เมื่อไม่นานมานี้ผู้นำสิงคโปร์ต้องออกมากระตุ้นให้ประชาชนผลิตทายาทเพิ่มขึ้น เพราะประเทศมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่ต่ำมากเนื่องจากการคุมกำเนิดดีเกินไป
ที่ผ่านมาประชากรโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ทรัพยากรของโลกค่อยๆ ลดลง คนจึงพยายามหาวิธคุมกำเนิด แต่ตอนแรกทำได้แค่วิธีธรรมชาติเท่านั้นจนกระทั่ง พ.ศ.2440 Beard พบว่าเวลาที่รังไข่มี Corpus luteum ที่ยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่
ต่อมา พ.ศ. 2476 ฮาร์ตแมน (Hartman) เสนอว่าสารจากน้ำคร่ำวัวนำมาใช้คุมกำเนิดได้ แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นสารอะไร ในเวลาต่อมาเรียกว่า เอสโตรเจน (estrogen) ปี พ.ศ. 2477 สามารถสกัดโพรเจสทิน (progestin) ได้สำเร็จ และ พ.ศ. 2478 ก็สามารถสกัดเอสโตรเจนได้สำเร็จ
นายแพทย์อีกอน ดิกซ์ฟาลูซี (Egon Diczfalusy) ชาวสวีเดนได้ค้นพบฮอร์โมนต่างๆ อีกหลายตัว การศึกษาของเขาทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับระบบฮอร์โมนของการเจริญพันธุ์ในสตรีและเกิดแนวคิดที่จะใช้มันในการคุมกำเนิด
พ.ศ.2480 เมกพีซ (Makepeace A.W.) และคณะพบว่าโพรเจสทินสามารถยับยั้งการตกไข่ได้ในสัตว์ทดลอง
พ.ศ. 2483 สเตอร์จิส (Stergis) และอัลไบรท์ (Albright) รายงานว่า เอสโตรเจนก็ระงับการตกไข่ได้เช่นกัน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดในปี พ.ศ.2497 เมื่อนายแพท์คาร์ล เจอราสซี (Carl Djerassi) ชาวอเมิกันสามารถสังเคราะห์โพรเจสทินที่ใช้กินทางปากได้เป็นคนแรกทำให้ง่ายต่อการวิจัยในมนุษย์
พ.ศ.2499 เกรกกอรี พิงกัส (Gregory Pinkus) และ เจ. ร็อก (J. Rock) ได้ทดลองยาเม็ดโพรเจสทินในมนุษย์เป็นครั้งแรกที่เปอร์โตริโก พวกเขาสรุปผลการวิจัยในปี พ.ศ.2501 พบว่าป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูงมากและประจำเดือนมาตามปกติโพรเจสตินที่สังเคราะห์ในตอนนั้นยังไม่บริสุทธิ์มักจะมีเอสโตรเจนเจือปนอยู่จึงเรียกยานี้ว่าคุมกำเนิดรวม (Combined pill)
มีการใช้ยานี้อย่างกว้างขวาง กระทั่ง พ.ศ.2504จอร์แดน (Jordan W.H.) รายงานไปที่วารสาร Lancet ว่า พบผู้ป่วยลิ้มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดปอดโดยใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดรวมอยู่ซึ่งมีรายงานสนับสนุนตามมา องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกาจึงทำการศึกษาตั้งแต่นั้นจนถึง พ.ศ.2506 ได้ข้อสรุป เอสโตรเจนในยาเม็ดคุมกำเนิดรวมเพิ่มอุบัติการณ์ของการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำแต่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป
อย่างไรก็ตาม การคิดค้นยาคุมกำเนิดต่อจากนั้นก็พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เอสโตรเจน
ปี พ.ศ.2508 รูเดิล (Rudle H. W.) และ มาติเนซ (Matinez Manautou) พบว่าการใช้โพรเจสทินอย่างเดียวในขนาดน้อยๆ ก็สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เรียกยาเม็ดคุมกำเนิดเดี่ยว (Minipill) ซึ่งตอนแรกมีท่าทีว่าจะมาทดแทนยาเม็ดคุมกำเนิดรวมแต่พบว่าประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้อยกว่าและทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ ทำให้ไม่ได้รับความนิยมมากนัก จึงให้ในกรณีที่ผู้ใช้ทนผลข้างเคียงของเอสโตรเจนไม่ได้และใช้ในผู้ที่ให้นมบุตร
ต่อมาในปี พ.ศ.2509 มอร์ริส (Morris) และ คณะ ได้รายงานการให้ยาในหญิงที่ถูกข่มขืนภายใน 72 ชั่วโมงเป็นเวลา 4-6 วันพบว่าป้องกันการตั้งครรภ์ได้ ตอนแรกเรียกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ (Postcoital pill) ทำให้คนนำไปใช้ในทางที่ผิดจึงเปลี่ยนชื่อเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency pill)
จากผลงานที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ทำให้ ดร.อีกอน ดิกซ์ฟาลูซี (Dr. Egon Diczfalusy) และ คาร์ล เจอราสซี (Carl Djerassi) ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2538
รางวัล สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จพระมหิตราธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ซึ่งเป็นพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการสาธารณสุขของไทย จากที่ท่านทรงดำรัสไว้ว่า
Real success exists not in learning, but in its application for the benefit of mankind. หมายถึงความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้แต่อยู่ที่นำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์
รางวัลนี้จึงมอบให้แก่ผู้ที่มีผลงานอันก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อคนเป็นจำนวนมาก แบ่งออกเป็นสองสาขาคือ สาขาการแพทย์ และสาขาสาธารณสุข
ถ้าสนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ http://Kanchanapisek.or.th/pmaf/.
(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 27 ฉบับที่ 315 กรกฎาคม 2548]
|