ก็เพราะทารกน้อยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ นอน ดังนั้นความปลอดภัยในห้องนอน
จึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ผู้รอบคอบจะต้องติดตั้งแต่ลูกเกิด
ว่าแต่ห้องนอนแบบไหนล่ะที่ลูกรักจะหลับอย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด
1. ควรจะเงียบสงบ เย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี
ลูกทารกแม้จะร้องไห้ หลับๆ ตื่นๆ ไม่รู้กลางวัน กลางคืน แต่เมื่อเราปรับเวลาด้วยการจัดสิ่งแวดล้อม
ที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืน ลูกก็จะปรับพฤติกรรมตามไปด้วย
ไม่นานนักก็จะหลับกลางคืนยาวกว่ากลางวัน ดูดนมห่างกว่า ร้องงอแงน้อยกว่า
โดยทั่วไปเด็กอายุมากกว่า 4 เดือนขึ้นไป หากนอนยาว ไม่ร้องดูดนม
เราก็ไม่ต้องปลุกขึ้นมาดูดนมถี่ยิบหรอกครับ อากาศก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก
เด็กทารกยังมีภูมิต้านทานไม่ดี สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เชื้อไวรัส
แบคทีเรียจะเล่นงานร่างกายได้ง่าย เกิดเป็นหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบได้
หากเป็นสารก่อความระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ไรฝุ่น ขนสัตว์
อาจกระตุ้นร่างกายให้ตอบสนองและเกิดโรคภูมิแพ้ในระยะยาวได้ง่าย
ห้องนอนไม่จำเป็นต้องติดแอร์ครับ หากอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มีมลพิษ
ไม่ร้อนจนเกินไป ก็เปิดโล่ง ใช้พัดลมช่วยได้ หากอากาศร้อนจะใช้เครื่องปรับอากาศก็ได้ครับ
แต่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่าให้เย็นกว่า 25 องศาเซลเซียส และต้องหมั่นล้าง ทำความสะอาด
อย่าให้เครื่องปรับอากาศเป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อรา เพราะมันเป็นตัวร้ายอีกตัวหนึ่งที่จะทำให้ลูกคุณเป็นภูมิแพ้ครับ
2. การจัดท่านอน ที่นอน
เครื่องนอนเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับห้องนอน
ท่านอน ท่าที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารกใน 6 เดือนแรกคือ ท่านอนหงาย
ส่วนท่าที่อันตรายมากที่สุดคือท่านอนคว่ำ ในยามที่ลูกนอนคว่ำหน้า
จมูกและปากของเขาอาจจมลงไปในฟูกหนาๆ ทำให้ขาดอากาศหายใจ
และมีโอกาสเสียชีวิตได้
จากการวิจัยพบว่า การนอนคว่ำเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคการตายฉับพลันของเด็กทารก
โดยไม่ทราบสาเหตุหรือที่เรียกกันว่าโรค SIDS (sudden infant death syndrome)
ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีโครงการ ให้เด็กนอนหงาย (Back to sleep)
โดยแนะนำให้จัดท่านอนของเด็กเป็นท่านอนหงายเสมอตั้งแต่ปี 1992
พบว่าการตายจากโรค SIDS ลดลงอย่างชัดเจน การนอนตะแคงในเด็กอายุน้อยกว่า 4 เดือนก็ไม่ค่อยดีครับ
เพราะเด็กอาจปลี่ยนเป็นท่านอนคว่ำได้เอง
ที่นอนที่ดีควรเป็นที่นอนเด็กทารก ซึ่งมีขนาดบาง ค่อนข้างแข็ง หรือเป็นเตียงเด็ก
แยกออกจากเบาะที่นอนหรือเตียงผู้ใหญ่ ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ นอนบนเตียงของผู้ใหญ่
หรือนอนติดกับผู้ใหญ่ เพราะเสี่ยงต่อการถูกนอนทับ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่อ้วน กินยาประเภทที่ทำให้หลับสนิท
เช่น ยากันชัก ยากล่อมประสาท
ให้ระวังช่องว่างซึ่งเกิดจากการออกแบบเตียงหรือการจัดวางเตียง เช่น ช่องว่างระหว่างเตียงกับกำแพง
หากมีขนาดเกินกว่า 6 ซม. แล้วจะมีความเสี่ยงต่อการตก หรือการติดค้างของศีรษะได้
เมื่อลูกอายุเกินสองขวบแล้ว ไม่ควรนอนเตียงที่มีราวกั้น เนื่องจากว่าเป็นวัยซน
และชอบปีนป่ายเป็นอย่างยิ่ง! สามารถปีนแล้วตกเตียงได้ สำหรับเด็กโต บางบ้านซื้อเตียงสองชั้นให้เด็กนอน
ใช้ได้ครับ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามให้เด็กอายุน้อยกว่า 6 ขวบนอนชั้นบน เพราะเสี่ยงต่อการตกเตียง
ช่องว่างต่างๆ ของเตียงสองชั้นที่ใช้กับเด็กโตนี้ต้องไม่อยู่ระหว่าง 9-23 ซม.
เครื่องนอน ต้องพิถีพิถัน เพื่อป้องกันการหายใจไม่ออก จึงยังไม่จำเป็นต้องหนุนหมอน
หรือใช้หมอนบางๆ ก็เพียงพอ
3. ชุดนอนที่ปลอดภัย
ควรเลือกชุดนอนที่หนาอบอุ่น สวมใส่พอดี ทำให้ไม่ต้องใช้ผ้าห่ม หากจะใช้ผ้าห่มต้องเลือกเนื้อผ้าบาง
และวิธีใช้ต้องสอดลงใต้เบาะสามด้าน (คือเด็กต้องนอนโดยเอาปลายเท้ามาชิดผนังเตียง)
เพื่อไม่ให้ผ้าห่มหลุดลุ่ยมากดใบหน้าได้
ควรเป็นชุดนอนที่ผ่านมาตรฐานการทดสอบในเรื่องของการติดไฟ ทนไฟและการลามของไฟด้วย
4. ของเล่น
โมบายล์ กรุ๊งกริ๊ง หัวนมดูดเล่น ต้องปลอดภัย ต้องหมั่นตรวจตราและเอาจองเล่นบนที่นอนออก
อย่าให้เบาะที่ลูกนอนรกไปด้วยข้าวของต่างๆ เช่น ของเล่นสารพัด ตุ๊กตาตัวเล็กๆ ของพี่ๆ
หรือของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ทารกอาจหยิบมาเข้าปากได้
การเลือกซื้อของเล่นก็ต้องเลือกให้ปลอดภัย ก่อนอื่นต้องเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่ได้
การรับรองมาตรฐานจากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องไม่มีของชิ้นเล็ก (เล็กกว่า 3.17-5.71 ซม.)
ซึ่งอาจติดคอเด็กได้ ไม่มีลักษณะเส้นสายยาวกว่า 15 ซม. ซึ่งอาจพันเกลียวรัดคอเด็กได้เช่นกัน
สำหรับหัวนมดูดเล่นโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ แต่ถ้าจะใช้ก็ต้องเลือกให้ปลอดภัย
คือต้องให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม หัวนมไม่ฉีกขาดจากฐานง่ายๆ ต้องลองจับๆ ขยับๆ ดูให้ดี
แต่ถ้ามี มอก. ก็หมายถึงได้ทดสอบมาระดับหนึ่งแล้ว ฐานมีขนาดใหญ่พอที่เด็กจะอมเข้าปากทั้งอันไม่ได้
ขณะเดียวกัน ฐานมีรูให้อากาศเข้าได้อย่างน้อยสามรู เพื่อป้องกันการอุดปากอุดจมูกครับ
และที่สำคัญคือต้องไม่มีเชือกคล้องคอ ห้ามเด็ดขาดครับ! เชือกที่มีความยาวมากกว่า 15 ซม.
5. หลีกเลี่ยงทีวีในห้องนอน
อีกประเด็นหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักรู้คือ ทีวีของโปรดของพ่อแม่ครับ ทีวีในห้องนอนเด็กอาจมีผลเสียได้
บางครั้งพ่อแม่เปิดทีวีดูเอง หรือบางครั้งจงใจให้เด็กดู จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเด็กอายุน้อยกว่าสองขวบไม่ควรดูทีวีครับ
เพราะอาจทำให้ปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับผู้เลี้ยงดูจืดจาง บางทีทำให้พูดช้าได้
สำหรับเด็กที่พ่อแม่ปล่อยให้อยู่กับทีวีเป็นระยะเวลานานๆ ต่อวัน ซึ่งเด็กหลายคนถูกดูแลแบบนั้นจริงๆ
ที่สำคัญคือเด็กที่ถูกจับให้ดูทีวีแต่เล็กก็จะติดจนโต เราก็รู้อยู่ว่าสื่อทีวีมักไม่แยกแยะสำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่
ดังนั้นสื่อที่ดุเดือดเลือดพล่านที่มีแทบทุกช่องอาจก่อให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว รุนแรงได้ เด็กที่ดูมาก
ออกกำลังกายน้อย ก็จะเกิดโรคอ้วนได้อีก คุณพ่อคุณแม่สมควรหันมาใช้การเล่านิทานแทนการให้เด็กเล็กดูทีวี
จะดีกว่ามากๆ เลยครับ เพราะนอกจากจะส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว ยังจะส่งเสริมการอ่าน ทำให้เด็กฉลาดขึ้นด้วย
ทั้ง 5 ข้อที่เสนอนี้ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้นะครับ
เพื่อลูกน้อยสุดที่รักจะได้นอนหลับอย่างมีความสุขปลอดภัยครับ
(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 272 กันยายน 2548]
|