คุณกานดาคุณแม่ลูกสองพาน้องเอิร์ท เด็กชายวัย 6 ปี ลูกคนโตมารับการตรวจ
เนื่องจากหกล้มหน้าอ่างอาบน้ำ ขณะก้าวออกมา ศีรษะด้านหลังกระแทกขอบอ่าง น้องเอิร์ทไม่สลบ
แค่ร้องไห้เสียงดังด้วยความเจ็บปวด จากการตรวจพบว่าหนังศีรษะด้านหลังบวม มีรอยฟกช้ำ
และมีแผลแตกเลือดออกขนาด 2 ซม. น้องเอิร์ทสามารถยกแข้งยกขาได้ดีไม่มีอ่อนแรง
ทำตามคำสั่งได้ดี รูม่านตาหดขยายตามแสงได้ตามปกติ ระบบประสาทอื่นๆ ก็ทำงานปกติดีอยู่
คุณหมอให้ความมั่นใจแก่คุณแม่ว่า น้องเอิร์ทมีแต่บาดแผลภายนอก ระบบประสาทเท่าที่ตรวจได้
ขณะนี้ปกติดีอยู่ เย็บแผลสัก 3 เข็ม แล้วกลับบ้านได้ แต่ต้องสังเกตอาการเองที่บ้านอีก 24 ชม.
ถ้ามีอาการอาเจียน ปวดหัวมากขึ้น ซึมลง แขนขาอ่อนแรง หรือชัก ให้รีบกลับมารับการตรวจ
เพราะอาจเกิดจากมีเลือดออกในสมองได้ แต่ถ้าอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ เล่นได้
กินได้ ก็ไม่ต้องตกใจอะไร
แม้ได้รับคำแนะนำดังกล่าว คุณแม่น้องเอิร์ทก็ไม่วายที่จะกังวล เป็นห่วงเรื่องสมองว่าจะมีเลือดออกหรือไม่
ต่อไปจะสมองทึบหรือเปล่า ความฉลาดลดลงมากน้อยเพียงไร เสียง ปึง เสียงน้องเอิร์ทร้องดังสนั่น
อยู่ก้องหูคุณแม่ตลอดเวลา คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองผิดอย่างมากที่เร่งๆ ลูกให้อาบน้ำเร็วๆ และยังไม่แก้ไขพื้นห้องน้ำ
ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันลื่น ยังไงคุณแม่ก็อยากให้น้องเอิร์ทได้รับการทำซีที (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง) อยู่ดี
เพื่อความปลอดภัยและอยากทำสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
แม่น้องเอิร์ทรู้สึกผิดเพราะว่าวันนั้นตนเองตื่นสาย ก็เลยเร่งลูกให้ทำธุระส่วนตัวเร็วๆ
ตัวเองก็กำลังก้มหน้าก้มตาวุ่นอยู่กับการอุ่นอาหาร ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะไม่ทันรถโรงเรียนที่กำลังจะมา
เจ้าอาร์ตลูกชายคนโตลงมาก่อน แล้วรีบเข้าไปอาบน้ำห้องชั้นล่าง (ไม่มีอ่างอาบน้ำ)
ในขณะที่เจ้าเอิร์ทรีบแจ้นเข้าห้องน้ำบนโดยยืนอาบในอ่าง ซึ่งโดยปกติคุณแม่จะช่วยเจ้าตัวเล็ก
แต่วันนั้นรีบมากเพราะตื่นสาย คุณแม่จัดอาหารไป ปากก็ตะโกนเร่งลูกๆ ไป
เร็วเข้าๆ เดี๋ยวไม่ทันรถโรงเรียน
พ่อแม่ที่รู้สึกผิดเมื่อลูกต้องเจ็บ ขอให้ปรับความกังวลนั้นเป็นโอกาสในการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์
และนำไปสู่การป้องกันในครั้งต่อไปจะดีกว่าครับ
อ่างอาบน้ำที่ออกแบบมาเพื่อใช้นอนอาบ มีขอบที่สูงเพื่อให้คนนอนใส่น้ำได้ท่วมตัว โดยน้ำไม่ล้นออกมา
ดังนั้นการเดินข้ามขอบอ่างเข้าออกต้องก้าวให้สูงพอ เด็กเล็กขาสั้น อีกทั้งชอบรีบร้อน ไม่ค่อยระวังตัว
ยิ่งถูกคุณแม่เร่งๆ ยิ่งขาดความระวัง จึงอาจเกิดสะดุดหกล้มได้ง่าย ถาดยืนอาบน้ำจะดีกว่า
เพราะขอบจะไม่สูงมาก และการนอนเล่นอาบน้ำก็ไม่มีความจำเป็น
ไม่ว่าจะมีอ่างนอนหรือถาดยืนอาบก็ตามก็ควรจะมี ยางกันลื่น เอาไว้ติดพื้นอ่าง ควรเลือกที่มีคุณภาพที่ดี
แผ่นยางที่ไม่มีคุณภาพหรือออกแบบมาไม่ดี บางทีลื่นกว่าพื้นอ่างอีก บางทีแผ่นยางบาง
ไม่มีคุณสมบัติการยึดเกาะ ยิ่งถูกน้ำยิ่งแล้วใหญ่
ส่วนหน้าอ่างและหน้าห้องน้ำ ก็ควรวางผ้าเช็ดเท้าที่หนาๆ หยาบๆ ไม่ลื่นไถล
เพื่อช่วยซับน้ำไม่ให้เท้าเปียกลื่น พื้นห้องน้ำที่ส่วนใหญ่จะปูกระเบื้อง อย่าเลือกแต่ความสวยงามนะครับ
ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ควรเลือกกระเบื้องที่หยาบ ไม่ลื่นครับ ปรึกษาผู้ขายว่าต้องการกระเบื้องห้องน้ำ
ไม่ลื่น ครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ คือ ต้องทำความสะอาดพื้นไม่ให้มีคราบไคล ตะไคร่น้ำ
ผงซักฟอก สบู่ หรือแป้งตกค้างที่พื้น หลังอาบน้ำปะแป้ง ซักผ้าทุกครั้งเอาน้ำฉีดล้างพื้น
อย่าให้คราบเหล่านี้ตกค้าง บางครั้งเด็กๆ เล่นๆ อยู่ ปวดฉี่แต่ยอมกลั้นไว้จนทนไม่ได้
จึงวิ่งเร็วจี๋เข้าไปในห้องน้ำ แล้วลื่นล้ม มักจะเป็นศีรษะด้านหลังที่กระแทกพื้นหรืออ่างล้างหน้า
เจ็บครับ! อันตรายมากด้วย! ช่วยกันดูแลครับ
พูดถึงอ่างล้างหน้า ล้างมือ ก็ต้องเตือนกันอีกเรื่องครับ หมั่นตรวจสอบความมั่นคงอยู่เสมอ
หากเริ่มคลอนแคลนก็ควรเปลี่ยนหรือติดตั้งใหม่ให้เรียบร้อย แน่นหนา
โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กตัวเตี้ยกว่าระดับความสูงของอ่าง บางครั้งเด็กชอบเกาะโหน ปีน
เหนี่ยวรั้ง หากอ่างหลุดตกลงมา อาจกระแทกศีรษะหรือทับเท้าทำให้บาดเจ็บได้ครับ
ตรวจสอบ แก้ไขสิ่งแวดล้อมแล้วก็ต้องมาว่ากันเรื่องบทเรียนสอนลูกกันบ้าง
- เข้าออกห้องน้ำ... อย่าวิ่ง! เดินเข้าช้าๆ มองก่อนว่ามีอะไรอยู่ที่พื้นหรือเปล่า
เช่น มีถังน้ำ มีกะละมังหรือมีคราบต่างๆ อยู่หรือไม่
- อย่ากระโดดโลดเต้นในห้องน้ำ เช่น ยืนบนขอบอ่าง แล้วแปลงร่างเป็นอุลตร้าแมนกระโดดลงมาที่พื้น
ไม่ได้เลย! อันตรายครับ
- ก้าวเข้าหรือออกอ่าง ให้มองดีๆ ถ้าเด็กตัวเล็กแต่ขอบอ่างสูง ให้ใช้มือช่วยเกาะก่อนก้าวข้าม
- อาบน้ำให้สะอาดอย่าให้มีสบู่ตกค้าง ฉีดน้ำล้างเท้า ล้างคราบสบู่พื้นอ่างก่อนออกจากอ่างทุกครั้ง
(จะช่วยไม่ให้มีคราบสบู่ติดค้างที่ฝ่าเท้า และช่วยไม่ให้คนต่อไปที่จะอาบลื่นล้มด้วย)
- หลังอาบน้ำเช็ดตัวให้แห้งในอ่าง ไม่ใช่ก้าวออกมาตัวเปียกๆ เพื่อมาเช็ดตัวข้างนอก
- ก้าวออกจากอ่างแล้วต้องเช็ดเท้าให้แห้ง เท้าเปียกจะลื่นล้มได้ง่าย
- อย่าเกาะ ปีน โทน เหนี่ยว อ่างล้างมือ ล้างหน้าเพราะอาจตกลงมาได้
/br>
อย่าให้เจ็บดีที่สุดครับ เจ็บแล้วก็จะมากังวลกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสมองกระทบกระเทือน
เป็นเรื่องที่พ่อแม่กังวลมากที่สุด เพราะสมองเป็นศูนย์กลางการบัญชาการของร่างกาย
ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานทุกส่วนของร่างกาย เรียนรู้สภาวะแวดล้อม รวมทั้งคิดค้นสิ่งใหม่ๆ
สมองจะพัฒนาความสมบูรณ์อย่างรวดเร็วใน 2 ปี แรกและจะเติบโตเกือบเต็มที่ที่อายุ 6 ปี
การกระทบกระเทือนสมองในวัยนี้อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองในระยะยาวได้
ดังนั้นการดูแลสมองของเด็กนอกจากการกระตุ้นการทำงานแล้ว
การระมัดระวังการบาดเจ็บจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นเดียวกัน
การกระทบกระเทือนต่อสมอง หากเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่เกิดความเสียหายอะไรเลย
นอกจากมีบาดแผลที่หนังศีรษะภายนอก หากมีการกระทบกระเทือนที่แรงมากขึ้น
บางครั้งทำให้เด็กสลบชั่วขณะไม่มีเลือดออกในสมองได้ เรียกภาวะนี้ว่า brain concussion
ภาวะนี้ไม่ต้องทำอะไร สังเกตอาการรอให้ผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้นเอง แต่บางครั้งอาจเกิดเลือดออกในสมอง
หรือออกใต้ชั้นต่างๆ ของเยื่อหุ้มสมอง (cerebral hemorrhage) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายต้องผ่าตัด
เพื่อเอาก้อนเลือดออกและหยุดเลือดให้ได้ เลือดออกในสมองนี้ทำให้ผู้บาดเจ็บมีอาการปวดหัว
อาเจียน ซึมลง หรือเกิดอาการชัก แขนขาอ่อนแรงได้ อาการอาจไม่ได้เกิดทันทีที่ได้รับการกระทบกระเทือน
บางครั้งเด็กมีอาการดีขึ้น ปวดแผล ปวดหัวน้อยลง แต่ต่อมาอาการย่ำแย่ลงอีกภายใน 24 ชั่วโมง
การทำเอกซเรย์ธรรมดาจะไม่ช่วยวินิจฉัยภาวะเลือดออกในสมอง ต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง
(CT หรือ MRI) จึงจะเห็นได้ (แต่บางครั้งทำตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ ก็อาจจะมองไม่เห็นได้ครับ)
อย่างไรก็ตามไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำทุกรายครับ ปรึกษาแพทย์ ฟังความเห็นซึ่งกันและกัน
และช่วยกันตัดสินใจครับ สำหรับน้องเอิร์ท ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ไม่มีความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาท
ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง สุดท้ายคุณแม่ก็ยอมที่จะไม่ทำครับ
สำหรับการปฐมพยาบาลบาดแผลที่มีเลือดออก ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
(โดยใช้น้ำประปาหรือน้ำสะอาดอื่นชะล้าง เช่น น้ำดื่มสะอาดทั้งหลาย)
แล้วห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้อย่างน้อย 5 นาที หนังศีรษะเป็นบริเวณที่มีเลือดมาเลี้ยงมาก
เวลาเกิดแตกหรือฉีก จะมีเลือดออกมากเลยครับ ไม่ต้องตกใจ ล้างแผลและปิดด้วยผ้าสะอาด
แล้วพาไปพบแพทย์ แพทย์จะเย็บแผลให้ น้องเอิร์ทโดนไปสามเข็ม
แผลที่หนังศีรษะนี่หายเร็วครับ 4-5 วันก็ตัดไหมได้แล้ว
สำหรับแผลฟกช้ำบวม ให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งใน 24 ชม.แรก
และหลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นปะคบบ่อยๆ จะลดบวมลงได้เร็ว
อีก 2-3 วันต่อมา คุณแม่ตกใจรีบพาน้องเอิร์ทกลับมาหาคุณหมอใหม่
เพราะตื่นเช้ามาพบว่าใต้ขอบตาน้องเอิร์ทดูเขียวๆ ครับ ไม่ต้องตกใจภาวะนี้เกิดจากเลือดที่ออกขังอยู่ใต้หนังศีรษะ
(ที่ทำให้หนังศีรษะบวม) เริ่มละลายและบางส่วนไหลไปกองใต้ขอบตาได้ ไม่เกินเจ็ดวันก็หายไปเองครับ
(update 15 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มีนาคม 2005]
|