ในช่วงระยะ 2 ปีแรกของชีวิต นมเป็นแหล่งโภชนาการที่สำคัญที่สุดของทารกผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเด็กทารก
ต่างมีความเห็นตรงกันว่าน้ำนมแม่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็นที่น่าชื่นใจว่าจำนวนแม่ในประเทศแถบเอเชีย
หันมาเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีแม่ที่เพิ่งให้กำเนิดลูกเป็นจำนวนมากทีเดียว
ที่ยังเลือกการเลี้ยงลูกด้วยนมผสม ทั้งที่ใช้เป็นนมเสริม และทั้งที่ใช้แทนนมตนเอง มาดูว่านมแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร
เพื่อจะได้สร้างความมั่นใจว่านมผสมที่ใช้เลี้ยงทารกนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเพียงพอ และที่มีความสำคัญพอๆ กัน
ก็คือ นมผสมที่เตรียมสำหรับเลี้ยงทารกนั้น จะต้องปลอดภัยและปราศจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ต่างๆ
นมจากเต้าดีที่สุด
นมแม่เป็นอาหารสำหรับทารกแรกเกิดที่ดีที่สุด ข้อนี้มิต้องสงสัยเลย เพราะไม่เพียงแต่จะมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมดุลย์,
ย่อยง่าย, ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย, สะดวกและไม่ต้องเสียเวลาเตรียมแล้ว นมแม่ยังเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเจ็บป่วย หรือติดเชื้อต่างๆ
ได้ง่าย และยังอาจเป็นประโยชน์กับร่างกายของเด็กคนนั้น เมื่อเขาเติบโตขึ้นด้วย เช่น ร่างกายจะมีการควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี
และมีภูมิต้านทานดีกว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสมโดยจะเห็นได้จากการเกิดโรคภูมิแพ้จะมีน้อยกว่าความจริงแล้วคนเป็นแม่ทุกคนให้นมลูกได้ทั้งนั้น
โดยไม่มีอาหารอื่นๆ เลย เป็นเวลา 6 เดือนหลังจากคลอดจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารที่ต้องเคี้ยว หรืออาหารบด
ส่วนคุณแม่ก็ยังแนะนำให้เลี้ยงลูกไปอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 2 ขวบ หรือมากกว่า คือเลี้ยงนมแม่ไปพร้อมๆ กับอาหารปกติอื่นๆ
ทางเลือกรองลงมา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้กระแสการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมาแรงในแถบเอเชียแต่ในความเป็นจริง ทารกแรกเกิดเพียงไม่ถึงครึ่ง ที่ได้มีโอกาสกินนมแม่จนถึงอายุ 4 เดือนและมากกว่าร้อยละ 80 ได้รับนมแม่จนถึงอายุ 12-15 เดือน ตัวมารดาเองอาจเป็นผู้ตัดสินใจว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองอย่างเดียวนั้นเป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุผลหลายประการไม่ว่าจะเป็นสุขภาพของมารดาหรือทารก, ขาดความช่วยเหลือจากครอบครัว, การทำงาน หรือภาระอื่นบางอย่างที่อาจทำให้ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองทั้งหมด หรือแม้บางส่วนได้ในกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่มารดาซึ่งมีความลำบากดังกล่าว ต้องไปขอความช่วยเหลือเพื่อให้ทารกได้มีโอกาสกินนมแม่ต่อไปได้
ศาตราจารย์ฟาติมา อาชาด แห่งคณะโภชนาการและการกำหนดอาหารมหาวิทยาลัยดีบังซาน ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า วิธีการเลี้ยงลูกทั้งสองแบบไม่ว่าจะใช้นมผสม หรือนมแม่ก็ตาม ต้องมีการสอนให้พ่อแม่เข้าใจ แม้ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ แต่ถ้าคุณแม่มือใหม่ได้รู้รายละเอียดวิธีการทุกขั้นตอน เธอจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
สำหรับแม่ที่เลือกไม่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองหรือใช้นมผสมมาช่วยด้วยนั้น คำถามก็คือว่า แล้วจะใช้นมอะไรดีล่ะ คำตอบก็คือ ถ้าไม่ใช่นมแม่ รองจากนมแม่ก็ต้องเป็นนมผงเลี้ยงทารกที่สูตรเป็นทางการค้า การที่เราจะผสมนมเพื่อเลี้ยงทารกเองนั้น เป็นสิ่งที่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งการเลือกชนิดและการผสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลย์ทางโภชนาการอันอาจก่อให้เกิดอันตรายต้อสุขภาพเด็กทารก
นมผสมสูตรเลี้ยงทารก ทำมาจากนมวัวแต่จะถูกดัดแปลงเป็นพิเศษ เพื่อให้ใกล้เคียงกับคุณสมบัติของนมแม่มากที่สุด การดัดแปลงนั้นจะช่วยให้นมย่อยง่าย มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยต่อการเลี้ยงทารกนมวัวหรือนมแพะที่ไม่มีการดัดแปลงรูป ไม่ควรนำมาเลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือนเป็นอันขาด เนื่องจากว่าโปรตีนในนมดังกล่าวนี้ย่อยยาก ยิ่งไปกว่านั้น นมวัวและนมแพะมีปริมาณธาตุเหล็กต่ำมาก และนมแพะยังขาดวิตามินบี 12 โฟเลต และวิตามินดี อีกด้วย
การเลือกนมผสมเลี้ยงทารกอย่างรอบคอบ
ไม่ว่าคุณจะใช้นมผสมดัดแปลงสำหรับเลี้ยงทารกโดยสมบูรณ์แบบ หรือจะใช้แทนนมแม่เป็นบางมื้อก็ตาม นมที่คุณเลือกจะต้องเหมาะสมกับทารกน้อยๆ ของคุณ การสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ หรือพยาบาลก็เป็นสิ่งที่น่ากระทำในเบื้องต้น นมผงสำหรับเลี้ยงทารก ที่ผลิตจากบริษัทที่น่าเชื่อถือได้และถ้าจะให้ดีต้องมีรายละเอียดติดต่อกลับได้ด้วย หากเรามีข้อกังวล หรือปัญหา ผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงนั้นจะเคร่งครัดทำตามกฎระเบียบของทางราชการทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นมที่เขาผลิตนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างพอเพียง และเป็นสูตรที่ปลอดภัย และพร้อมที่จะรับการสนองตอบจากลูกค้าอย่างแท้จริง
นมผงสำหรับเลี้ยงทารกที่ทำจากนมวัว เป็นสูตรที่ดีที่สุดสำหรับทารกส่วนใหญ่ แต้อย่างไรก็ตาม จะมีทารกอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการนมสูตรพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น มีทารกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก จะแพ้โปรตีนจากนมวัว หรืออาจจะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ เด็กกลุ่มนี้ทารกต้องเลี้ยงด้วยนมจากถั่วเหลือง หรือนมสูตรดัดแปลงพิเศษ ซึ่งเป็นนมจากวัวแต่มีการดัดแปลงจนเหมือนกับย่อยมาแล้ว
อาการที่เป็นตัวบ่งชี้ปฏิกิริยาจากโปรตีนในนมวัว
ได้แก่ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง เป็นผื่นคัน สำหรับคนที่ไม่สามารถย่อยนมได้อาการที่พบบ่อย คือ มีแก๊สมาก ท้องป่อง ปวดท้อง และท้องเสีย แต่อย่างไรก็ตามอย่ารีบด่วนสรุปว่าเป็นอาการแพ้นมเนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการป่วยอย่างอื่นในเด็กก็ได้ ดังนั้นจึงควรพบแพทย์เพื่อความมั่นใจ ทารกเกิดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย อย่างเช่น อาการเฟนิลคีโทนูเรีย (phenylketonuria) ซึ่งทำให้มีสารบางอย่างเป็นพิษตกค้างอยู่ในร่างกายกุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ จะต้องแนะนำนมผสมสูตรพิเศษโดยเฉพาะให้
การให้อาหารเสริมพิเศษ-ประโยชน์หรือเกินจริง ?
ฝ่ายผู้ผลิตยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลิตนมผงสำหรับเลี้ยงทารกให้มีความคล้ายคลึงกับนมแม่มากที่สุด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานวิจัยได้มุ่นเน่นการศึกษาเรื่องสารอาหารที่พบในนมแม่เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทารก
นมผสมบางสูตร มีการเสริมด้วยไขมันพิเศษเป็นกรดไขมันที่เรียกว่า กรดโดโคซาเฮกซาโนอิค (docosahexanoic acid DHA)
และกรดอราชิโดนิค (arachidonic acid) เนื่องจากกรดทั้งสองตัวนี้พบในน้ำนมแม่ และพบว่าเป็นประโยชน์ช่วยพัฒนาระบบการมองเห็น และพัฒนาสมองของเด็กทารกได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นนอกจากนี้ยังมีนมผสมที่เป็นสูตร probiotic และ prebiotic ออกมาสู่ตลาดจากการศึกษาพบว่านมประเภทนี้มีผลช่วยให้การเกิดโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและการเกิดอาหารเป็นพิษ และโรคท้องร่วงลดน้อยลง เมื่อเร็วๆ นี้เอง ที่กรุงเดลฮี ประเทศอินเดีย มีการศึกษาพบว่าทารกที่ได้รับผสมที่เสริมสารอาหาร จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคท้องร่วง การติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคหัด และโรคโลหิตจาง ทั้งชนิดปานกลางและรุนแรง ดีกว่าทารกที่กินนมผงธรรมดา
เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 6 เดือน จะเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงความต้องการสารอาหาร ช่วงนี้จึงเริ่มเพิ่มอาหารแข็งเข้ามา นมยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารอยู่เหมือนเดิม และยังคงแนะนำว่า ควรให้ทารกดูดนมแม่ต่อไป
สำหรับเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่นั้น เมื่อถึงอายุนี้ก็ต้องเปลี่ยนนมผสมเช่นกัน นมผสมสำหรับทารกวัยหลัง 6 เดือนนี้จะมีแคลเซียมและธาตุเหล็กสูงขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายที่กำลังเติบโต นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอีกเป็นจำนวนมากที่รายงานว่า เด็กวัยเรียนที่ดื่มนมเสริมธาตุเหล็ก จะมีภาวะโภชนาการที่สมบูรณ์กว่า และมีพัฒนาการที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการเสริมธาตุเหล็ก
สำหรับนมวัวธรรมชาตินั้น ควรจะให้กับเด็กที่มีอายุ 1 ขวบไปแล้ว นมพร่องมันเนย หรือรมสกัดมันเนยนั้นไม่แนะนำให้เลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เนื่องจากปริมาณของไขมันและพลังงานต่อเด็กทารกที่กำลังเจริญเติบโต
นมผสมสำหรับเด็กทารก-เตรียมอย่างเอาใจใส่
เด็กแรกเกิดแทบจะไม่มีกลไกป้องกันตนเองจากเชื้อโรคได้เลย และต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งจึงจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ดังนั้น การเตรียมนมผสมและการเก็บรักษาอย่างถูกสุขอนามัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการติดเชื้อในเด็ก
- ล้างทำความสะอาดขวดนมและจุกนมต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา 5 นาที
- ล้างมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ให้สะอาด ก่อนการเตรียมนม นำหัวจุกนมใส่เข้ากับฝาขวดให้เรียบร้อย ก่อนจะชงนมและอย่าใช้นิ้วปิดที่จุกนมขณะเขย่าขวดเพื่อผสมนม เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนได้
- ให้ใช้น้ำต้มสุกเท่านั้นในการผสมนมน้ำดื่มบรรจุขวดไม่ใช่จะสะอาดปารสจากเชื้อโรคซะหมดทั้งหมด เพราะฉะนั้นมีทางเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าน้ำสะอาดจริงๆ ต้มเอง แต่เมื่อชงนมแล้ว ต้องปล่อยให้เย็นลงก่อน จึงนำไปป้อนทารกได้
- การชงนม ต้องทำตามคำแนะนำที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์อย่างระมัดระวังทั้งน้ำและนมต้องตวงอย่างถูกต้อง ถ้าใส่น้ำมากเกินไปจะทำให้ทารกได้รับอาหารไม่พอเพียง ถ้าใส่น้ำน้อยเกินไป ก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับระบบการย่อยอาหาร,ระบบไต และยังอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ
- ถ้าชงนมใส่ขวดไว้ครั้งละหลายขวด ขวดที่จะยังไม่ให้ดื่มจะต้องใส่ตู้เย็นไว้เสมอ และถ้าเกิดไม่ได้นำมาเลี้ยงเด็กภายใน 24 ช.ม. ต้องเททิ้ง
- ทารกชอบนมที่ไม่เย็นหรือร้อนเกินไปหากเราชงนมและเข้าตู้เย็นไว้ ก่อนจะนำมาให้เด็ก เราควรนำไปอุ่นโดยวางลงในชามหรือหม้อที่ใส่น้ำร้อนไว้ ทิ้งแช่ไว้ซัก 5 นาที ห้ามอุ่นนมในไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะนมจะร้อนไม่สม่ำเสมอ บางส่วนที่ร้อนมากอาจลวกปากเด็กได้ หลังจากอุ่นนมในน้ำร้อนแล้ว ให้เขย่า และหยดนมลงที่หลังมือสักสองหยดเพื่อทดสอบอุณหภูมิ สัมผัสนั้นควรจะรู้สึกพอดี สบายๆ
- เมื่อเรานำขวดนมออกจากตู้เย็นและอุ่นให้ร้อนแล้ว ไม่ควรนำกลับเข้าตู้เย็นอีกเด็ดขาดแม้เด็กจะหลับไปก่อนที่จะได้ดื่มนมขวดนั้นก็ตาม ทั้งนี้เพราะ ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากเชื้อบักเตรี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมินั้นสูงมาก
- ถ้าเด็กดื่มนมแล้วเหลืออย่าเก็บไว้ควรเททิ้ง
นมวัวประเภทต่างๆ ที่มีจำหน่ายสำหรับทารก และเด็ก
นม เชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ และเป็นแหล่งของแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างกระดูกและฟันให้แข้งแรงนั้นเป็นอาหารที่ดิบ อาจมีสารภูมิแพ้ (allergenicity) ปนเปื้อนอยู่มาก คนไทยในอดีตจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือมีแม่นม แต่ต่อมานมผงได้เข้ามามีบทบาทในการเลี้ยงทารกของคนไทยเป็นอันมากในปัจจุบัน จากการสำรวจพบว่าเด็กไทยดื่มนมแม่ลดลงโดยเฉพาะครอบครัวที่มีฐานะปานกลางจนถึงฐานะดี เพราะความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็กนมผงจึงเข้ามาแทนที่นมแม่โดยส่วนใหญ่ เนื่องจากนมวัวมีสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงทารก จึงต้องมีการปรับแต่งให้มีความเข้มข้นของโปรตีน เกลือแร่ แคลเซียม และฟอสฟอรัส ตลอดสารอาหารอื่นๆ ให้เหมาะสม หรือใกล้เคียงกับนมแม่มากที่สุด โดยนมผงส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ
นมผงสำหรับเลี้ยงทารก (infant formula) จะมีโปรตีนไม่สูงราว 1.5 กรัม ต่อนม 100 ซี.ซี. สำหรับเลี้ยงเด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน ซึ่งสามารถเลี้ยงได้จนถึง 1 ปีถ้าเด็กสามารถกินอาหารอื่นร่วมด้วยได้
นมผงสำหรับเด็กตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี (follow on formula) จะมีโปรตีนสูงขึ้น ราว 2-3 กรัมต่อนม 100 ซี.ซี. สำหรับเลี้ยงเด็กโตกว่ากลุ่มแรก ควรใช้นมกลุ่มนี้เลี้ยงเด็กที่อายุมากกว่า 1 ปี เนื่องจากมีโปรตีนสูงกว่านมผงที่ทำมาจากนมวัว ไม่ได้มีการปรับแต่งโปรตีน (whole milk) จะมีปริมาณโปรตีน 3.4 กรัม ต่อนม 100 ซี.ซี. ควรใช้ในเด็กที่โตมากกว่า 2 ปีไปแล้วเพราะมีโปรตีนสูงกว่า กระบวนการผลิตนมที่ใช้บริโภคในปัจจุบันของบ้านเราส่วนใหญ่มาจากน้ำนมวัวโดยแบ่งผลิตภัณฑ์นมตามกระบวนการผลิตออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. นมพาสเจอร์ไรซ์
2. นมสเตอร์ริไรซ์
3. นมผง
นมพาสเจอร์ไรซ์
นมพาสเจอร์ไรซ์ นิยมบรรจุในขวดพลาสติกขุ่น กล่องกระดาษหรือถุงพลาสติก โดยวางจำหน่ายในตู้เย็นหรือตู้แช่ ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 วินาที เพื่อฆ่าจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียกระบวนการนี้จะใช้ความร้อนต่ำที่สุด เพื่อรักษากลิ่น และรสของน้ำนมสดไว้ นมสดพาสเจอร์ไรซ์ในท้องตลาด บรรจุในภาชนะที่มีสี ซึ่งบอกความหมายที่แตกต่างกัน
นมสเตอร์ริไรซ์
นมสเตอร์ริไรซ์ มักบรรจุในกระป๋องโลหะปิดสนิท กระบวนการผลิตใช้ความร้อนสูง 110-116 องศาเซลเซียส เวลา 30 นาที เพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และอาหารเน่าเสียในอุณหภูมิการเก็บรักษาปกติได้ (อุณหภูมิห้องปกติเก็บได้ 1-2 ปี)
นมสเตอร์ริไรซ์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. นมสดพร้อมดื่ม คือ นมสดธรรมดาที่บรรจุกระป๋อง ซึ่งฉลากระบุว่าเป็นนมวัว 100%
2. นมข้นไม่หวาน คือ นมผงขาดมันเนยละลายน้ำในอัตราส่วนที่น้อยกว่าปริมาณน้ำที่มีในนมสดธรรมดาครึ่งหนึ่ง แล้วเติมลงไป ถ้าเติมไขมันเนยลงไปเรียกว่า นมข้นคือรูปไม่หวาน ถ้าเติมน้ำมันปาล์มลงไป เรียกว่า นมข้นแปลงไขมัน ชนิดไม่หวาน นมข้นไม่หวานเมื่อนำมาบริโภคในรูปของน้ำนมสด ต้องเติมน้ำลงไปในอัตราส่วน 1:1 จะมีคุณค่าในแง่โปรตีน และพลังงานใกล้เคียงกับน้ำนมสดธรรมดา แต่ชนิดที่ใช้น้ำมันปาล์มมีปริมาณกรดไขมันจำเป็น และวิตามินบางชนิดต่ำกว่า จึงไม่สมควรใช้เลี้ยงทารก หรือเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
3. นมข้นหวาน มีขั้นตอนการผลิตเริ่มต้นคล้ายนมข้นไม่หวานคือต้องมีการละเหยน้ำออก หรือละลายนมผงขาดมันเนยผสมกับไขมันปาล์มตามอัตราส่วนดังกล่าวแล้วจึงเติมน้ำตางลงไปประมาณ ร้อยละ 45 จะเห็นว่านมข้นหวานมีน้ำตาลในปริมาณสูงมาก จึงต้องมีการผสมน้ำในปริมาณมากก่อนบริโภค ทำให้คุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะโปรตีนจากนมจะต่ำกว่าน้ำนมสดมาก นมข้นหวานจึงไม่เหมาะสำหรับเลี้ยงทารก หรือใช้เพื่อประดยชน์ในการเสริมคุณค่าอาหารเช่นเดียวกับน้ำนมสดธรรมดา
นมยูเอชที
นมสดที่บรรจุในกล่องยูเอชที คือ น้ำนมสดที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่สูงมาก แต่ใช้เวลาสั้นมาก (130-135 องศาเซลเซียส เวลา 1-3 วินาที) จึงทำให้น้ำนมยังมีกลิ่นและรสที่ดี ไม่มีกลิ่นเป็นนมต้ม (ไหม้) เหมือนนมสดสเตอร์ริไรซ์ นมสดที่บรรจุในกล่องยูเอชที มีอายุการเก็บในสภาพอุณหภูมิปกติได้นาน 6 เดือน สีของกล่องนมมีความหมายเหมือนกับสีที่แสดงอยู่บนขวดหรือกล่องนมพาสเจอร์ไรซ์ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีบรรจุในขวดพลาสติก ซึ่งสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนด้วย
นมผง
การผลิตนมผง เป็นกระบวนการถนอมรักษานมสด โดยการทำให้เป็นผงแห้ง การแปรรูปเป็นผงโดยการระเหยน้ำส่วนใหญ่ออกจากน้ำนมสด ทำให้ผลิตภัณฑ์แห้งเป็นผง มีน้ำหนักเบาประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเก็บได้นาน แต่ระหว่างกระบวนการผลิตจะต้องระมัดระวังในด้านการปนเปื้อนเชื้อเป็นพิเศษ นมผงบรรจุกระป๋องที่ยังไม่ได้เปิดฝา สามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดกระป๋องแล้ว ควรเก็บไว้ในที่แห้งและในอุณหภูมิไม่สูงมาก หลังจากเปิดใช้แล้ว อายุการเก็บจะสั้นมากไม่ควรเกิน 15 วัน-1 เดือน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ที่เน้นว่ามีคุณค่าทางอาหารสูงนั้น แท้จริงเป็น นมดิบ ที่ปราศจากเชื้อโรคในระดับหนึ่งเท่านั้น ยกเว้นนมสเตอร์ริไรซ์ จึงทำให้เด็กที่ได้รับนมดังกล่าวได้รับโปรตีนแปลกปลอม ซึ่งจะกล่าวในเรื่องโรคภูมิแพ้จากนมวัว
การดัดแปลง-เสริมสารอาหารในนม
ผลิตภัณฑ์นมที่จำหน่ายในท้องตลาดไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดมักมีการดัดแปลง หรือเสริมสารอาหารเพื่าอให้เกิดความหลากหลายและประโยชน์ทางการตลาด นมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ นมสเตอร์ริไรซ์ นมกล่องยูเอชที นมข้นไม่หวาน และนมผง หากมีการใช้ถูกต้อง จะให้สารอาหารที่กล่าวมาแล้วไม่แตกต่างกัน จึงต้องเลือกตามกำลังทรัพย์ และความสะดวกที่มีอยู่ถ้ามีปัญหาเรื่องน้ำตาลแลกโตสอาจต้องซื้อนมชนิดที่ไม่มีแลกโตส แต่ถ้าอยากได้วิตามิน และสารที่ใช้เสริมเพิ่มเติม ก็ต้องเลือกชนิดที่ผู้ผลิตเติมเข้าไป ซึ่งราคาก็แพงขึ้นไปอีก แต่เราไม่ต้องกังวลถ้าไม่ได้ดื่มผลิตภัณฑ์นมชนิดนั้นๆ จะขาดสารอาหารเพราะว่านมไม่ได้ให้สารอาหารทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ เราจำเป็นต้องกินอาหารอื่นๆ ให้หลากหลายด้วย ส่วนผู้ที่ดื่มนมไม่ได้ หรือไม่ชอบดื่มนม หรือดื่มแล้วไม่สบายท้อง อาจกินอาหารอื่นแทนเพื่อให้ได้แคลเซียม เช่น ปลาตัวเล็กทอดกรอบ ปลากระป๋อง ผักใบเขียวเข้ม หรือเต้าหู้แข็ง เป็นต้น โรคภูมิแพ้จากนมวัว
ในอดีตคนไทยไม่เคยมีโรคภูมิแพ้มากมายเท่ากับในปัจจุบันเราทราบกันดีว่าโรคภูมิแพ้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ในปัจจุบัน แม้ว่าพ่อและแม่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้เลย แต่ลูกกลับเป็นโรคภูมิแพ้กันมากมาย ต้องไปพบแพทย์ปีละหลายครั้ง นอกจากนี้บางรายถึงกับเป็นหอบหืด พ่อแม่พยายามป้องกัน ไม่ว่าการจัดหาที่นอนป้องกันไรฝุ่น เครื่องกรองอากาศอย่างดี ไม่ให้มีสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน ลูกก็ยังไม่วายคิดว่าสาเหตุที่ลูกของเราเป็นภูมิแพ้ไม่ยอมหายสักที อาจมีสาเหตุมาจากการดื่มนมของลูกเราตั้งแต่ในวัยทารก
การแพ้โปรตีนนมวัว (cow milk allergy) มีปัจจัยที่ทำให้เด็กทารกมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กวัยอื่นเพราะ
- เซลล์ชั้นเยื่อบุทางเดินอาหารยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
- ระบบภูมิคุ้มกันในทางเดินอาหารเด็กทารกยังไม่สมบูรณ์
- โปรตีนในนมวัวมีความแตกต่างจากโปรตีนในนมแม่เนื่องจากเป็นสัตว์ต่างชนิดกัน
เนื่องจากปกติแล้วในนมแม่จะไม่มี เบต้า แลกโตโกล บุลิน (lactogroburin) ซึ่งเป็นโปรตีน ที่มีคุณสมบัติในการเป็นสารแปลกปลอมมาก (antigenicity) นอกจากนี้ ในนมวัวยังมี โปรตีน พวกอัลฟา เบต้า เคซีน (alpha and beta casein) อัลฟา แลกโตโกลบูลิน (alpha lactoglobulin) และ bovine serum albumin ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำนมวัว เมื่อน้ำนมวัวเหล่านี้ มีกระบวนการที่ยังไม่ได้ทำให้สุก ทำให้โปรตีนเหล่านี้ยังคงรูปเดิม เมื่อนำมาละลายน้ำ หรือแช่เย็น แล้วนำมาดื่ม (โดยอ้างว่าทำให้ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหาร) ก็ทำให้โปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้ถูกดูดซึมเข้ามาสู่ร่างกาย โดยเฉพาทารก หรือเด็กเล็กๆ นำไปสู่การก่อตัวของโรคภูมิแพ้
ในระยะแรกอาจพบในรูปแบบอาการดคลิกเมื่อเป็นมากเข้าก็มีอาการอาเจียนเป็นเลือดท่านที่มีลูกให้ลองสังเกตว่าเด็กที่ดื่มนมแม่มักจะไม่ค่อยมีอาการเสียงหายใจครืดคราดไม่ค่อยมีอาการร้องโดยหาสาเหตุไม่ได้ ไม่ค่อยมีผื่นบริเวณใบหน้า เวลาไม่สบายก็มักจะหายได้ไว ตลอดจนไม่ค่อยมีอาการผื่นแพ้ที่ชอบเรียกกันว่า น้ำเหลืองไม่ดีต่างๆ เป็นต้น ส่วนเด็กที่ได้รับนมผสม หรือนมวัว แม้กระทั่งดื่มนมแม่ แต่แม่ทานนมวัว ก็พบว่าโปรตีนในนมวัวออกมาทางน้ำนมแม่ด้วย แม้ว่าจะพบน้อยก็ตาม เด็กก็ยังอาจจะมีอาการตามที่กล่าวข้างต้นได้ การจะบอกว่าเป็นการแพ้นมวัวนั้นอาจทดลอง โดยให้เด็กหยุด กินนมวัวหรืออาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนผสมอย่างเด็ดขาดนาน 1 เดือน แล้วให้ทดลองกินนมวัวที่มีน้ำตาลแลกโตสน้อย หรือไม่มีเลย จำนวน 100ซี.ซี. แล้วสังเกตว่าเด็กมีอาการผิดปกติ ต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นภายในเวลา 48 ชั่วโมง (อาการมีน้ำมูก ไอ เสียงครืดคราด ปวดท้อง ผื่น ท้องเสีย อาเจียน) ให้ลองทำ อีก 3 ครั้ง ห่างกันหลายสัปดาห์ และถ้าพบอาการดังกล่าว ทุกครั้ง แสดงว่า น่าจะมีการแพ้นมวัว แต่อย่างไรก็ตาม ในรายการที่มรอาการแพ้ไม่มากนัก อาการอาจแสดงให้เห็นไม่ชัด
อาจจะลองให้เด็กหยุดนม
ได้มีผู้ทดลองในเด็กที่มีอาการโคลิกโดยให้งดนมวัว พบว่า 53% ของเด็กเหล่านี้จะไม่มีอาการโคลิกภายใน 1-3 วัน แต่เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ให้นมวัวกลับเข้าไปอีก ก็จะพบว่า เด็กที่มีอาการโคลิกเกิดขึ้นอีกภายใน 8 ชั่วโมงถึง 65% ทีเดียว แสดงให้เห็นว่าอาการผิดปกติต่างๆ ในเด็กเล็กที่เราเคยคิดว่าไม่มีสาเหตุแท้จริงมาจากการแพ้นมวัวนั่นเอง
สำหรับพ่อแม่ที่ไม่มีทางเลือกในการให้นมวัว ก็ควรให้ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียวนานอย่างน้อย 3 เดือน โดยที่ไม่ต้องดื่มนมวัว หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของนมเลย ในช่วง 3 เดือนนี้ (ปัจจุบันได้แนะนำให้ดื่มนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน) แล้วหลังจากนั้นเมื่อไม่สามารถเลี้ยงด้วยนมแม่แล้ว ก็ควรเลือกนมที่โปรตีนเป็นพวก caseinhydrolysate (ไม่ใช่นมที่อ้างว่า hypoallergen นะ) จะดีกว่า เพราะเป็นโปรตีนที่ย่อยแล้วจะกระตุ้นภูมิแพ้ได้น้อย
นอกจากนี้ จะสังเกตเห็นว่าในปัจจุบันโรคภูมิแพ้มักจะเป็นกับเด็กที่มีฐานะทางการเงินดี เนื่องจากมีความสามารถในการจัดหาซื้อนมผงมาให้เด็กทานหรือให้ลูกดื่มนมได้ตลอด ซึ่งการเกิดภูมิแพ้หรือภูมิไวต่อนมนั้นอาจเกิดได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภืมารดามาแล้ว โดยเฉพาะการได้รับ antigen load ในระยะท้ายของการตั้งครรภ์หรือจากการที่เด็กทารกได้รับนมแม่ แต่แม่ทานนมผสม หรือนมสดต่างๆ โดยเชื่อว่าจะทำให้มีการสร้างน้ำนมดีขึ้น หรือช่วยเสริมแคลเซียมให้กับทารก โดยอาศัยความรักของแม่ที่มีต่อลูก นำไปสู่การดื่มนมจำนวนมาก การบำรุงครรภ์มารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนกระทั่งหลังคลอด จวบจนเด็กโตร่วมกับการโฆษณาขิงบริษัทนมต่างๆ นานา ที่น่าชวนเชื่อว่าการดื่มนมทำให้เด็กเจริญเติบโตดี ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนโดยไม่มีใครสนใจอันตรายที่ปะปนมากับนมวัว และขาดความรู้เกี่ยวกับแคลเซียมและการเจริญเติบโตในวัยเด็กที่แท้จริง
สรุปแล้วไม่ว่าพ่อแม่จะเลือกวิธีการใดในการเลี้ยงลูกก็ตาม เขาสมควรที่จะได้รับความช่วยเหลือในทุกวิถีทาง คำแนะนำที่เหมาะสม, ข้อมูลที่ถูกต้อง และกำลังใจ จะสามารถช่วยให้แม่เลือกวิธีการเลี้ยงลูกของตนเองได้เป็นอย่างดีจากพ่อแม่ ความรู้สึกพึงพอใจ และความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างแม่และลูก เป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญ
สารเสริมอาหารในนม มีความสำคัญ อย่างไร
สารอาหารที่จำเป็นต่อกระดูกที่สุด คือ แคลเซียมซึ่งในน้ำนมมีปริมาณแคลเซียมค่อนข้างสูง ต่อการดื่มนม 1 ครั้งหรือ 200 มิลลิลิตร จะได้แคลเซียมประมาณ 240 มิลลิกรัม หรือเทียบกับนม 1 กล่อง 250 มิลลิลิตร จะได้แคลเซียม 300 มิลิกรัม ในขณะที่อาหารอย่างอื่นแม้จะมีแคลเซียมสูงเหมือนกัน / น้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งเราบริโภคจริงอาจจะเพียง 5 กรัมเท่านั้น (น้ำพริกกะปิ) จะได้แคลเซียมประมาณ 80 มิลิกรัม เมื่อคิดต่อหนึ่งหน่วยบริโภคแล้วนมจึงเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุด
ผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมประมาณ 800 มิลิกรัม / วัน ในเด็กวัยรุ่นประมาณ 1,200 มิลิกรัม/วัน ซึ่งนม 1 แก้ว จะให้แคลเซียมประมาณ 1/3 ของปริมารที่ต้องการต่อวัน ดังนั้นหากเด็กดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว จะได้แคลเซียมประมาณ 500-700 มิลิกรัม/วัน ผู้ใหญ่ 1-2 แก้วจะได้ 250-500 มิลิกรัม/วัน แคลเซียมที่เสริมลงไปในนม มีเป้าหมายหลักสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการป้องกันภาวะกระดูกพรุน เนื่องจากความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมในผู้สูงอายุจะลดน้อยลงกว่าในวัยหนุ่มสาว ดังนั้นแคลเซียมที่เสริมลงไปในน้ำนมก็เพื่อให้ร่างกายของผู้สูงวัยดูดซึมได้มากขึ้น คิดโดยเฉลี่ยทั่วไปผู้ผลิตจะเติมแคลเซียมให้ได้ประมาณ 400 มิลิกรัม / 1 แก้ว ดังนั้นผู้ที่ดื่มนม 1 แก้วจะได้แคลเซียมประมาณร้อยละ 50 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
(update 17 เมษายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.150 January 2006 ]
|