เลี้ยงลูกสักคนจากเล็กจนโตไม่ใช่เรื่องง่าย คุณพ่อคุณแม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพ ไม่อยากให้เจ็บป่วย ห่วงเรื่องอาหารการกิน การเจริญเติบโต ห่วงเรื่องพัฒนาการ ความฉลาด ความสุขทางอารมณ์ของเด็กๆ แต่อย่าลืมห่วงเรื่องความปลอดภัยด้วยนะครับ!
ความไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นพลัดตกหกล้ม จมน้ำ รถชน ไฟดูด น้ำร้อนลวก กินสารพิษ
หรืออะไรก็แล้วแต่ อาจส่งผลเพียงชั่วพริบตาเปลี่ยนเด็กที่ดีๆ คนหนึ่งให้กลายเป็นเด็กที่เจ็บป่วย
พิการ พัฒนาการช้า และมีสภาพจิตไม่ปรกติได้ครับ แม้รักลูกคอรัมน์นี้จะพยายามที่จะขยายความเรื่อง
ความปลอดภัยสู่พ่อแม่มากกว่าสองปีแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอครับ! สถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง
วันนี้เราลองมาติดตามสถานการณ์กันดูครับ
โรงเรียนอันตราย
เมื่อก่อนเรามักได้ยินแต่เรื่องของประเทศอื่น เช่น ปี พ.ศ. 2542 เดือนเมษายน ทั่วโลกต้องช็อกกับข่าว 2 นักเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดคลั่งนาซี ถือปืนกลไล่สาดกระสุนใส่เพื่อนนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน ตาย 16 ศพ สาหัส 23 คน
เดือน มิ.ย. 2543 อดีตภารโรงญี่ปุ่นควงมีดยาวไล่ฟันเด็กประถมในห้องเรียน ในเขตอิเคดะ โอซากา ผลก็คือเด็กตาย 8 ศพ สาหัส 20 คน เมื่อย้อนกลับมาดูบ้านเรากันเองแล้วก็โล่งใจว่า เฮ้อ..แม้พวกเราจะยากจนกว่าเขา แต่นักเรียนของเราก็ยังปลอดภัยกว่าบ้านเมืองอื่น
- แต่แล้วในเดือนกันยายน ปี 2548 ความ โล่งใจ ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คงจะไม่มีอีกต่อไปเมื่อจู่ๆ ก็มีสาวที่มีปัญหาทางจิต ที่ชื่อ จิตรดา ถือมีดวิ่งเข้ามาในโรงเรียนเอกชนย่านสีลม แล้วก็เปิดฉากไล่ทิ่มไล่แทงเด็กนักเรียนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แม้ว่าจะยังโชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต แต่นักเรียนหญิงบาดเจ็บจากคมมีด 4 คน และหวาดหวั่นขวัญผวาไปทั้งประเทศ
- โดยเฉพาะคนเป็นพ่อเป็นแม่ แทบไม่มีกะจิตกะใจอยากให้ลูกไปโรงเรียน แถมเกิดความปริวิตกอยู่ตลอดเวลาว่า
แล้วลูกของฉันจะโดนเข้าบ้างหรือไม่ !??
- ในเวลาใกล้ๆ กัน เด็กประถม 1 โรงเรียนเอกชนดังแห่งหนึ่งขึ้นบันไดหนีไฟไปถึงชั้น 5 ก่อนปีนป่ายตกลงมาเสียชีวิต
ตามด้วยเด็กนักเรียนอีกแห่งจมน้ำเสียชีวิตในชั่วโมงเรียนว่ายน้ำ
- ย้อนหลังไปอีกสักหน่อยจะพบว่าเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอด
- 18 พ.ย. 47 (สมุทรปราการ) พัดลมเพดานในห้องเรียน ที่อยู่ในสภาพเก่าซอมซ่อ เกิดร่วงลงมาใส่หัวของนักเรียนมัธยมปลาย ขณะที่กำลังนั่งเรียนวิชา สุขศึกษา ผลก็คือศรีษะเป็นแผลฉกรรจ์และกะโหลกร้าว
- 5 พ.ย. 47 (อุดรธานี) นักเรียนชาย ม.3 โดนเสาประตูฟุตบอลล้มทับเสียชีวิต เนื่องจากครูสั่งให้โหนเสา เพื่อทดสอบสมรรถภาพในวิชาลูกเสือ !
- 4 พ.ย. 47 (สุพรรณบุรี) เด็กน้อยวัย 8 ขวบ ถูกชิงช้าในโรงเรียนล้มทับ จนหน้าผากยุบ ..และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เมื่อข่าวช็อกสังคมเกิดขึ้นเช่นนี้ ในปี 2549 นี้พวกเราคงอยากเห็น มาตราการรักษาความปลอดภัยสำหรับเด็กๆ
ในโรงเรียนที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและเชื่อใจได้ คงอยากเห็น ผู้บริหารโรงเรียน
ผู้กำหนดนโยบายระดับกระทรวงศึกษาธิการ และนักการเมืองทั้งหลายเอาจริงเอาจังกับมาตราการความปลอดภัยที่เคร่งครัด
และให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจัง พ่อแม่และเด็กเองก็ควรตระหนักในเรื่องความปลอดภัย
และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความปลอดภัยในโรงเรียนด้วย
พวกเราเครือข่ายพ่อแม่คงจะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้แล้วครับ ในปี 2549 นี้คงต้องช่วยกันกระตุ้นให้กระทรวงศึกษาธิการ
กับท่านรัฐมนตรีจาตุรนต์เอาจริงเอาจังกับเรื่องความปลอดภัย ช่วยกันทุกโรงเรียนนะครับ
สถิติการบาดเจ็บในเด็กซึ่งพบว่าร้อยละ 18 เกิดการบาดเจ็บในโรงเรียน จะได้ลดลงในปี 2549 นี้
บ้านและชุมชนก็อันตราย
กลับมามองดูที่บ้าน และในบริเวณชุมชนกันบ้างผมนั่งอ่านแฟ้มบันทึกกรณีอุบัติเหตุในรอบปี 47-48 ก็ทำ ให้ไม่สบายใจ เด็กหลายต่อหลายรายถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวโดยลำพัง..หรือไม่ก็ผู้ดูแลเด็กเผอเรอไม่ตระหนักในความเสี่ยงที่อยู่รอบตัวเด็ก
- ต.ค. 2547 (ยโสธร) หนูน้อยวัย 2 ขวบครึ่งเสียชีวิต เพราะตกตูมตกลงไปในหม้อข้าวร้อนๆ ที่วางไว้กับพื้น ในศูนย์เด็กเล็กของชุมชน
- กรณีเด็กชายวัย 3 ขวบ ที่ร่วงลงมาจากชั้นที่ 21 ของคอนโดหรูกลางกรุง เหตุก็เพราะเจ้าหนูขึ้นไปเล่นบนโซฟาตัวใกล้หน้าต่าง ที่เปิดอ้าซ่าระบายลม แล้วก็คงปีนป่ายจนพลัดร่วงลงไปกระแทกพื้นถนน และจบชีวิตน้อยๆ ลงอย่างน่าสังเวช
- ถาม ขณะนั้นใครเป็นคนดูแลเด็ก ?
- ตอบ คุณน้าและคุณยาย
- ถาม ขณะเกิดเหตุกับเด็ก ผู้ใหญ่กำลังทำอะไร ?
- ตอบ กำลังนั่งกินข้าว..โดยไม่รู้เลยว่าขณะนั้นหลานอยู่ที่ไหน ? และกำลังทำอะไร ?!!
- หรือกรณีน้องบีวัยเพียง 11 เดือน ถูกทิ้งให้เล่นคลุกกับพื้นตามลำพัง โดยคุณยายเข้าครัวทำอาหารเย็น ครั้นเมื่อยกกับข้าวออกมา ก็เห็นหลานชายกำลังดิ้นทุรนทุราย น้ำลายฟูมปาก และข้างตัวหลานมีขวดกระทิงแดง พร้อมด้วยน็อตเหล็กตกอยู่เกลื่อนพื้น คุณยายรีบพาหลานไปโรงพยาบาล
แต่ไม่ทันการ น็อตเหล็กอุดหลอดลมจนน้องบีถึงแก่ชีวิต
- กรณีพี่น้องสองศรี (6 ขวบและ 11 เดือน)ที่ถูกพระเพลิงเผาจนเกรียม เหตุเพราะตะเกียงน้ำมันก๊าดล้ม และเกิดติดไฟขึ้น ในขณะที่เด็กหญิงทั้งสองกำลังนอนหลับสนิทโดยลำพังเพียงสองคน
- นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรายที่เสียชีวิตจากการจมน้ำในบ้าน ในปีหนึ่งๆ เด็กไทยจมน้ำราว 1,400 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 38
เป็นเด็กเล็กเสียชีวิตในบ้าน จากถังน้ำ กะละมัง บ่อน้ำเล็กๆ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่ติดกับตัวบ้าน
เพียงเพราะพ่อแม่เผลอชั่วขณะเท่านั้น
แม้ว่าแนวโน้มการเสียชีวิตของเด็กเล็กจากอุบัติเหตุในภาพรวมจะไม่สูงขึ้นก็ตาม แต่อัตราการเสียชีวิตก็ลดลงช้ามาก แม้สื่อหลายแหล่ง หน่วยงานหลายหน่วยกำลังสนใจกับเรื่องความปลอดภัยในเด็ก แต่การสื่อสารสู่พ่อแม่ยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควรพ่อแม่หลายคนยังขาดความตระหนักในความเสี่ยงบางคนยังไม่มีความรู้ในการป้องกัน เราคงต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหานี้ ทั้งภาครัฐและเอกชน
พ่อแม่เองก็คงต้องให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัยของเด็กให้มาก ต้องรู้ว่าเด็กไทยอายุ 1-14 ปี
เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่งมากว่า 11 ปีแล้ว กว่า 3,300 คนต่อปีต้องตายจากอุบัติเหตุ
คิดเป็นอัตราการตายกว่า 22 ต่อเด็ก 100,000 คน และจะยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เปลี่ยนนิสัย
ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลเด็กกัน
บนถนนยิ่งอันตราย
บนท้องถนนเกือบ 10 ปีที่บ้านเราประกาศใช้กฎหมายหมวกนิรภัย ดังในกฎหมายจราจรทางบกมาตรา 122 เพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่ และโดยสารรถจักรยานยนต์ แต่
พวกเราคงจะต้องยอมรับความจริงว่า ที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือภาพของผู้ใหญ่ที่ขี่มอเตอร์ไซค์สวมหมวกกันน็อก และไม่มีสิ่งป้องกันอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น
ตัวเลขการบาดเจ็บและการตายของเด็กๆ จากภัยมอเตอร์ไซค์จึงไม่มีทางลดลงได้เลย..หากผู้ใหญ่อย่างเรายังไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยในเด็ก ละเลยอย่างไม่มีเหตุผลแบบนี้
- สถิติผู้เสียชีวิตจากภัยจราจรปีละราว 140,000 ราย โดยต้นเหตุเกิดจากมอเตอร์ไซค์ถึงกว่า 70% คนที่ตายเพราะมอเตอร์ไซค์นั้น 95% ไม่สวมหมวกกันน็อก
- เด็กอายุ 0-15 ปีที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์ปีละกว่า 100,000 ราย กว่า 12,000 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กว่า 400 รายต้องจบชีวิตลง
- ดังนั้น สิ่งที่หวังไว้ก็คือท่านผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และท่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้ปฎิบัติรักษากฎจราจร (โดยเฉพาะมาตรา 122) โดยเคร่งครัด รวมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราทุกคนจะไม่กระทำทารุณกรรมต่อเด็กๆ ทางอ้อมโดยละเมิดกฎหมายคุ้มครองเด็กปี 2546 ที่ว่าด้วยการละเลยเพิกเฉยไม่จัดหาสิ่งจำเป็นตเอการป้องกันอันตรายให้แก่เด็กๆ (กฎหมายนี้ มีโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 30,000 บาท)
- สำหรับรถยนต์ก็คงคล้ายๆ กัน การใช้เข็มขัดนิรภัย ที่นั่งนิรภัยเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องคำนึงถึง เพราะการยึดเหนี่ยวผู้โดยสารในรถยนต์เป็นหนทางสำคัญในการลดการบาดเจ็บ กฎหมายเข็มขัดนิรภัยก็ได้ถูกบัญญัติด้วยการคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ในทางปฎิบัติเด็กก็ถูกละเลยอีกเช่นเคย
- การตายจากอุบัติเหตุจากการจราจรในเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มสูงขึ้นชัดเจน และอาจส่งผลให้อัตราการตายรวมของเด็กกลุ่มนี้สูงขึ้น หมายถึงระดับสุขภาพของเด็กจะลดลงไปด้วย ดังนั้นความปลอดภัยทางถนนเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งพ่อแม่ รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการดูแลป้องกัน
- นอกจากนี้อีกหลายๆ กรณียังเกิดจากความจำเป็นในการดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ หรือความแตกแยกในครอบครัว
ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกทอดทิ้ง และความปลอดภัยของพวกเขาต้องถูกละเลย
หรือไม่เอาใจใส่ใกล้ชิด
อีกหลายๆ กรณีเกิดจากการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับนโยบายที่ไม่เหมาะสม ไม่คำนึงถึงเด็กซึ่งเป็นผู้อาศัยในสิ่งแวดล้อมเดียวกันกับผู้ใหญ่ แต่มีความสามารถเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน
ปี 2549 นี้ นอกจากเราจะต้องดูแลลูกๆ ของเราให้ดีแล้ว คงต้องช่วยกันดูแลเด็กคนอื่นรอบๆ ตัวเราด้วย
ช่วยการสอดส่องการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมต่อเด็ก สอดส่องการสร้างสิ่งแวดล้อมเสี่ยง ผลิตภัณฑ์เสี่ยงต่อเด็กในสังคมเรา
ช่วยกันผลักดันการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยของเด็กๆ ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและจริงใจ
ความเจ็บความตายของเด็ก จะได้ไม่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไม่มีวันจบสิ้น
(update 5 เมษายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 276 มกราคม 2549 ]
|