นิ้วของหนู ต้องช่วยกันดูแล


นิ้วมนุษย์เป็นเทคโนโลยีที่สูงส่งของธรรมชาติ ไม่มีสัตว์ใดที่ใช้นิ้วได้ละเอียดอ่อนเท่ามนุษย์ รวมทั้งหุ่นยนต์ที่มนุษย์เพียรพยายามสร้างกันขึ้นมา ก็ไม่สามารถสร้างนิ้วได้อย่างที่พวกเราใช้กันอยู่ นิ้วเป็นอวัยวะที่สร้างงานศิลปะอันสูงส่งให้ดำรงคู่โลกมนุษย์มาช้านาน

ในความรู้สึกของเด็กทารกนั้น “นิ้ว” นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากเช่นกัน ตั้งแต่แรกเกิด เมื่อเราเอานิ้วมือเราวางลงบนฝ่ามือเด็ก เด็กจะใช้นิ้วทั้งสี่ (ยกเว้นนิ้วโป้ง) กำนิ้วมือของเราอย่างอัตโนมัติ มือซ้ายมักจะกำได้แรงกว่ามือขวาเล็กน้อย

เมื่อเด็กอายุ 2-4 เดือน เขาจะค้นพบการเอามือทั้งสองข้างจับหน้าจับตาตัวเอง เอามือทั้งสองมาจับกัน แล้วอมเข้าไปในปาก เพื่อเรียนรู้มือของตนเอง บางครั้งก็จะเริ่มดูดนิ้วของตนเอง แล้วพบว่ามันช่างช่วยบรรเทาความน่าเบื่อหน่ายได้ดีซะเหลือเกิน

ยิ่งเข้าสู่เดือน 7-9 การใช้นิ้วมือก็คล่องแคล่วขึ้นมา หนูน้อยวัยนี้จึงเริ่มได้ชื่อว่าเป็น “นักสำรวจ” บวกกับเป็นวัยที่เริ่มคลาน เขาก็ยิ่งสนุกกับการได้สำรวจ โดยคลานเตาะๆ แตะๆ ไปทั่วบ้าน และพยายามใช้นิ้วจิ้มทุกอย่างที่ขวางหน้า และยังชอบหยิบๆ จับๆ ทุกสิ่งที่หล่นอยู่ตามพื้น แรกเริ่มจะหยิบได้ไม่สวยงาม โดยใช้การกำนิ้วทั้งสี่ร่วมกับนิ้วโป้งด้านในหยิบของชิ้นเล็ก พออายุหนึ่งขวบจึงใช้ปลายนิ้วชี้ร่วมกับปลายนิ้วโป้งหยิบของชิ้นเล็กได้อย่างสวยงาม

การบาดเจ็บที่นิ้ว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก และอาจมีอาการรุนแรงได้ง่าย เนื่องจากนิ้วเป็นอวัยวะชิ้นเล็ก ภายในประกอบด้วยเส้นเอ็น เส้นประสาท เส้นเลือดเล็กๆ ทั้งสิ้น แต่ชิ้นเล็กๆ แบบนี้ต้องคุมกล้ามเนื้อกระดูก ให้ทำงานอย่างละเอียดอ่อนมากมาย การบาดเจ็บที่นิ้วมักทำให้เด็กทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การหยิบของ การถือช้อน หรือยกแก้วน้ำไม่ได้ พ่อแม่ก็มักมีความกังวลสูง กลัวลูกนิ้วจะพิการ จะเสียหายถาวร


  • หนีบ กด บด ทับ
การบาดเจ็บของนิ้วเด็กที่มารับการตรวจที่ห้องฉุกเฉิน พบว่าสาเหตุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 49) เกิดจากการหนีบ กด บด ทับ สิ่งที่ก่อเหตุมากที่สุดคือประตู! ไม่ว่าจะเป็นประตูห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือประตูเข้าออกบ้านก็ตาม บางครั้งเกิดจากมีคนปิดประตูไม่ดูตาม้าตาเรือ ทั้งๆ ที่เด็กยังใช้มือกำอยู่ที่วงกบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่ๆ ของเจ้าหนูน้อยนั่นเอง หากปิดประตูแรงๆ ขอบประตูด้านล็อคก็อาจหนีบนิ้วเจ้าหนูน้อยเข้ากับวงกบ จนกระดูกกระเดี้ยวหักป่นได้ทีเดียว

อีกตำแหน่งก็คือร่องประตูบริเวณบานพับ คือประตูที่เปิดอ้าไว้จะมีร่องด้านในระหว่างประตูกับวงกบ เจ้าหนูน้อยเห็นร่องไม่ได้ ชอบนักที่จะเอานิ้วสอดเข้าไป เด็กหรือผู้ใหญ่อีกคนมาถึงก็จัดแจงปิดประตู นิ้วเด็กในร่องก็จะถูกหนีบทันที กระดูก เส้นเอ็น เยื่อหุ้มข้อต่างๆ จะบอบช้ำได้ในฉับพลันทันทีครับ การบาดเจ็บของนิ้วจากประตูนี้มักเกิดจากการถูกหนีบที่ด้านบานพับมากเป็นอันดับหนึ่งคือร้อยละ 49 รองลงไปเป็นการถูกหนีบที่บริเวณด้านล็อค (ร้อยละ 38)

ร้อยละ 39 ของเด็กที่บาดเจ็บจากประตูเกิดขึ้นในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ร้อยละ 25 มีการบาดเจ็บรุนแรง เช่น เนื้อฐานเล็บหรือปลายนิ้วฉีกขาดต้องให้ยานอนหลับเพื่อเย็บแผล หรือกระดูกหัก เส้นเอ็นบาดเจ็บมากต้องดาวนิ้ว เป็นต้น

การใช้อุปกรณ์เสริมกันการปิดประตูหนีบมือจะช่วยลดโอกาสการเกิดได้ อุปกรณ์ดังกล่าวจะติดตั้งที่บริเวณวงกบบ้าน ที่ประตูบ้าง ทำให้ไม่สามารถปิดประตูได้ทันที ต้องจงใจขยับที่ตัวอุปกรณ์นี้จังหวะหนึ่งก่อนถึงจะปิดประตูได้ จะช่วยลดการหนีบนิ้ว โดยเฉพาะที่เกิดจากประตูด้านล็อค


  • นิ้วยอดนักจิ้ม
การค้นหาเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวนับว่าเป็นธรรมชาติแห่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก ผู้ใหญ่ต้องสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด และจัดการสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ตระเตรียมพื้นที่ให้เด็กเคลื่อนที่ไปได้อย่างปลอดภัย เพราะลูกน้อยของเรานั้นพร้อมเอานิ้วจิ้มเข้าไปในรูปลั๊กไฟ จิ้มผ่านตะแกรงหน้าของพัดลม จิ้มเข้าไปในช่องเส็บวิดีโอ วีซีดี จิ้มเข้าไปในร่องของตะกร้าผ้า จิ้มเข้าไปในช่องรูของเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลาย เช่น โต๊ะ เก้าอี้

ยอดนักจิ้มของเราอาจบาดเจ็บได้หลายรูปแบบจากการจิ้ม ทั้งถูกหนีบ บาดหรือตัด ที่หนักๆ หน่อยๆ ก็เห็นจะเป็นการถูกไฟดูด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิต การป้องกันที่ดีคือในบ้านที่มีเด็กเล็ก ต้องวางปลั๊กไฟไว้สูงจากพื้นประมาณ 1.2-1.5 เมตร และมีเต้าเสียบให้หมด อย่าให้เหลือรูไว้ให้จิ้มได้


  • บาด ตัด แทงทะลุ พุพอง
เด็กอายุ 6 เดือน จะกำสิ่งของ ดึงต้านได้ ยิ่งเมื่อหลัง 8 เดือน นอกจากจะชอบหยิบๆ จับๆ ดึงๆ แล้ว ยังชอบ “เคาะ” และ “โยน” “ขว้าง” อีกด้วย นี่เป็นอีกหนึ่งในพัฒนาการของเขา เป็นการบริหารกล้ามเนื้อแขน มือ และนิ้วของเขาด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงควรหาของเล่นที่เหมาะกับวัย และมีความปลอดภัย เพื่อให้เขาได้โยน ได้เคาะอย่างสมใจอยาก

สิ่งที่เขาไปหยิบมาเคาะหรือโยนนั้น จะต้องไม่นำอันตรายมาสู่เขา เช่น ของเล่นถ้วยชามพลาสติก บางอย่างมีขอบคมบาดมือเด็กได้ ดินสอหรือของเล่นปลายแหลม บางครั้งเด็กเล่น โดยกำด้านปลายแหลมทำให้ทิ่มตำมือได้ หรือกำด้ามไว้แล้วจิ้มๆ โดนเนื้อ โดนตาได้อีกเช่นกัน เพราะความสามารถด้านการประสานงานของกล้ามเนื้อ การกะระยะทางของเด็กเล็กยังทำได้ไม่ดีพอ ของบางอย่างแตกหักได้ง่าย ไม่ควรนำมาวางไว้ให้เด็กจับโยน ขว้างได้ง่ายเช่น ถ้วยแก้ว ชามกระเบื้อง หรือวัตถุไวไฟทั้งหลาย เช่น ไฟแช็ค เป็นต้น


  • แหวนรัดนิ้ว
พ่อแม่บางคนชอบหาแหวนใส่ให้ลูกเป็นเครื่องประดับ บางทีใส่ให้เพื่อเป็นเครื่องรางของขลัง บางทีเด็กเล็กเห็นพ่อแม่มีแหวน เจ้าประคุณก็หามาใส่เลียนแบบ บางครั้งใส่แล้วรัดแน่นเกินไป เกิดอาการบวม ปวดได้ หรือบางครั้งถูกแมลงสัตว์กัดต่อยบริเวณนิ้วที่ใส่แหขวน เกิดอาการบวม นิ้วที่เคยอยู่พอดีๆ กับแหวน ก็กลายเป็นไม่พอดีไป

เนื่องจากนิ้วเป็นอวัยวะที่เล็ก เมื่อมีอาการบวมจะกดเบียดเส้นประสาท เส้นเลือด ทำให้ปวดและขาดเลือดมาเลี้ยงได้ง่าย อันตรายครับ ต้องรีบถอดแหวนออกให้ทันเวลา


  • นิ้วชอบแหย่
นอกจากของเล่นที่ไม่มีชีวิต บรรดาสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็น หมา แมว นก กระต่าย หนู (หนูขาว หนูพุก) เด็กๆ ก็ยังถือว่าพวกมันคือของเล่น หรือเพื่อนเล่นอีกด้วย ลูกหมา ลูกแมวแสนซนแม้จะเป็นเพื่อนเล่นที่ดีของลูก แต่ด้วยความซนสุดๆ ของมัน ลูกของเราก็อาจโดนคมเขี้ยว หรือคมเล็บเล็กๆ ของพวกมันทำอันตรายเอาได้

แต่ที่ควรระวังมากๆ คือ อย่าปล่อยให้ลูกไปแหย่หมาหรือแมว โดยเฉพาะตอนที่มันกำลังตั้งท้อง กำลังกินข้าว -นอนหลับ -หรือกำลังกัดกัน (เพราะมีโอกาสสูงที่จะโดนพวกมันขย้ำ) เด็กบางคนชอบดึงหางแมวจังเลย ห้ามเด็ดขาดครับ... เพราะเคยมีข่าวมาแล้ว ที่เด็กน้อยโดนแม่แมวตะบปจนตาหลุด โทษฐานไปดึงหางมันเล่น!


  • 7 วิธีปฐมพยาบาลนิ้วน้อยๆ
1. หากนิ้วถูกหนีบ เจ็บบวม ให้ประคบน้ำเย็นนาน 20 นาที แล้วให้ยาแก้ปวด ดูอาการถ้าบวมมากขึ้น ปวดมากขึ้น หรืออาการปวดไม่หายภายใน 3 วัน ให้พาไปพบแพทย์

2. บางครั้งมีเล็บฉีกขาดด้วย หากมีเลือดออก ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด กดให้เลือดหยุด แล้วประคบด้วยน้ำเย็นนาน 20 นาที และให้กินยาแก้ปวด หากมีเล็บแต่กะรุ่งกะริ่ง อาจใช้กรรไกรตัดออกได้

3. หากเห็นใต้เล็บดำ แสดงว่ามีเลือดออกใต้เล็บ ถ้าไม่ปวดมากให้ประคบด้วยน้ำเย็น และให้กินยาแก้ปวด แต่หากปวดมากให้พาไปพบแพทย์ แพทย์จะเจาะเล็บเพื่อให้เลือดระบายออก อาการปวดจะดีขึ้น

4. เล็บที่แตกหัก เปิดอ้าออกจากเนื้อใต้เล็บจะหลุดออกในที่สุด เล็บใหม่จะขึ้นแทนที่ในเวลา 1-2 เดือน

5. หากเป็นแผลตัด (บาด) มีเลือดออกให้ดกแผลเพื่อให้เลือดหยุดก่อนจะประคบด้วยน้ำเย็น เพื่อลดบวม หลังจากนั้นสังเกตการณ์ขยับนิ้วของเด็ก หากขยับไม่ได้ หรือแผลลึกมากให้ระวังเส้นเอ็นฉีกขาด ควรส่งพบแพทย์เพื่อประเมิน ในกรณีที่มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น จำเป็นต้องได้รับการเย็บต่อเส้นเอ็น มิฉะนั้นจะทำให้นิ้วมือไม่สามารถใช้งานได้ดีเหมือนเดิม

6. ในกรณีแหวนติดที่นิ้วเอาไม่ออก หากรัดนานอาจบวมมากขึ้น ทำให้เอาออกได้ยากขึ้น วิธีการเอาออกต้องทำให้ลดบวมก่อน โดยการให้เด็กนอนราบ ยกมือสูงกว่าระดับหน้าอก ผู้ช่วยเหลือกำนิ้วเด็กส่วนปลายไว้ บีบรอบนิ้วด้วยแรงคงที่เพื่อช่วยลดบวม นาน 5 นาที หลังจากนั้นเอาน้ำยาหล่อลื่น หรือน้ำมันพืช หรือวาสลีนทารอบแหวนและนิ้วส่วนปลาย แล้วค่อยๆ ดึงแหวนออก โดยให้เด็กยังคงนอนราบยกแขนไว้

7. มือเป็นตำแหน่งที่มีเส้นเอ็นมาก มีการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นแผลทิ่มตำ แผลสัตว์กัด เช่น แมวกัด ที่บริเวณมือจะมีโอกาสการติดเชื้อสูง ดังนั้นนอกจากการล้างแผล ทำแผลที่ดีแล้ว ยังมีความจำเป็นต้องพิจารณาการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อด้วย
แน่นอน “นิ้ว” คือสิ่งอัศจรรย์สำหรับเด็กๆ มันคือสิ่งที่ใช้บุกเบิกสำรวจโลก และใช้เพื่อสร้างสรรค์สารพัดผลงานอันน่าทึ่ง แต่...เด็กๆ จะสำรวจโลก จะสร้างสรรค์ผลงานอย่างราบรื่นและปลอดภัยหรือไม่นั้น... คือหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างพวกเราครับผม ! ...


(update 18 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 275 ธันวาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600