ปัญหาที่พบบ่อยๆ อย่างหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัย 1-2 ปี ก็คือ ปัญหาการนอนของลูก
คุณแม่จะพบกับหลายรูปแบบของปัญหาการนอนของเด็กวัยนี้ ตั้งแต่ไม่ยอมเข้านอน นอนหลับยาก
และในระยะช่วงท้ายๆ ของ 2 ขวบปี จะมีปัญหาเรื่องความกลัวไม่ยอมนอน นอนละเมอ และฝันร้ายเกิดขึ้นได้
แปลกมากนะครับ เด็กๆ มักจะฝืนและปฏิเสธที่จะเข้านอน ซึ่งบทความนี้เราจะเน้นเรื่องนี้กัน
ตรงนี้เราคงต้องแปลความหมายพฤติกรรมของเด็กให้ถูกต้องว่าทำไมเขาถึงไม่อยากเข้านอน
การที่เด็กวัยนี้ไม่ยอมเข้านอนทั้งๆ ที่ง่วงแสนจะง่วง จนมีอาการตาปรือแล้วก็ตาม ก็จะฝืนลืมตาไว้
ที่เป็นเช่นนี้เป็นด้วยหลายเหตุผลครับ
ประการแรก คือ เป็นลักษณะธรรมชาติของพัฒนาการของเด็กวัยนี้
ที่มีพัฒนาการของความเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาก จึงทำให้เด็กมีพฤติกรรมฝืนและดื้อดึงไปเสียเกือบทุกอย่าง
โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันที่คุณห่อคุณแม่จะต้องจัดการ แกก็จะมีพฤติกรรมต่อต้าน
ดังนี้เมื่อถึงเวลาเข้านอน แม้จะรู้สึกง่วงแล้วแกก็ฝืน ฝืนไว้ไม่ยอมเข้านอน
เพื่อเป็นการแสดงความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ยอมให้คนมาสั่งมาควบคุม
ประการที่สอง ในเชิงจิตวิทยาเด็กจะฝืนไม่อยากหลับ
เพราะเมื่อง่วงหรือใกล้จะหลับ เด็กจะกังวลว่าเมื่อหลับแล้วภาพต่างๆ อาจหายไป จึงอยากฝืนไว้เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้ที่เห็นนั้นจะยังคงอยู่ นอกจากนี้การง่วงนอนจะทำให้เด็กรู้สึกว่าพลัง
และความสามารถในเวลานั้นลดลง หรือลดลงอย่างมาก จึงทำให้เด็กฝืนไม่อยากง่วงไม่อยากนอน
ประการที่สาม เด็กวัยนี้เริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สนใจเล่นของเล่น จึงทำให้ยังเกี่ยวพันกับสิ่งแวดล้อม และของเล่นอยู่ อยากจะเล่นต่อไป และไม่อยากเข้านอน
ประการที่สี่ เราพบว่าหลายครอบครัว
คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลาในตอนกลางวัน มักจะใช้เวลาตอนเย็นๆ ค่ำๆ เล่นกับลูก
ซึ่งจะทำให้การรับรู้และระบบประสาทสัมผัสมีการตื่นตัว ตื่นเต้น เด็กจะไม่ง่วง ไม่ยอมนอน
และยังจะนอนหลับยากอีกด้วย
ดังนั้นเรื่องของการที่ลูกไม่ยอมเข้านอนจึงมีเหตุปัจจัยได้ต่างๆ กัน ซึ่งเราจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้ถูกต้อง
จะได้วางแนวทางในการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าเกิดเพราะธรรมชาติของเด็กวัยนี้ที่มีพฤติกรรมตรงกันข้ามอยู่เกือบจะทุกอย่าง
การดื้อดึงอย่างนี้ไม่ต้องไปใช้เทคนิคในการแก้ไขอะไรเลย เมื่อเด็กพัฒนาขึ้น โตขึ้น
รู้เรื่องและมีเหตุผลมากขึ้น การฝืนและการดื้อดึงก็จะดีขึ้น และหายไปเอง
แต่เพื่อให้การเข้านอนราบรื่นขึ้น ง่ายขึ้น เราไม่ควรใช้วิธีบังคับ แต่ควรใช้การชักจูง
ชื่นชมว่าเขาเป็นเด็กดี เป็นเด็กน่ารัก เราอาจพูดว่า เด็กๆ ที่พ่อแม่รักจะต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ
หรือถ้ามีลูกหลายคน คุณแม่อาจใช้วิธีโดยพูดว่า เอาล่ะมาแข่งกันใครจะเข้านอนก่อนกัน
การชักจูงที่ไม่เคร่งเครียด ไม่หงุดหงิด เราจะสามารถจัดการได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะใช้วิธีจัดการกับลูกด้วยวิธีใด ถ้าดูแล้วเห็นว่าเหตุการณ์จะตึงมือ
หรือเขาฝืนมากจนมีอารมณ์โกรธมากขึ้น เราก็ควรผ่อนปรนไปบ้าง จนเมื่อเห็นเขาสงบลงแล้ว
ค่อยพูดค่อยชักจูงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้ผลดี
ถ้าการไม่ยอมเข้านอนเกิดเพราะไม่อยากหลับ และกังวลหรือกลัวว่าภาพต่างๆ
โดยเฉพาะภาพของคุณแม่ที่ให้ความรักความอบอุ่นกับเขาจะหายไปกับสายตา
เมื่อเขาหลับตาลง ตรงนี้แก้ไขไม่ยากครับ เราเพียงแต่ให้ความรัก ความอบอุ่น
ให้รู้ว่าคุณแม่จะอยู่ตรงนี้ไม่ได้ไปไหน เมื่อลูกตื่นขึ้นมาก็จะเห็นว่าแม่อยู่ตรงนี้
บอกให้ลูกรู้ว่าแม่รักเขา โอบกอดเบาๆ แต่แนบและหนักแน่นจนเขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
ลูกจะเข้านอนด้วยความสุข
ถ้าการไม่ยอมนอนเกิดจาก ยังมีความตื่นเต้นกับการเล่นของเล่น ตื่นเต้นกับการเล่นกับคุณพ่อคุณแม่
ตรงนี้แก้ไขโดยที่เมื่อถึงเวลานอนเราควรลดสภาพแวดล้อมไม่ให้มีสิ่งกระตุ้น
จัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบสงบ นิ่งๆ เด็กจะเข้านอนได้ง่ายขึ้น
จะเห็นว่าการแก้ไขปัญหาการที่ลูกไม่ยอมเข้านอนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก
เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องวิเคราะห์และเข้าใจธรรมชาติและเหตุปัจจัยที่ทำให้เด็กไม่ยอมนอน
และดำเนินการแก้ไขด้วยอารมณ์ที่สงบ ใจเย็น ไม่ต้องรีบเร่ง บางครั้งก็ต้องยอมผ่อนปรนบ้าง
ค่อยเป็นค่อยไป ทำไปเรื่อยๆ ปัญหานี้จะผ่านพ้นไปด้วยดี
และไปเพียงแต่ละวันจะผ่านพ้นไปด้วยดีเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานที่ทำให้ลูกเชื่อมั่น
และผูกพันในตัวคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพต่อไปในอนาคต
(update 18 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มีนาคม 2005]
|