เลือกพี่เลี้ยงให้ลูกออทิสติก


ในฐานะหมอเด็กด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ทุกๆ วันหมอได้พบเจอกับคุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆ ที่ต้องได้รับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการหรือปรับพฤติกรรม หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “เด็กพิเศษ” ไม่ว่าจะเป็นเด็กออทิสติก เด็กแอสเพอร์เกอร์ เด็กซนสมาธิสั้น เด็กแอลดี เด็กดาวน์ซินโดรม รวมถึงเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าในด้านต่างๆ

หนึ่งในหัวข้อคำถามยอดนิยมที่ได้รับอยู่เสมอๆ คือ

“คุณหมอคะ จะเลือกพี่เลี้ยงให้ลูก (คนพิเศษ) อย่างไรดี”
“กลุ้มใจมากเลยค่ะ พี่เลี้ยงจะลาออกอีกแล้ว ทำไงดี”

หมอเข้าใจและเห็นใจมากค่ะ

เพราะทุกวันนี้ เมื่อคุยกันถึงเรื่อง “หาพี่เลี้ยงให้ลูก” เท่านี้ก็ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ทั่วๆ ไป “กุมขมับ” ปรับทุกข์กันสาม (มื้อกลางวัน) ไม่จบ บางท่านถึงกับรำพึงว่า “ทำไม่ยากยิ่งกว่าตอนจะหาเสียอีก” จริงๆ ก็มีส่วนถูกนะคะ เพราะพี่เลี้ยงต้องทำหน้าที่บางส่วนแทนบทบาทของคุณพ่อคุณแม่ให้กับลูก จึงไม่แปลกเลยที่กว่าจะหาคนถูกใจและลงตัวกับทั้ง 3 ฝ่าย คือ ลูก-แม่- พ่อ ได้ ไม่ง่ายเลย เผลอๆ บางครอบครัวอาจมีคุณตาคุณยาย คุณปู่คุณย่า อาม่าอากง เพิ่มขึ้นมาเป็นปัจจัยให้พิจารณาอีกด้วย

หมอมีข้อเสนอแนะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ของเด็กพิเศษในการเลือกหาพี่เลี้ยงให้ลูกมาฝากค่ะ

อันดับแรกและสำคัญที่สุด คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องทราบ “ความต้องการพิเศษ” ของลูกให้แจ่มแจ้งทั้งภาคปฏิบัติ เพื่อที่จะได้ใช้เป็นเป้าหมายในการมองหาคุณสมบัติของพี่เลี้ยงที่เหมาะกับลูก เช่น ถ้าลูกเป็นเด็กออทิสติกที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัย และเป็นเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เด็กต้องการการฝึกและดูแลที่เน้นเสริมทักษะสังคม การเล่น การพูดสื่อสาร การช่วยเหลือตัวองในชีวิตประจำวัน รวมถึงอาจมีปัญหาพฤติกรรมที่ต้องแก้ไข ดังนั้น พี่เลี้ยงควรจะเป็นคนที่กระตือรือร้น ช่างพูด ช่างคุย ช่างเล่นกับเด็กได้เหมาะตามวัยของเด็ก ไม่ตามใจเด็กจนเสียวินัย หรือทำให้เด็กทุกอย่างจนเด็กไม่มีโอกาสได้ฝึกทักษะใดๆ เลย และที่สำคัญควรจะพูดภาษาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการใช้เป็นภาษาหลักกับลูกได้อย่างคล่องแคล่ว ชัดเจน ถูกต้องทั้งภาษาและไวยากรณ์ ที่ต้องเน้นในเรื่องนี้เพราะปัจจุบันมีพี่เลี้ยงชาวต่างชาติ (จากประเทศเพื่อนบ้าน) มาทำงานมากขึ้นเด็กออทิสติกมีแนวโน้มที่จะลอกเลียนสำเนียงภาษาจากคนที่เขาได้ยินได้ฟังอยู่ทุกวันได้เหมือนมาก จะสังเกตได้จากพอเด็กเริ่มพูดได้ เด็กคนที่ชอบดูการ์ตูนมากๆ จะมีสำเนียง คำพูด และท่าทางเหมือนตัวการ์ตูนที่เขาดู ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจใช้บริการพี่เลี้ยงชาวต่างชาติ อยากให้คุณพ่อคุณแม่คำนึงถึงปัญหานี้ด้วย ถ้าเลี้ยงได้ควรจะเลี่ยงค่ะ นอกจากนี้ควรกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าต้องการให้พี่เลี้ยงทำหน้าที่ใดบ้างนอกเหนือจากการดูแลเด็ก เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการชี้แจงขอบเขตงานองพี่เลี้ยงแต่เนิ่นๆ อย่าใช้วิธีค่อยๆ แทรกเพิ่มงานไปทีละน้อยเมื่ออยู่ๆ ไป ยกเว้นแต่เขาสมัครใจพยายามนึกถึงใจเขาใจเราค่ะ ที่ถามกันมามากอีกอย่างคือ พี่เลี้ยงเด็กพิเศษจำเป็นต้องมีประสบการณ์หรือผ่านการเรียนมาด้านนี้โดยตรงหรือไม่ คำตอบคือ ถ้ามีถือเป็นโชคดีและเป็นโบนัส แต่ถ้าไม่มีไม่ได้หมายความว่า จะทำไม่ได้ คุณสมบัติที่สำคัญที่ควรจะมีคือ ความเข้าใจ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และปรับปรุงตัว รวมถึงความอดทนและ “มีใจ” ค่ะ

ขั้นต่อไป คือ จะมองหาพี่เลี้ยงจากที่ไหนดี ?

ข้อนี้ไม่มีสูตรตายตัวค่ะ ถ้าเป็นพี่เลี้ยงที่มาจากศูนย์ อาจมีข้อได้เปรียบตรงที่มักจะได้รับการฝึกอบรมเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลเด็กรวมถึงการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันโรงพยาบาลหลายๆ แห่งได้จัดอบรมหลักสูตรพี่เลี้ยงเด็ก ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีพี่เลี้ยงที่มีคุณสมบัติอื่นๆ ครบถูกใจ แต่ขาดความรู้ตรงนี้ก็สามารถสมัครให้เข้าเรียนรู้เพิ่มเติมได้ค่ะ ในกรณีเป็นพี่เลี้ยงจากการบอกต่อๆ กันมา โดยเฉพาะพี่เลี้ยงต่างชาติ ควรจะตรวจสอบประวัติต่างๆ ให้ชัดเจนและทำอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะตรวจสอบประวัติการทำผิดกฎหมายต่างๆ เรื่องนี้ขอเน้นและย้ำค่ะ กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้โอกาสคนทำผิดที่คิดกลับตัว แต่ขอให้ใช้วิจารณญาณเป็นรายๆ ไป โดยเฉพาะถ้าเป็นความผิดที่เกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย การดื่มสุรา หรือยาเสพติด

ลำดับถัดมา คือ การพูดคุยสัมภาษณ์ ถ้าเป็นไปได้ควรจะทำพร้อมกันกับสมาชิกทุกคนในบ้านที่จะมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ได้ช่วยกันซักถามและสังเกตประเมินกิริยา วาจา ท่าที และหน่วยก้าน เพื่อช่วยกันลงมติตัดสินกันในภายหลังคำถามพื้นฐานที่ควรจะถาม คือ เรื่องราวพื้นเพเดิมและปัจจุบัน (ถ้าได้ไปเห็นบ้านช่องมาก็ดีค่ะ เข้าทำนองดูช้างให้ดูหาง…) อาชีพเดิมก่อนมาเป็นพี่เลี้ยง ทำไมจึงเปลี่ยนอาชีพ ถ้าเคยเป็นพี่เลี้ยงมาก่อน ทำไมถึงออกจากที่เดิมและควรจะหาข้อมูลอ้างอิง สอบถามไปที่เก่าที่เคยไปทำงานมา ถ้าได้พูดคุยกับนายจ้างเก่าจะดีมากๆ ค่ะ นอกจากนี้เวลาว่างพี่เลี้ยงชอบทำอะไร มีข้อควรระวัง คือ ถ้าพี่เลี้ยงชอบดูทีวีมากๆ ต้องคอยสอดส่องดูว่า เขาจะเผลอเลี้ยงลูกคุณไปพร้อมๆ กับดูทีวีหรือไม่ เพราะทีวีเป็นสื่อด้านเดียว ไม่โต้ตอบกับเด็ก เด็กพอเศษหลายๆ กลุ่มชอบดูทีวี ดูได้นานๆ โดยไม่กวน ถ้าพี่เลี้ยงคิดว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่ายและปล่อยดูทีวีตามลำพัง โดยไม่พูดคุยหรือโต้ตอบกับเขา จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แต่กลับก่อให้เกิดผลเสียตามมาด้วย

ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ควรสัมภาษณ์ซักถามกับพี่เลี้ยงตัวต่อตัว ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติมโดยเฉพาะนึกหาคำถามหรือสถานการณ์ที่เกี่ยวกับปัญหาของลูกที่คุณคาดว่าพี่เลี้ยงจะต้องได้เจอแน่นอนพยายามถามโดยให้เขายกตัวอย่างคำตอบที่เป็นการกระทำที่ชัดเจนลงในรายละเอียด ไม่ใช่บอกแค่กว้างๆ หรือถ้าให้สาธิตให้ดูได้จะดีมากๆ เช่น
  • ถ้าจะเล่นกับเด็ก (ลูกของคุณ) จะเล่นอะไร อย่างไร
  • ถ้าเด็กร้องกวนโยเยโดยไม่ทราบสาเหตุจะทำอย่างไร
  • ถ้าเด็กงอแงไม่ยอมกินข้าวหรืออาบน้ำจะทำอย่างไร
  • ถ้าเด็กทำความผิด เช่น ผลักเพื่อนที่ขวางทางจนล้ม แย่งของเล่นโดยทุบตีเพื่อนแรงๆ จะทำอย่างไร
แน่นอนค่ะ ก่อนจะถามคำถามเกี่ยวกับ “วินัยพื้นฐาน” เหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้คำตอบและปฏิบัติจริงด้วยอยู่ก่อนแล้ว เพื่อที่จะได้มีแนวทางในการเลือกพี่เลี้ยงคนที่ทำถูก “แนว” ของคุณ ถ้ายังไม่แน่ใจคำตอบ ควรจะปรึกษาคุณหมอที่ดูแลอยู่นะคะ

เมื่อ “ถูกใจ” คุณสมบัติขั้นพื้นฐานต่างๆ แล้ว ขอแนะนำให้พี่เลี้ยงไปพบคุณหมอหรือคุณครูนักฝึกกระตุ้นพัฒนาการที่ดูแลลูกของคุณอยู่นะคะ เพื่อให้ช่วยแนะนำเพิ่มเติมในการฝึกสำหรับเด็กแต่ละรายซึ่งไม่เหมือนกัน จุดนี้สำคัญมากๆ เพราะผลการบำบัดเด็กพิเศษขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของการฝึก ทุกคนในบ้านไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ พี่เลี้ยง และครูฝึกต่างๆ ต้องประสานงานกัน และติดต่อสื่อสารให้ข้อมูลแก่กันและกัน

นอกจากนี้ทุกครั้งที่มาตรวจติดตามกับคุณหมอ ควรจะให้สมาชิกทุกคนในบ้านเกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก (ไม่เฉพาะพี่เลี้ยงนะคะ) มาด้วยพร้อมๆ กัน เพื่อให้ทราบข้อมูลและนำมาปฏิบัติในแนวทางเดียวกันค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหมอพัฒนาการเด็กนะคะ เพราะยิ่งมาพร้อมๆ กันทั้งบ้านทุกครั้งคุณหมอจะชอบค่ะ (จะได้พูดไปทีเดียวเลย)

กระบวนการต่อไปซึ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการหาพี่เลี้ยง คือ ทำอย่างไรให้เขาอยู่กับเราได้นานๆ และมีความสุขกันทุกฝ่ายทั้ง ลูก-พ่อแม่ และพี่เลี้ยงเอง เพราะการเปลี่ยนพี่เลี้ยงบ่อยๆ ไม่เกิดผลดีแน่ๆ กับเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กพิเศษซึ่งต้องอาศัยเวลาในการคุ้นเคยและ “รู้จังหวะ” กันและกันมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป

สุดท้าย อยากจะฝากข้อคิดดไว้นิดนึงค่ะว่าอย่าปล่อยให้พี่เลี้ยงเป็นหลักสำคัญที่สุดในชีวิตของลูกคุณ เพราะไม่ว่าจะหาพี่เลี้ยงที่เก่งและแสนดีปานใด ก็ไม่สามารถทดแทนความรัก ความเอาใจใส่ได้เท่าเทียมคุณพ่อคุณแม่ค่ะ


(update 30 กันยายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.156 July 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600