ศิลปะเพื่อ (ว่าที่) ศิลปิน

"ไหนเตยลองเล่าให้คุณหมอฟังหน่อยซิคะ...ช่วงก่อนนอนเตยทำอะไรบ้าง”

"...ผมก็จะอาบน้ำ แปรงฟัน ใส่ชุดนอน เข้าไปในห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ บางครั้งก็คุยกันนิดหน่อย บางครั้งก็นาน แล้วก็ชวนน้องตาลไปนอนที่ห้องของเรา... บางครั้งเราก็คุยกันต่อในห้องของเรา แต่บางทีคุยนานเกินไป คุณพ่อคุณแม่มองเห็นไฟจากห้องของเรา ก็อาจจะเดินมาสั่งให้นอนหรือาจจะดุก็ได้...”

ถ้อยความยาวเหยียดเป็นชุด ทำให้จิตแพทย์คู่สนทนาอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้

เรื่องราวจากคำบอกเล่าของพ่อหนูเตยคนนี้ ทำให้จิตแพทย์ทราบว่า พ่อหนูดูแลตัวเองได้ดี และยังมีความสัมพันธ์กับสมาชิกครอบครัวคนอื่น คือ คุณพ่อ คุณแม่ และน้องตาลในระดับที่น่าพอใจ ที่น่าชื่นใจกว่านั้น เตยยังทำให้จิตแพทย์เชื่อมั่นว่า พ่อหนูเริ่มส่งสัญญาณความไว้วางใจต่อการเปิดเผยเรื่องราวในชีวิตให้จิตแพทย์รับรู้

"...อือม์... ถ้าเวลาคุณแม่ดุ ...คุณแม่ดุยังไงบ้างคะ”
"โห... บางทีเป็นชุดเลย บางทีก็ดุนิดเดียว”
"งั้น ลองเล่าอย่างดุนิดเดียวก่อนนะ”
"คุณแม่ก็จะบอก...ดึกแล้ว นอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้า... จริงๆ ไม่ต้องดุก็ได้ พูดธรรมดาก็นอนอยู่แล้ว...”

ท้ายประโยคนี้ หนุ่มน้อยวัยย่างแปดขวบ ทำตาปะหลับปะเหลือกเล็กน้อย
"อ้าว! แล้วเวลาดุเป็นชุดล่ะ”
"โห.. อันนี้คุณพ่อเป็นมากกว่า พ่อชอบบอกว่า เดี๋ยวก็ตื่นไม่ไหว หรือไม่ก็ว่าผมจะนอนไม่พอ หาว่าผมหลับในห้องเรียน แต่ผมก็เรียนไม่ค่อยเก่งเองอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับหลับในห้องเรียนสักหน่อย...”
"ดูเหมือนคุณพ่อเป็นห่วงการเรียนของเตยมากนะคะ”

จิตแพทย์เริ่มโยงเข้าหาประเด็นที่ชักนำให้คุณพ่อคุณแม่นัด ด.ช.เตย มาสู่ระบบการรักษา
"ช่าย...ตอนสวดมนต์ก่อนนอนผมยังขอให้ผมเรียนหนังสือเก่งๆ ...เก่งมากๆ”

ท้ายเสียงของพ่อหนูแผ่วและหดหู่ จนจิตแพทย์นึกอยากได้เครื่องเอ็มพีสามอัดเสียงนี้ เก็บไว้ให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง
...เค้าจะรู้ไหมนะ ว่าลูกรักคนนี้กำลังเจ็บปวดกับภาพลักษณ์ด้านการเรียนของตนเองขนาดนี้
"หมอดีใจ ที่เตยอยากเป็นคนเก่ง...แต่ดูเหมือนพอพูดถึงเรื่องนี้ เตยไม่ค่อยสบายใจ”
"ที่จริง ผมไม่ได้อยากเป็นคนเก่งหรอกครับ... คือว่า ผมอยากเป็นครูศิลปะมากกว่า”

...นั่นไง...ในความมืด ก็มักมีแสงสว่างเป็นความหวังบ้างเสมอ ในที่สุดจิตแพทย์ที่กำลังห่วงใยความรู้สึกด้านลบของ ด.ช.เตย ก็เริ่มมองเห็นหนทางคลี่คลายปัญหา

จะว่าไปแล้ว น้องเตยต่างหากที่เป็นผู้มองเห็นหนทางของตนเอง เพียงแต่อาจต้องการจิตแพทย์ช่วยสร้างความกระจ่างแก่พ่อแม่ เพื่อการสนับสนุนน้องเตยไปสู่หนทางความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

"...ผมชอบเรียนศิลปะครับ วิชานี้ผมได้คะแนนเยอะที่สุดในห้องเลย...”
"แล้วคุณพ่อคุณแม่ว่าไงคะ”
"คุณพ่อคุณแม่ก็ชอบครับ แต่ก็บอกว่า...ทีวิชาเลขหรือวิชาสำคัญๆ ทำไมไม่ตั้งใจให้มันดีบ้าง... คุณพ่อก็เลยให้ผมไปเรียนพิเศษเลขกับภาษาอังกฤษ บอกว่าจะได้ทันเพื่อน”

"แล้วเตยคิดยังไงคะ”
"ก็เรียนได้ครับ แต่ยังไงผมก็ยังอยากเป็นครูศิลปะอยู่ดี”
"หมอชอบจังเลยที่เด็ก ป.3 อย่างเตย รู้แล้วว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร...”
"แต่พ่อเค้าคิดว่าผมยังเด็กเกินไป แล้วเป็นครูศิลปะก็ไม่เห็นจะดีตรงไหน... พ่อบอกว่าโรงเรียนสอนศิลปะมันไกลบ้าน ถ้าผมไม่ได้เรียนพิเศษที่โรงเรียนศิลปะ คุณหมอว่าโตขึ้นผมจะเป็นครูสอนศิลปะได้ไหมครับ...”

โถ...ช่างตั้งคำถาม...
"แล้วเตยคิดว่าเป็นได้มั้ยล่ะค่ะ”
"ก็น่าจะได้ครับ ผมจะฝึกจากที่ครูในโรงเรียนเค้าสอนแล้วก็ฝึกเองที่บ้านด้วย แต่คุณแม่บอกว่า ถ้าไม่ไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนศิลปะก็จะไม่มีโอกาสประกวดแล้วคงจะเก่งได้ยาก แต่ถ้าไปเรียน ก็ไม่คุ้ม...”

บทสนทนาในห้องตรวจนั้นดำเนินต่อไป แต่คำถามใสๆ สะกิดใจจิตแพทย์ไม่น้อย

เด็กหลายคนมีแววแห่งการเติบโตทางศิลปะ แต่ด้วยกรอบความคิดของสังคม และด้วยค่านิยมของพ่อแม่ การส่งเสริมอาจเป็นไปอย่างขลุกขลักบ้างในชีวิตยุคใหม่ที่การเรียนพิเศษกลายเป็นคำตอบสำเร็จรูปสู่บันไดอนาคตทุกอาชีพ

ศิลปินเกิดได้โดยไม่ต้องอาศัยโรงเรียนสอนพิเศษวิชาศิลปะค่ะ

ศิลปะเป็นเครื่องสนับสนุนให้เด็กมีการแสดงออกตั้งแต่เยาว์วัย เด็กจะเติบโตอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ และยังสามารถก้าวไปสู่การมีบุคลิกภาพภายนอก คือ ท่วงท่าลักษณะที่ดี จากบุคลิกภายใน คือ ความภาคภูมิใจในตนเองที่เป็นเลิศบนฐานของความเชื่อมั่นอย่างผ่อนคลาย

เด็กๆ จะผ่านขั้นตอนของพัฒนาการด้านศิลปะจากวิธีลองผิดลองถูกในวัยเตาะแตะ ซึ่งใช้กล้ามเนื้อมือเล็กๆ กุมแท่งสีขีดเขี่ยให้สายตาและมือประสานกันโดยปราศจากขอบเขตของจินตนาการ เมื่อก้าวสู่วัยเรียน การเขี่ยเริ่มกลายเป็นการเขียนที่มีทิศทาง ซึ่งจะช่วยเร้าให้เด็กเชื่อมั่นในตนเองและจูงใจให้แสดงความรู้ ความสามารถตลอดจนอารมณ์และภาพฝันเฉพาะตัว

ตั้งแต่ 7 ขวบเป็นต้นไป หนูน้อยเริ่มปรับสภาพเพิ่มวุฒิภาวะขึ้นเรื่อยๆ การแสดงความคิดจะเริ่มเป็นสัญลักษณ์ที่เหมือนจริงมากขึ้น แต่จะมีความเฉพาะตัวค่อนข้างชัดเจน ก่อนที่จะถูกแต่งแต้มเพิ่มเติมด้วยการผนวกเอาลักษณะความเป็นจริงของสิ่งแวดล้อมเข้ามาในงานศิลปะของตนมากขึ้นในช่วงวัยต่อไป

และที่สำคัญ แก่ของการส่งเสริมศิลปะในเด็ก ก็คือการส่งเสริมให้พ่อหนูแม่หนูมีความสุขกับ “วิธีทำงาน” มากกว่า “ผลงาน” เฉกเช่นเดียวกับที่เราส่งเสริมให้เด็กมีความสุขกับ “ความพยายาม” มากกว่า “คะแนน”

นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ลูกทำงานศิลปะยังแถมโบนัสให้คุณพ่อคุณแม่ชื่นใจได้อีกด้วย เพราะขณะที่หนูๆ สุขีกับ “การทำงานศิลปะ” นั้น สมองน้อยๆ ก็กำลังพัฒนาความคิดริเริ่มการดัดแปลงและประยุกต์สิ่งใหม่ๆ อย่างคล่องแคล่ว มีความยืดหยุ่นของความคิดที่สามารถสัมพันธ์กับทักษะการพูด ทักษะการทำงานที่ว่องไว และไม่ยึดติดกับกรอบซ้ำๆ เดิมๆ ด้วยกระบวนการคิดที่ละเอียดลออ พิถีพิถันในรายละเอียดที่คนไร้ศิลปะอาจมองข้ามไป

ศิลปะจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นของว่าที่ศิลปินเท่านั้น แต่ยังจำเป็นสำหรับการเสริมแต่งจิตวิญญาณและสติปัญญาของว่าที่นักวิทยาศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ นักการพูด วิศวกร ฯลฯ

การตระเตรียมโอกาสให้ลูกสร้างงานศิลปะ ด้วยการจัดวางมุมเศษวัสดุให้ท้าทายสายตาและความสร้างสรรค์ของเด็กจึงเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน วัสดุไร้ค่า เช่น แกนกระดาษชำระ กล่องพลาสติก กระดาษลูกฟูก ริบบิ้นสีสวย กาวลาเท็กซ์ เทปกาว กรรไกร ฯลฯ อาจกลายเป็นประติมากรรมเลิศหรูด้วยฝีมือของเจ้าหนูที่กำลังต้องการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน

เช่นเดียวกับที่มุมระบายสีรกๆ อาจเป็นที่มาของจิตรกรตัวน้อยที่ก้าวไปเป็นศิลปินตัวจริงในอีกหลายปีข้างหน้า


(update 29 มีนาคม 2006)
[ ที่มา.. teen&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 118 มกราคม 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600