เมื่อลูกอยู่ในวัย 6 หรือ 7 เดือน พ่อแม่จะเริ่มสังเกตได้ว่า ยามที่ลูกยิ้มเห็นตุ่มขาวๆ ที่เหงือกของลูก ผู้ใหญ่บางคนเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความเสียใจ แน๊ะ
ดอกไม้บานแล้ว
ซึ่งมีความหมายว่าฟันคู่แรกของลูกโผล่พ้นเหงือกขึ้นมาให้ได้ชื่นใจกันแล้ว
จากนั้นอีกราว 2-3 เดือน ดอกไม้ 4 ดอกก็บานตามมานั่นก็คือ ฟัน 2 คู่หน้าล่างและบน และแล้วฟันในปากของลูกจะเพิ่มขึ้นตามมาอีกหลายซี่ทั้งหมดนั้นเป็นที่รู้กันว่า มันคือฟันน้ำนมของลูก ที่คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ มักให้ความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะหมั่นใช้ผ้าขาวบางๆ ชุบน้ำเช็ดเหงือกเช็ดฟันให้เจ้าตัวน้อยทั้งเช้าเย็น การใช้ด้ายรูดซอกฟันหรือคอยให้ยาเสริมฟลูออไรด์ให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อฟันซี่แรกของลูกมีอายุครบ 6 เดือน พ่อแม่ก็จะพาไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก เพื่อให้คุณหมอได้เช็กสุขภาพปาก-ฟัน-เหงือก แถมยังทำให้ลูกได้คุ้นเคยกับบรรยากาศ และให้สบายใจได้เลยว่าคุณหมอฟันนั้นแสนจะใจดีมากๆ ด้วย
คุณวิชุดา คุณแม่ผู้น่ารัก ก็เป็นอีกท่านที่ดูแลสุขภาพฟันและเหงือกของหนูวีลูกสาวแสนรักวัย 2 ขวบ โดยวิธีข้างต้นทุกประการ
แต่
ใครจะไปคาดถึง
ที่วันนี้หนูวีต้องสูญเสียฟันหน้าไปถึง สองซี่
ด้วยสาเหตุจากอุบัติเหตุ
ดูคุณวิยังโกรธโทษตัวเองอยู่ไม่หาย เพราะได้ยินเธอพูดซ้ำหลายครั้ง ด้วยประโยคว่า รู้งี้วางจานชามที่กำลังล้าง แล้วรีบๆ มาเช็ดพื้นซะ ก็ไม่เกิดเรื่อง
เรื่องของเรื่องก็คือ
เมื่อเช้านี้ ขณะที่คุณวิกำลังง่วนอยู่กับการล้างจานชามอยู่ที่หน้าอ่างล้างจาน หนูวีลูกสาวก็ง่วนกับการดื่มน้ำจากแก้วพลาสติกที่คุณแม่วางไว้ให้บนเก้าอี้ ดื่มน้ำหกบ้างคุณวีก็เห็น แต่เมื่อลูกสาวเดินเลี่ยงไปเช่นตุ๊กตาในกล่อง คุณวีจึงหันกลับมาล้างจานต่อ
โดยไม่คาดเลยว่าลูกสาวที่รักเดินกลับมาที่โซฟาอีก
แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้
เมื่อหนูวีเหยียบน้ำที่ทำหกไว้บนพื้น
ผลก็คือลื่นหกล้มคว่ำหน้า
ร้องไห้เสียงดัง คุณแม่รีบวิ่งมาอุ้มลูกทันที สิ่งที่พบเห็นแทบทำให้คุณแม่ต้องร้องไห้ตามลูก คือพบว่าเลือดกลบปากน้องวี ริมฝีปากฉีก ฟันของลูกหักสองซี่
เกือบครึ่งหนึ่งของเด็กที่อายุ 15 ปี ต้องเคยบาดเจ็บฟันหักและเหงือกจากการชนกระแทกมาก่อน หลายครั้งที่กุมารแพทย์ต้องดูการบาดเจ็บของฟันเด็กแทนทันตแพทย์ครับ ทั่วไปกุมารแพทย์จะช่วยเหลือเบื้องต้น ประเมินความรุนแรง หากจำเป็นก็จะแนะนำให้พบทันตแพทย์ต่อไปครับ
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
1. เมื่อมีการบาดเจ็บที่ฟันและเหงือกขอให้คิดไว้เสมอครับว่า ฟันและเหงือกเป็นอวัยวะบนใบหน้าและศรีษะ การบาดเจ็บหมายถึงการบาดเจ็บองใบหน้าและศรีษะ ดังนั้นการดูอาการบาดเจ็บร่วมกับของอื่นที่ใกล้เคียงด้วย เช่นมีการแตกหักของกระดูกใบหน้า โหนกแก้ม ขากรรไกร หรือไม่ ถ้าใบหน้าบวม อ้าปากไม่ได้ เจ็บขากรรไกร โหนกแก้ม ดั้งจมูก เบ้าตายุบ ตามัว ให้คิดไว้ว่าอาจมีการแตกหักของกระดูกเหล่านี้ หรือมีการบาดเจ็บดวงตาร่วมด้วย ที่สำคัญอีกอย่างคือการบาดเจ็บของสมอง หากมีอาการอาเจียน ซึมลง นอนหลับมากขึ้นผิดปกติ ให้นำพบแพทย์เพื่อตรวจหาการบาดเจ็บของสมอง
2. ในเด็กเล็ก เมื่อมีการชนกระแทกบริเวณปากและฟัน จะมีการฉีกขาดของเหงือกทำให้เกิดเลือดออกได้มาก เพราะบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดมาก การห้ามเลือดอย่างถูกวิธีจึงมีความจำเป็น วิธีการคือการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นวางบนเหงือกที่มีการฉีกขาดและใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดบีบเหงือกบริเวณนั้นไว้ การอมน้ำแข็งช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ลดบวมได้ แต่ไม่ได้ทำให้เลือดหยุด ดังนั้น การให้เด็กอมกลั้วน้ำเย็นได้ เมื่อเลือดหยุดแล้ว
3. ในเด็กเล็กเมื่อมีการล้มกระแทก การบาดเจ็บของฟันน้ำนมที่พบบ่อยคือฟันแตกหัก บิ่น หรือฟันน้ำนมจะยุบหายเข้าไปในกระดูขากรรไกรบริเวณฐานฟันซี่นั้นๆ การยุบตัวของฟันนี้อาจส่งผลต่อการพัฒนาของฟันแท้ได้ จึงควรนำส่งทันตแพทย์เพื่อตรวจสอบด้วย
4. หมั่นตรวจสอบบาดแผลภายในสมองสัปดาห์แรก เพราะอาจมีการติดเชื้อที่บริเวณฟันตามมาอีกก็ได้เนื่องจากแบคทีเรียในปากมีเป็นจำนวนมากและสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อ เป็นหนองตามมาได้
5. ในเด็กโตเมื่อมีการกระแทกฟันแท้จะแตกหัก หรือหลุดออก ในบางกรณีทันตแพทย์สามารถรักษาฟันนั้นได้ ดังนั้นเราต้องเก็บฟันแท้ที่หลุดออกนี้มาส่งให้ทันตแพทย์ให้เร็วที่สุด และเก็บอย่างถูกวิธี ขั้นที่หนึ่งคือ ต้องจับฟันส่วนที่เป็นปลายฟัน ไม่ใช่ส่วนรากฟัน แล้วล้างให้สะอาด อาจล้างด้วยน้ำเกลือ หรือนม ถ้าหาไม่ได้ให้ล้างด้วยน้ำประปา (เนื่องจากมีคลอรีน ให้พยายามใช้น้ำเกลือและนมก่อน) ห้ามขัดสีฉวีวรรณฟันโดยใช้แปรงในขณะนำส่ง วิธีการเก็บรักษาฟันที่ดีที่สุดคือ การเก็บไว้ในตำแหน่งเดิมของฟัน โดยให้เสียบฟันที่ล้างแล้วเข้าไปในร่องฟันเดิมและให้เอาผ้าสะอาดห่อไว้ก่อนที่จะให้เด็กกัดฟัน และนำส่งพบทันตแพทย์ หรืออาจให้เด็กอมฟันแท้ที่หลุดออกมานั้นไว้ระหว่างเหงือกล่างกับกระพุ่งแก้ม ถ้าไม่สามารถทำได้ให้แช่ฟันที่ล้างแล้วไว้ในน้ำเกลือหรือนมจืดระหว่างนำส่งพบทันตแพทย์
การป้องกัน
ปัญหาการหกล้มหน้าคว่ำเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลเป็นการพิเศษยิ่งฟันคู่แรกของลูกโผล่พ้นเหงือก ยิ่งต้องใกล้ชิดและให้ลูกรักอยู่ในสายตา
วัยซน เด็กวัยหนึ่งขวบขึ้นไปเริ่มเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น เริ่มจากเริ่มเดิน วิ่ง จนถึงปีนป่าย วัยนี้เป็นวัยเริ่มซน แต่ไม่รู้จักการระมัดระวังตัวเอง จุดเสี่ยงให้เด็กสะดุดล้มได้ง่ายในบ้านเช่น พื้นที่มีความต่างระดับบันไดบ้าน โดยเฉพาะที่มีความสูงชัน พื้นที่ลื่น เช่น พื้นเปียก ไม่ว่าจะเพิ่งเช็ดถูหมาดๆ -ทำน้ำหก หรือ-มีรอยคราบลื่นๆ มันๆ ที่เกิดจากการเช็ดถูที่ไม่เกลี้ยง หรือแม้แต่การเช็ดถูที่เนี้ยบจนเกินเหตุด้วยร้ำยาอาบมันเพื่อความเงางามสุด (แต่อันตรายมาก) อีกอย่างหนึ่งคือการวางของระเกะระกะตามพื้นไม่ว่าจะเป็นของเล่น ของใช้ เป็นต้น
สำหรับบ้านที่มีสมาชิกเด็กๆ หลายวัยก็ควรฝึกฝนให้เด็กรับผิดชอบ โดยเก็บของเล่นให้เข้าที่ทุกครั้งหลังการเล่น พร้อมสอนเด็กๆ ว่า การทิ้งของเล่นเกลื่อนพื้นนั้น จะทำให้คนอื่นในบ้าน หรือแม้แต่ตนเองอาจเผลอเดินเหยียบ หรือเดินสะดุดเข้า ก็จะหกล้มได้รับบาดเจ็บได้ ยิ่งของเล่นโดยเฉพาะพวกรถคันจิ๋วมีล้อทั้งหลาย หากทิ้งที่ใต้หรือเชิงบันไดก็ยิ่งเสี่ยงเหลือเกินที่เด็ก (และผู้ใหญ่) จะเดินเหยียบและไถลฟาดฟื้น
กระจกใส ที่กั้นระหว่างห้อง เป็นอีกจุดที่น่าห่วง บางบ้านแก้ปัญหาด้วยการติดสติกเกอร์สีสดๆ ตัวโตๆ โดยหวังจะสังเกตได้ง่ายว่า เนี่ย
กระจกนะจ๊ะ
อ่างอาบน้ำ
น่าดีใจที่มีหลายๆ บ้านใช้วิธีทุบทิ้ง หากสมาชิกในบ้านมีเด็กและผู้สูงวัยแล้วเปลี่ยนยืนอาบ ซึ่งนั่นย่อมปลอดภัยกว่าการก้าวเข้าก้าวออกยามจะใช้อ่างอาบน้ำ ถึงอย่างไรก็ไม่ควรละเลย ยางกันลื่น (ที่มีคุณภาพดีและกันลื่นได้จริงๆ เพราะบางยี่ห้อพอโดนน้ำเข้าหน่อย กลับทำให้ลื่นยิ่งกว่าไม่ได้ปูซะด้วยซ้ำ!)
พื้นห้องน้ำ
นี่คือจุดที่เกิดอันตรายบ่อยที่สุด แต่มักถูกละเลย
บางบ้านพื้นมันเงาวับ นั้นมันหมายถึง ใครเผลอเป็นพลาดพลั้งลงไปกองกับพื้นหรูนั้นทันที
(อ้อ..เกือบลืมให้ระวัง..ห้องน้ำที่ขาดการเหลียวแลจากขัด จนปล่อยให้คราบสบู่เลอะเกรอะกรังตามพื้น หรือแม้แต่ซอกพื้นห้องน้ำหลายๆ จุด ซึ่งช่วยให้โอกาสจะล้มฟาดพื้นเพิ่มเติมมากขึ้น)
วันเรียน เหมือนเราจะเบาใจเมื่อเจ้าจอมซ่าส์ ก้าวสู่วัย 6-12 ขวบ แต่เมื่อดูสถิติการล้มคว่ำคะมำหงายก็เห็นทีจะปล่อยปละละเลยไม่ได้แน่
นักบู๊
มนุษย์อภินิหาร..จอมแปลงร่าง
สารพัดสารพันที่พวกเขานึกฝันอยากเป็นฮีโร่เช่นที่เห็นในทีวี
ที่พร้อมจะกระโดดลอยตัวลงมาจากบนโซฟาบนบันไดสูงหรือบนเตียงสองชั้น การกระโดดถีบเหล่าวายร้าย หรือกลับหลังกลับหน้าตีลังกาด้วยท่าไม้ตาย
ฯลฯ
ทั้งหลายนี้มิใช่เป็นการกีดกั้นจิตนาการอันบรรเจิดของเด็กๆ แต่ประการใดเลย ที่ผู้ใหญ่จะต้องห้ามปรามและพึงสอนถึงอันตรายก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ซึ่งนั่นรวมทั้งพฤติกรรมของจอมซ่าส์ที่เห็นกันจนเจตนา เช่น การผลักกันไปมาในขณะเดินตามถนน..เดินตามที่จอดรถ
เดิน (วิ่ง) ตามขอบสระว่ายน้ำ
และ พึงเลิกประพฤติหรือพึงหลีกหนี เจ้าพวกนิยมการโยนหรือเขวี้ยงลูกบอล ลูกบาส ใส่หน้าผู้อื่น เพื่อสนองความสะใจของตน โดยไม่สนใจความเดือดร้อนเจ็บปวดของผู้อื่นเลย จอมซ่าส์วัยเรียน กิจกรรมเยอะเสมอในยามอยู่บ้าน (ก็ดีกว่าติดแหมะอยู่ที่หน้าจอเล่นเกมล่ะน่า) ประตูห้องต่างๆ จึงตึงๆ ตังๆ เพราะเปิดเข้าเปิดออกอยู่เสมอ จึงต้องสอนลูกสอนหลานไว้แต่เนิ่นๆ ว่า อันการเปิดและปิดประตูนั้น ไม่ควรรีบๆ เปิดพรวด หรือปิดโครมเข้าไปเลย
เพราะมีโอกาสเหลือเกินที่จะไปกระแทกคนอื่นที่ยืนงงอยู่ใกล้ๆ แล้วลองคิดดู
หากเจ้าน้องตัวเล็กๆ กำลังคลานอยู่ที่หน้าบานประตู?
โรลเลอร์เบรด-สเกตบอร์ด
ฯลฯ
หรือเครื่องเล่นติดล้อทั้งหลายนั้น แม้จะห้ามกันจนปากถึงหัวเข่าก็คงหยุดกันยาก จะยกสถิติแห่งการบาดเจ็บที่สูง ซ้ำยังเจ็บหนักกว่าพวกฝรั่ง (เพราะเด็กไทยไม่ค่อยมีใครใส่เครื่องป้องกันร่างกายเช่นพวกเขา) ก็คงยังไม่ได้ผล จึงได้แต่วิงวอนว่าขอให้เข้าคอร์สฝึกฝนจากคุณครูผู้ชำนาญให้จบหลักสูตรก่อนเถิด จึงออกมาโฉบโชว์ และผู้ใหญ่คงต้องจัดให้เด็กเล่นให้เป็นที่เป็นทาง
สนามเด็กเล่น หากที่ใดเป็นพื้นทรายหนานุ่ม ย่อมสมควรจะยกย่องชมเชยผู้ออกแบบก่อสร้างที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กๆ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวอย่างของที่ดีมากแก่เพื่อนร่วมอาชีพ ที่ทำพื้นสนามเด็กเล่นด้วยด้วยวัสดุที่แข็ง-คม-ขรุขระ (เช่น พื้นคอนกรีต ยางมะตอย หิน) โดยไม่แคร์สักนิดเลยว่า
หากเด็กๆ พลั้งพลาดหกล้มจะเจ็บหนักเพียงใด?
ก็จริงอยู่
ในยุคที่ทุกคนต้องประหยัด เด็กดีก็ควรเข้าใจ และให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่แต่นั่นก็ไม่ใช่หมายถึงเราจะมองข้ามความปลอดภัยของลูกรักไปเลย หรือแม้แต่หลายท่านก็อาจนึกไม่ถึงมาก่อนว่า
การซื้อกางเกงขายาวให้ลูก โดยหวังว่าให้ใส่ได้นานๆ ๆนั้น (หุ่นไซด์เอส แต่ซื้อกางเกงไซด์แอล_! บางทีมันไม่คุ้มกันเลย หากลูกต้องบาดเจ็บสาหัส เพราะการเดินหรือวิ่งสะดุดขากางเกงที่ยาวเกินตัว...
(update 30 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.155 June 2006]
|