของสิ่งใดเป็นของลูกบ้าง ขอใช้ของของลูกทุกครั้ง ไม่บังคับให้ลูกแบ่งของให้คนอื่น
ปกป้องของของลูกเสมอ สอนให้ลูกรู้จักนับถือในความเป็นเจ้าของของคนอื่น
เมื่อเจ้าตัวเล็กยังเป็นทารก มักจะติดแม่แจ ไม่ยอมออกห่าง แต่เมื่อก้าวเข้าสู่วัยนี้แล้ว
เขาก็เริ่มที่จะแสดงความเป็นตัวของตัวเอง วิ่งออกห่างแม่บ้าง อยากทำอะไรเองบ้าง
เพราะเขาค้นพบความเป็นตัวเอง ทั้งความสามารถในการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
และกิจกรรมอื่นๆ ที่ผู้ใหญ่มองว่า แสนซน แต่นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขากำลังค้นพบตัวเองทีละน้อย
ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกได้ด้วยการ ให้ลูกได้ทำอะไรเองบ้าง ให้ลูกตัดสินใจเลือกเองบ้าง
เปิดโอกาสให้เขาค้นหาสิ่งที่มีอยู่ในโลกกว้าง ชื่นชมเสมอเมื่อเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้
หลีกเลี่ยงการพูดว่า เดี๋ยวแม่ทำให้ และไม่ควรคาดหวังว่าการทำอะไรๆ เองของลูกจะต้องถูกเสมอไป
เพราะบางครั้งเจ้าตัวน้อยก็ทำเรื่องยุ่งๆ เสมอ นั่นเป็นเพราะว่าเขากำลังเลียนแบบผู้ใหญ่
แต่ก็ทำได้ไม่เหมือนทั้งหมด คุณพ่อคุณแม่จึงควรแนะนำเจ้าตัวน้อยให้รู้จักขอบเขตว่า
สิ่งใดเป็นของลูกและสิ่งใดไม่ใช่ ให้โอกาสเขาได้เรียนรู้ที่จะทำงานของผู้ใหญ่บ้าง
สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะชดใช้เมื่อทำของผู้อื่นเสียหาย และให้รู้จักขอบเขตในสิ่งที่เป็นของตนเองและของผู้อื่น
ซึ่งสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ กำลังใจ และความเข้าใจจากคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องระลึกเสมอว่า
แม้เจ้าตัวน้อยจะทำสิ่งวุ่นวายไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง
เพราะความอยากรู้อยากเห็นของเขาเป็นพลังขับเคลื่อนให้เขามีพัฒนาการสมวัย
- พ่อแม่ กับ หนู...อยู่ตรงข้ามกัน
ไม่...ไม่...ไม่ กลายเป็นคำยอดฮิตของเจ้าตัวเล็กไปเสียแล้ว และยังทำตรงข้ามกับที่บอกเสียด้วย
แถมท้ายด้วยความก้าวร้าวที่สุดทน นี่ก็เป็นพฤติกรรมหนึ่งของการค้นหาความเป็นตัวของตัวเองของเจ้าตัวเล็กวัยนี้
เพราะเขากำลังรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งใบอยู่ตรงข้ามกับเขา แม้แต่พ่อแม่ที่เขาไว้ใจมากที่สุดด้วย
ดังนั้น การแสดงความก้าวร้าว การบอกว่า ไม่ เป็นการกระทำที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาโตขึ้น แข็งแรงขึ้น
เป็นตัวของตัวเอง และมั่นใจมากขึ้น แม้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะดูไร้เหตุผลในสายตาของผู้ใหญ่
แต่สำหรับเขาแล้วนี่คือการแสดงออกถึงพลังอำนาจที่มีอยู่ในตัวเอง และต้องการให้ผู้ใหญ่ที่เข้าใจช่วยเขาก้าวผ่านไป
เริ่มง่ายๆ จากการทำความเข้าใจ ไม่ต่อสู้แสดงความเป็นใหญ่แข่งกับลูก พยายามให้เจ้าตัวน้อยเห็นถึงผล
ของการแสดงความก้าวร้าวของเขา ซึ่งพฤติกรรมการต่อต้านเหล่านี้จะจางหายไปก่อนพฤติกรรมอื่นๆ
ในกระบวนการสร้างเอกลักษณ์ของเจ้าตัวเล็กค่ะ
หลังจากผ่านวัย 3 ขวบไปแล้ว เจ้าตัวน้อยก็มีความพร้อมที่จะพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจ
เพราะเขาได้เรียนรู้ว่า เขามีความสามารถเพียงไรที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งการที่จะรู้สึกเช่นนั้นได้ต้องมีความเข้าใจเต็มเปี่ยม มีกำลังใจพร้อมจากคนรอบข้าง
ช่วยให้การก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการค้นหา
เอกลักษณ์ของตัวเองและการยึดตนเป็นศูนย์กลางของเจ้าตัวเล็กดำเนินไปอย่างสมบูรณ์...
(update 16 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มีนาคม 2005]
|