บางครั้งการเป็นครูเด็กประถมปลายก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อมีเด็กอยู่ในความดูแลเกือบ 30 คน
และตอนนี้ดูเหมือนว่าห้องเรียนของครูสมศรีกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ปั่นป่วน ก็เมื่อสองวันก่อน ณพ หัวโจกก๊วนหลังห้อง
ถูกพงศ์ เด็กเรียนที่เงียบหงิมสุดๆ กระหน่ำตีด้วยไม้เสียเนื้อแตก ด้วยอารมณ์อัดอั้นสุดขีดที่ถูกณพแกล้งอยู่เป็นประจำ
ดีว่าผู้ปกครองของณพไม่เอาเรื่อง เพราะรู้ซึ้งถึงความเกเรของลูกชายตัวเองดี
ถึงกระนั้นก็เถอะ จะดีหรือหากครูจะปล่อยเรื่องนี้ให้จบไปเฉยๆ โดยไม่คลี่ปมปัญหาออกมาปรับแก้กันก่อน
เด็กๆ จะโตพ้นอกครูไปเป็นวัยรุ่นในช่วงมัธยม
ครูสมศรีเข้าใจดีว่าเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งในหมู่เด็กๆ ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาสามัญ
แต่ครั้งนี้นับว่ารุนแรงจนต้องมานั่งทบทวน เธอสังเกตว่าในห้องเรียนมีเด็กหลายจำพวกด้วยกัน
ณพเป็นจำพวกเด็กเกเร ชอบข่มรังแกคนที่อ่อนด้อยกว่า ทำตัวเป็นหัวโจก
ฉายแววว่าจะเอาไม่อยู่เมื่อเป็นวัยรุ่น ส่วนพงศ์เป็นเหมือนเด็กอีกจำพวกที่โดดเดี่ยว เงียบๆ หงอยๆ
ไม่มีกลุ่มไม่มีพวก ไม่มีปากมีเสียง ไม่พ้นที่จะถูกพวกหัวโจกข่มเหงรังแกอยู่เสมอ ด้วยการล้อเลียน
เยาะเย้ยถากถางบ้าง แกล้งต่างๆ นานา บางทีก็ถึงกับลงไม้ลงมือ ซึ่งปกติเด็กแบบพงศ์ก็ยอมสิโรราบเสมอมา
จนถึงคราวนี้ดูเหมือนว่ามันเป็นวิธีเดียวที่เด็กหงิมๆ จะลุกขึ้นมาปลดแอกให้ตัวเองได้ในแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
...ถ้าพูดอีกอย่างก็เป็นการตอบโต้ความก้าวร้าวด้วยความรุนแรงเช่นกัน
ครูสมศรีสะท้อนใจว่านับวันเรื่องราวทำนองนี้มีให้ได้ยินได้เห็นบ่อยขึ้นทุกที
ทั้งที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และในหมู่เด็กๆ เคยอ่านพบงานวิจัยว่าเด็กอเมริกัน 10-12%
บอกว่าชีวิตในโรงเรียนน่าเศร้า 1 ใน 7 คน มีพฤติกรรมก้าวร้าวเกเร หรือไม่ก็ตกเป็นเหยื่อความก้าวร้าวรุนแรง
ส่วนเด็กไทยก็เคยมีงานวิจัยว่า มีเด็กในโรงเรียนจำนวนไม่น้อยที่เก็บกดจากการถูกรังแก
ตัวเลขที่แสดงว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยในโรงเรียนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงนั้น
ทำให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติเสียแล้วละ แล้วถ้าเช่นนั้นมีวิธีใดบ้างไหมนะที่จะทำให้เด็กๆ
ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ยุติความรุนแรง และไม่เห็นแก้ปัญหาด้วยความก้าวร้าวรุนแรง
...เรียกเด็กเกเรมาตักเตือนทำโทษ ก็ทำอยู่เป็นประจำไม่เห็นจะดัดนิสัยได้
ในที่สุดก็ไปลงความโกรธที่เพื่อนเข้าอีก... ครูสมศรีคิดแล้วคิดเล่า แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า
ที่จริงใช่ว่าทั้งห้องจะมีเด็กแค่สองพวกนี้เสียเมื่อไหร่ ยังมีเด็กบางคนที่ไม่ได้ยอมอ่อนข้อให้พวกเด็กเกเร
แต่ก็รู้จักหลีกเลี่ยงไม่ปะทะ เด็กเหล่านี้ไม่หงอ ไม่โดดเดี่ยว สังเกตได้ว่าเป็นเด็กที่มีทักษะทางสังคมและมีอีคิวดี
อย่างเช่น ณัฐ เวลาที่ถูกแกล้ง เขาจะกล้าโวยวายกลับว่า เจ็บนะเว้ย ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง
แต่ก็ไม่ตอบโต้รุนแรงหรือโมโหซีเรียสจริงจัง มีพูดทีเล่นทีจริงที่ทำให้พวกเด็กเกเรรู้ว่าเขาไม่ หมูๆ
แถมยังพูดคุยเฮฮากับพวกเด็กเกเรได้ด้วย
ทักษะแบบนี้นี่เองที่ช่วยให้ณัฐไม่ตกเป็นเหยื่อของความก้าวร้าวรุนแรง และไม่แก้ปัญหาด้วยการตอบโต้อย่างรุนแรง
ครูสังเกตได้ว่าใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีในเด็กทุกคน แม้ในเด็กที่มีอีคิวดีอย่างอรพิน ที่เข้ากับคนง่าย
ไม่ค่อยมีปัญหากับใคร แต่เมื่อเจอเรื่องขัดแย้งก็ได้แต่นิ่งเฉยตกเป็นเบี้ยล่าง
ผิดกับณัฐที่รู้จักเรียกร้องหรือยืนยันสิทธิของตน
เรียกได้ว่าณัฐมีทักษะการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม สิ่งนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ครูสมศรีต้องการ
ซึ่งน่าจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งและความรุนแรงในหมู่เด็กๆ ของเธอได้ ในความเป็นครูผู้ใกล้ชิดเด็ก
เธอเห็นว่า เด็กๆ พร้อมจะมีความขัดแย้ง เพราะมีความก้าวร้าวรุนแรงแฝงอยู่หลายรูปแบบ
ไม่ได้จำเพาะแต่การรังแกกันทางร่างกาย หรือจำกัดเฉพาะในหมู่เด็กผู้ชาย
เด็กผู้หญิงก็แสดงความก้าวร้าวต่อกันด้วยการแสดงท่าทีหรือคำพูดข่มกันทำนองว่า ฉันดีกว่าเธอ
จากประสบการณ์ที่เป็นครูมานาน แม้ว่าเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเกเรเช่นนี้
จะไม่ได้เติบโตเป็นคนก้าวร้าวเสมอไปก็ตาม แต่ถ้าปล่อยไว้อย่างน้อยก็จะมีนิสัยชอบบงการ
ข่มคนอื่น ซึ่งครูไม่ต้องการเห็นลูกศิษย์ของเธอเติบโตเป็นคนเช่นนั้น
ส่วนเด็กที่ถูกรังแกข่มเหง ก็โดดเดี่ยวจนไม่มีความสุขตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตในโรงเรียน
ไม่สามารถพัฒนาบุคลิกภาพที่มั่นอกมั่นใจได้จนเข้าสู่วัยรุ่น และเมื่อมีพ่อแม่มาปรึกษากับครูสมศรีบ่อยๆ ว่า
ลูกของเขาโอดครวญว่าไม่อยากมาโรงเรียน หรือพบว่าลูกไม่มีเพื่อนสนิทสักคนที่โรงเรียน
คุณครูช่วยดูแลหาสาเหตุหน่อยเถิด ...ครูก็จะไม่มองข้ามเรื่องการข่มเหงกันในหมู่เด็กๆ แล้วก็พบว่า
จริงทีเดียวมันเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เด็กวัยนี้ไม่มีความสุขที่โรงเรียน
...คิดได้แล้ว ครูสมศรีไม่รอช้าที่จะเข้าห้องสมุดค้นหาวิธีสยบความรุนแรง
และวิธีฝึกทักษะการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของเธอ
เพื่อให้เป็นห้องเรียนที่เด็กๆ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
และแน่นอนว่าเธอจะต้องนำเรื่องนี้ไปขยายต่อกับผู้ปกครอง
เพื่อร่วมแรงกันให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
แก้นิสัยก้าวร้าว
เด็กที่ก้าวร้าวชอบอำนาจ รู้สึกตัวเองสำคัญเมื่อกดคนอื่นให้หมดความสำคัญไปได้ ชอบเด่นชอบดัง
ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น พฤติกรรมที่ก้าวร้าวเกเรจะมีหลายแบบ เช่น ลงมือลงไม้กับคนอื่น
ทำร้ายจิตใจคนอื่นด้วยวาจาและการกระทำ ขโมยหรือทำลายข้าวของ แกล้งคนอื่นให้เดือดร้อน
หัวเราะเยาะ ล้อเลียนปมด้อยของคนอื่น ขี้โกง ทำตัวเป็นหัวโจก ไม่ยอมรับผู้อื่น แบ่งพรรคแบ่งพวก
การทำโทษเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยปรับแก้พฤติกรรมเช่นนี้ได้
ต้องพยายามให้เด็กคิดได้ว่าการกระทำของเขาส่งผลต่อผู้อื่นและตัวเขาเองอย่างไรบ้าง
เป็นไปได้ว่าเด็กพวกนี้ไม่ค่อยมีใครฟังเขา ให้ความสนใจเขา หรือไม่ก็ขาดทักษะในการแสดงออกทางความคิด
และความรู้สึกอย่างเหมาะสม จึงแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเกเรเป็นการเรียกร้องความสนใจ
ผู้ใหญ่จึงควรให้โอกาสเด็กเหล่านี้มีโอกาสพูดแสดงความคิดเห็นให้มาก ตั้งใจฟังเขา
ชวนเขาพูดคุยในเรื่องต่อไปนี้
- เธอคิดว่าคนที่ถูกเธอรังแกเขาจะรู้สึกอย่างไร
- เธอรู้สึกอย่างไรที่ทำเช่นนั้น
- เธอคิดว่าคนอื่นเขามองเธออย่างไร
- แล้วเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อเขามองเธออย่างนั้น
- ถ้าเธอยังเป็นอย่างนี้ต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น
ช่วยเด็กถูกรังแก
เด็กที่ถูกข่มเหงรักแกมักจะมีความทรงจำที่ขมขื่นไปตลอดชีวิต เก็บกด ไม่อยากไปโรงเรียน
หรือไม่ก็พยายามที่จะลุกขึ้นมาตอบโต้อย่างรุนแรง และในที่สุดอาจกลายเป็นหัวโจกอีกพวกหนึ่งได้
เด็กเหล่านี้อาจไม่เอ่ยถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ให้ผู้ใหญ่ฟัง เพราะอาจถูกข่มขู่ไม่ให้พูด
ผู้ใหญ่ควรพยายามจับสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของเด็ก พูดคุยถึงปัญหาหรือสถานการณ์ที่เขาเผชิญอยู่
ถามเขาในเรื่องต่อไปนี้
- เธอรู้สึกอย่างไรเมื่อถูกรังแก ล้อเลียน หัวเราะเยาะ
- เธอคิดว่าคนที่รังแกเธอเขารู้สึกอย่างไร
- เธอคิดเธอคิดออกไหมว่าทำไมเขาต้องรังแกเธอด้วย
- เธอจะทำหรือจะพูดอย่างไรเมื่อถูกรังแก
จำลองสถานการณ์หรือยกตัวอย่างปัญหาของคนอื่น กระตุ้นให้เขาได้คิดหาทางออกหลายๆ ทาง
เพื่อจะได้หยิบไปใช้แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าของตัวเอง
(update 3 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 9 ฉบับที่ 107 กุมภาพันธ์ 2548 ]
|