ก็แค่พี่เลี้ยง…จริงหรือเปล่า!


ถ้าคุณเป็นเวิร์กกิ้งมัม ที่มีลูกเล็กๆ แล้วบังเอิญว่าไม่มีญาติพี่น้องช่วยเลี้ยงแน่นอนค่ะ… คุณต้องไม่ลืมคนคนนี้ ก็ พี่เลี้ยง ไงคะ

จริงๆ ก็ไม่ใช่เฉพาะเวิร์กกิ้งมัมหรองค่ะ หลายบ้านก็ยังต้องการพี่เลี้ยงมาช่วยดูแลเจ้าตัวเล็กเหมือนกัน อาจจะเพราะความที่เป็นคุณแม่มือใหม่ที่ไม่มั่นใจในการเลี้ยงลูกนัก จึงต้องการคนคอยช่วยเลี้ยง (ทั้งที่คนช่วยเลี้ยงบางคนก็ยังไม่มีลูกเหมือนกัน) อีกทั้งบ้านเราตอนนี้เป็นครอบครัว (โดด) เดี่ยวมากขึ้นเลยยิ่งเคว้งหนัก เพราะต้องช่วยเหลือตัวเองตลอด มีบ้างที่ปู่ย่าตายายจะแวะมาเยี่ยมเยียนมาดูแลลูกหลาน แต่ก็ไม่ใช่แบบถาวรด้วยเหตุนี้พี่เลี้ยงจึงเป็นคนสำคัญสำหรับหลายๆ บ้านค่ะ

อ้อ…โปรดทำความเข้าใจกันนี้ดนึงนะคะว่าพี่เลี้ยงน่ะไม่เหมือนคนรับใช้หรือคนงาน พี่เลี้ยงมีบรรดาศักดิ์มากกว่านั้นเพราะพี่เลี้ยงคือผู้มาช่วยดูแลคนที่คุณรักที่สุดในชีวิต ทั้งในยามที่คุณอยู่บ้านหรือไม่อยู่บ้านนี่คืองานหลัก แต่อาจจะมีงานรองจำพวกดูแลบ้าน ทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ ให้เจ้าตัวน้อยของคุณด้วย ซึ่งต่างจากคนรับใช้เพราะคนรับใช้นั้นเรามักจ้างเขามาดูแลบ้านของเราให้เรียบร้อย มิใช่จ้างมาดูลูกให้เรียบร้อยอย่างพี่เลี้ยง

และไม่ใช่แค่นั้นค่ะ พี่เลี้ยงของเรายังต้องมีสิทธิพิเศษอย่างอื่นอีก เป็นต้นว่า…
  • การกินการอยู่ ก็ต้องให้มันดีหน่อยบางบ้านพี่เลี้ยงเปรียบเหมือนญาติเลยค่ะไปไหนก็ไปด้วยกัน ดูแลเอาใจใส่ ซื่อโน่น ซื้อนี่ให้ ที่ต้องเอาใจกันขนาดนี้เพราะว่าเขาดูแลแก้วตาดวงใจเราอยู่ไงคะ เลยต้องดูแลกันให้ดีที่สุด

  • ต้องระวังการกระทบกระเทือนค่ะ ประเภทว่ากระทบกระแทกหรือต่อว่าแรงๆ นี่ห้ามเลยนะคะ ถ้าเกิดคุณเธอไม่พอใจขึ้นมา อาจจะไปลงไม้ลงมือกับเจ้าตัวเล็กของเราได้ ซึ่งมันคงไม่คุ้มกัน

  • มองข้าม หลายบ้านค่ะที่เจอคุณพี่เลี้ยงประเภทที่ไม่ค่อยจะถูกใจอย่างเช่น ขี้เกียจ ไม่สะอาด แต่ต้องทำเป็นมองข้ามไปซะบ้าง เพราะหาพี่เลี้ยงยาก เดี๋ยวไม่มีคนที่จะมาคอยดูแลลูก และไม่อยากให้มีเรื่องต่อว่ากับพี่เลี้ยง ก็เลยต้องทำเป็นมองข้ามๆ ไปซะ
นั่นคือสิทธิพิเศษที่เราให้กับพี่เลี้ยงและเพื่อให้สมดุลกันพี่เลี้ยงก็อาจมีของสมนาคุณตอบแทนเราเช่นกัน ทั้งแบบที่ถูกใจเราและไม่ถูกใจเรา ลองมาดูกันค่ะว่าเธอสมนาคุณเราด้วยอะไรบ้าง
1. รักลูกของเรา ถือเป็นเรื่องดีนะคะที่เธอเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกของเราด้วยความรักแต่หลายคนเจอปัญหาคือ เธอรักลูกเรามากจนเกินไป มากเสียจนเข้าข้าง ตามใจ ปกป้องประหนึ่งราวแม่คนที่สอง หรือ ที่ 1 ด้วยซ้ำ ปัญหาที่ตามมาก็คือ เจ้าตัวเล็กของเราติดหนึบ ก็มีคนตามใจซะขนาดนั้นแถมแม่เบอร์ 1 อย่างเราพูดไม่ค่อยจะฟังเสียด้วยซิ เลยไม่รู้ว่าตกลงเจ้าตัวเล็กเป็นลูกใครกันแน่

2. ช่างพูดช่างคุย การมีพี่เลี้ยงที่พูดคุยเก่งก็ดีนะคะ เพราะถือว่าเป็นการช่วยฝึกภาษา ฝึกทักษะการพูดให้กับลูกเราไปด้วย ลูกเราจะพูดได้เร็วขึ้น แต่ที่ไม่ดีคือคุณพี่เลี้ยงอาจจะมัวแต่พูดโทรศัพท์ไม่ใช่พูดกับลูกเราค่ะ โดยเฉพาะพี่เลี้ยงที่ยังเป็นวัยรุ่น เธอจะสนใจมือถือมากกว่าเด็กที่อยู่ในมือ

3. ขี้เกียจ พี่เลี้ยงบางคนมาเพื่อเลี้ยงเด็กเพียงอย่างเดียว งานอื่นข้าไม่แตะเลยและเธอจะถือโอกาสใช้อภิสิทธิ์ในการต่อรองกับคุณว่าเธอมาเพื่อเลี้ยงเด็กและไม่ค่อยยอมทำงานอื่นๆ เพราะว่าอยู่นอกเหนือจากหน้าที่ของเธอ ซึ่งแน่นอนว่าเราเองที่เป็นคนจ้างเธอมาก็ย่อมอยากให้เธอช่วยดูแลลูก และดูแลบ้านของเราให้เรียบร้อยด้วย

4. ลักเล็กขโมยน้อย เรื่องนี้น่ากลัวค่ะเพราะพี่เลี้ยงที่ได้มาแต่ละคน เราอาจจะไม่รู้ที่มาที่ไปของเขาเท่าไร ถ้าได้มาจากศูนย์ฯ ก็โอเค เรามั่นใจได้ประมาณหนึ่งว่าข้าวของของเราจะยังอยู่ครบ เพราะเขามีสังกัดรับรองอยู่ แต่บางคนที่มีคนหาให้หรือว่าเราเจอะเจอเองโดยบังเอิญ ความไว้วางใจอาจจะมีไม่มาก และเมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำท่าหวาดระแวงแคลงใจกันให้เสียความรู้สึกสิ่งที่คุณสามารถทำได้คือคุรคงต้องดูแลข้าวของของคุณเอง

5. แก่ประสบการณ์ พี่เลี้ยงประเภทนี้จะช่วยคุณได้มาก เพราะมีประสบการณ์มากมาย จะพบได้ในพี่เลี้ยงมีอายุ ผ่านการมีลูกมาแล้ว เธอจะทำทุกอย่างได้ชำนาญแคล่วคล่องว่องไว แต่เธออาจจะยึดมั่นในแนวทางการเลี้ยงเด็กในแบบของเธอเมื่อเรามีแนวการเลี้ยงที่ทันสมัยหรือเป็นเรื่องใหม่ๆ เธออาจจะไม่ยอมรับฟังหรือทำตาม เพราะเธอคิดว่าเธอแน่กว่าด้วยประสบการณ์ และเธอเลี้ยงเด็กมาแล้วหลายคน ซึ่งก็ถือว่าได้อย่างเสียอย่างค่ะเพราะคุณไม่ต้องปากเปียกปากแฉะมานั่งสอนอะไรมากมาย แต่ขณะเดียวกันเธอก็จะไม่ฟังคุณเหมือนกัน

6. อ่อนประสบการณ์ พี่เลี้ยงประเภทนี้จะตรงข้ามกันเลย คือทำอะไรก็ไม่เป็นทั้งสิ้น มาเรียนรู้เอาใหม่หมดซะทุกอย่างถ้าโชคดีเจอแบบที่ว่านอนสอนง่าย จดจำได้เก่งก็ดีไป แต่ถ้าโชคร้าย เจอแบบที่ไม่จดจำ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แบบนี้ก็แย่หน่อย เพราะไม่รู้ว่าคุณจะต้องเหน็ดเหนื่อยสอนอีกกี่รอบ

7. เก็บกด โมโหร้าย ยามปกติเธอจะดูเหมือนใจเย็น ใจดี อะไรก็ได้ แต่ต้องระวังเพราะบางคนเวลาโมโหขึ้นมาก็เอาไม่อยู่เลยทีเดียว ลองนึกถึงเวลาที่เด็กตัวเล็กๆ ร้องงอแงสิคะ คนเป็นพี่เลี้ยงต้องใช้ความอดทนสูงขนาดไหน ถ้าเธอเกิดโมโหขึ้นมาลูกเราก็คงแย่เหมือนกัน และของแบบนี้ก็ดูกันไม่ออกง่ายๆ ซะด้วย ต้องรอให้เกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้นมาเราถึงจะรู้ได้แบบนี้ต้องระวังค่ะ เพราะเขาอาจแสดงอะไรต่อมิอะไรตอนที่เราไม่อยู่ แล้วเจ้าตัวเล็กนั่นล่ะที่จะซึมซับนิสัยเหล่านั้นไว้โดยที่เราอาจจะไม่มีโอกาสได้แก้ไข

8. ติดทีวี เห็นได้ในละครบ่อยๆ ค่ะ ชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน ถ้าเขาเลี้ยงลูกเราดีงานบ้านใช้ได้ จะติดทีวีไปบ้างคงไม่เป็นไรแต่ถ้าตาดูทีวีมืออุ้มลูกเราตลอดคงไม่ไหวเหมือนกันค่ะ และลูกของเราก็อาจจะติดทีวีตามไปด้วยได้

9. คาดหวัง พี่เลี้ยงประเภทนี้ทำงานได้ดี ไม่ค่อยมีอะไรบกพร่อง แต่มักจะมีความคาดหวังและเรียกร้องจากเราสูงมาก เช่น เราต้องไปทำงานข้างนอก และอาจจะมีบางวันที่ต้องกลับบ้านค่ำบ้าง เขาจะเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น

ที่ว่ามาทั้งหมด 9 ข้อนั่นน่ะ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอคติอันใดที่ไม่ดีกับคุณพี่เลี้ยงนะคะ เพราะไม่ใช่พี่เลี้ยงทุกคนจะมีนิสัยแย่ๆ จริงๆ แล้วพี่เลี้ยงที่น่ารักก็มีเยอะเหมือนกันแต่อาจจะหายากอยู่สักหน่อย

อยากให้คุณได้ฉุกคิดบ้างเท่านั้นเองว่า บางทีการมีพี่เลี้ยงอาจจะเป็นการเพิ่มภาระหนักหนาให้แก่คุณและครอบครัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและเรื่องสภาพจิตใจ รวมทั้งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงความเหนื่อยในกรณีที่โชคไม่ดีไปเจอพี่เลี้ยงที่ไม่โอเคสักเท่าไร

แม่ลออเข้าใจดีค่ะว่า แม่ๆ อย่างเราถ้าไม่ได้ร่ำรวยจริงๆ ก็คงยากที่จะลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอย่างเดียว เพราะการมีลูกสักคนหนึ่งหมายถึงการมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อาจจะ 2 หรือ 3 เท่าและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะโตเลยทีเดียว


อ้อ แม่ลออมีหลักการเล็ก น้อย ในการพิจารณาคัดเลือกพี่เลี้ยงที่แสนดีมาฝากคุณๆ ด้วยค่ะ

1. ขอแบบถูกชะตา ฟังดูไร้หลักการสิ้นดี แต่อย่างน้อยเมื่อเราถูกชะตาเขา เขาถูกชะตาเรา มันจะสร้างความรู้สึกที่ดีตั้งแต่แรกพบ เมื่อรู้สึกดีต่อกันแล้ว เรื่องอื่นที่ตามมาก็จะง่ายขึ้น เช่น เรื่องของค่าจ้าง พอหยวนๆ ได้บ้าง หรือเวลาที่เราสอนเราบอกอะไรเขาก็จะไม่ต่อต้านเรา เพราะเขารู้สึกดีๆ กับเรา เป็นต้น

2. ขอเป็นคนไทย อย่าเห็นแก่ค่าแรงถูกๆ ไม่คุ้มกันหรอกเด็กเล็กๆ กำลังหัดพูด หัดจำ แต่เราไปจ้างพี่เลี้ยงต่างชาติซะงั้น รับรองเลยค่ะว่า “ภาษาต่างชาติ” จะกลายเป็นภาษาแม่ของลูกทันที จะมาหัดให้พูดไทยชัดๆ ก็คงยากด้วย

3. อดทน ใจเย็น รักเด็ก อาจดูเป็นนางงามไปสักหน่อยแต่ข้อนี้สำคัญค่ะ คนที่จะอยู่กับเด็กได้ต้องรักเด็กเพราะอยู่กันทั้งวัน ถ้าอดทนพอก็จะทนไหว ยิ่งถ้าใจร้อนด้วยแล้ว คงไม่ไหว เพราะทุกอย่างจะรีบไปหมด ลูกเราก็จะซึมซับนิสัยของเขามาด้วย

4. ว่านอนสอนง่าย อาจจะไม่ได้มีความรู้ที่สูงส่งอะไรมากมาย แต่ก็ขอให้พิจารณาคนที่คุณคิดว่าเขายินดีรับฟังในสิ่งที่คุณสอน ยอมทำตามในสิ่งที่คุณสั่ง และมีนิสัยรักเรียน ใฝ่รู้ ฟังดูหรูหราและอาจจะหายาก แต่ถ้าคุณหาเจอก็จะเป็นสิ่งที่ดีกับลูกคุณนะคะ

5. สะอาด ดูจากภายนอกว่าพี่เลี้ยงของลูกเราแต่งตัวยังไงผมเผ้ารุงรังมั้ย ไว้เล็บสั้นหรือยาว ทาเล็บหรือเปล่า (คนที่เลี้ยงเด็กอ่อนไม่ควรทาหรือไว้เล็บยาวนะคะ) การดูภายนอกจะบอกคุณได้คร่าวๆ เพราะถ้าพี่เลี้ยงคนนั้นดูแลตัวเองดี ไม่สกปรก คุณก็มั่นใจได้ประมาณหนึ่งว่าเธอจะไม่สกปรกต่อลูกของคุณ

เบื้องต้นถ้าคุณสามารถหาได้ทั้ง 5 ข้อ นี่ก็ถือว่าสามารถผ่านด่านแรกไปได้ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่แต่ละบ้านต้องพิจารณากันตามความเหมาะสม จะให้ดีแม่ลออว่า ช่วงแรกๆ ของการรับพี่เลี้ยงควรหาญาติพี่น้องหรือคนที่เราไว้ใจได้มาช่วยดูแลเขาอยู่ห่างๆ ก็จะดีค่ะ เพราะจะได้รู้ว่าเขาเลี้ยงลูกยังไง คุยอะไรกับลูกเราบ้างและจะให้ดีขึ้นมาอีกนิดก็ควรก็ควรให้ลูกมีเวลาอยู่กับพี่เลี้ยงน้อยที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้

แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเลี้ยงลูกเองเพราะลูกเป็นของเรา คุณอยากให้เขามีนิสัยอย่างไร คุณก็ต้องปั้นแต่งเติมสีด้วยมือของคุณเอง พี่เลี้ยงอาจปั้นแทนคุณได้แต่มันคงจะไม่สวยงามและดีอย่างที่คุณอยากให้เป็นแน่ๆ…จริงมั้ยคะ


(update 10 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 284 กันยายน 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600