โทรศัพท์มือถือ...เครื่องมือสื่อสารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูง จึงเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไป
จะสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือกันได้ง่ายๆ
จึงไม่น่าแปลกที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องประดับประจำกายไม่ต่างจากนาฬิกาข้อมือ
หรือกระเป๋าสะพาย และเพราะความที่สามารถซื้อหามาเป็นเจ้าของได้ง่ายนี้เองที่ทำให้แม้แต่เด็กๆ
ก็มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองกันแล้ว!!!
ภาพที่เด็กๆ รุ่นเยาว์พกโทรศัพท์มือถือไปโรงเรียน ใช้โทรศัพท์คุยกับผู้ปกครองและเพื่อนๆ
เริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้น แม้แต่โฆษณาโทรศัพท์มือถือตามสื่อต่างๆ ก็เริ่มใช้เด็กเป็นพรีเซนเตอร์กันมากขึ้น
เพราะอะไรที่ทำให้เด็กๆ กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ?...
สาเหตุหลักที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูกก็เนื่องมาจากความกังวลในความปลอดภัยของลูก
เพราะรู้สึกว่าการที่ลูกมีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้จะทำให้สามารถติดต่อลูกได้ทุกเมื่อเสมือนได้อยู่กับลูกตลอดเวลา
ทำให้รู้ว่าลูกของคุณไปเล่นที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร และหากเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้น
ลูกก็สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทันที
ส่วนสาเหตุรองลงมาก็คือเจ้าจอมวุ่นรบเร้าให้ซื้อเพราะเห็นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนมีก็เลยอยากมีบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต่างมุ่งที่จะครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มนี้ให้มากที่สุด
จึงแข่งขันกันคิดค้นนานาสารพัดริงโทนและเกมออกมายั่วน้ำลายเจ้าจอมวุ่นซึ่งก็ได้ผลชะงัดทีเดียว
ดาบสองคมที่คุณไม่ควรมองข้าม
คุณพ่อคุณแม่ที่โทรศัพท์มือถือให้ลูกใช้เพราะห่วงใยในความปลอดภัยของลูก แต่ลืมนึกไปว่า
คุณเองก็อาจเป็นผู้หยิบยื่นอันตรายให้ลูกเสียเอง เพราะแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีผลสรุปที่ชัดเจนออกมาว่า
การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอันตรายหรือเป็นสาเหตุของการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็งในสมองหรือไม่
แต่อันตรายที่แฝงเร้นมากับโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันมานานแล้ว
รัฐบาลในหลายๆ ประเทศต่างก็ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของปัญหานี้ ดังนั้นหลายประเทศในยุโรป
อย่างเช่น อังกฤษ และฝรั่งเศส จึงได้มีการรณรงค์ห้ามไม่ให้เด็กเล็กใช้โทรศัพท์มือถือเด็ดขาด
เพราะสมองของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่และกะโหลกศีรษะก็ยังไม่หนาพอที่จะรับผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กหรือรังสีได้
ส่วนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีหน่วยงานที่ชื่อ Federal Communications Commission (http://www.fcc.gov)
ทำหน้าที่กำหนดและควบคุมมาตรฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคประเภทต่างๆ ที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา
เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ดังนั้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคทั้งหมดที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาจะต้องมี FCC ID เท่านั้น
สำหรับประเทศจีนก็เริ่มมีการตื่นตัวกับปัญหานี้เช่นกัน โดยจีนจะมุ่งความสนใจไปที่การลดการกระจายของคลื่น
จากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่างกฎระเบียบที่จะนำไปใช้เป็นมาตรฐานการแพร่กระจายคลื่นโทรศัพท์อย่างจริงจัง
โดยมีการควบคุมไม่ให้ปริมาณของคลื่นโทรศัพท์มือถือมีเกินกว่าครึ่งหนึ่งของระดับที่นานาชาติยอมรับกัน
การค้นคว้าวิจัยในปัจจุบัน นักวิจัยส่วนใหญ่ได้มุ่งไปที่ 2 ประเด็นใหญ่คือ การแพร่กระจายของคลื่นความถี่
ที่มีผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ และความเข้มข้นของความถี่ที่มีผลกระทบต่ออวัยวะแต่ละส่วนในร่างกายของเรา
ซึ่งทั้งสองประเด็นนั้นมีจุดประสงค์เพื่อหาวิธีป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
งานวิจัยหลายชิ้นจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเช่น มหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) มหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol)
และมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ (University of Helsinki) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของโทรศัพท์มือถือ
ที่มีต่อร่างกายของคนเราซึ่งก็ได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกันก็คือ ระบบประสาทของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจะมีการตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น
ซึ่งหมายความว่า การใช้โทรศัพท์มือถือมีผลทำให้สมองตื่นตัวเหมือนเวลาที่เราดื่มกาแฟ ทำให้ไม่รู้สึกง่วงนอน
ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว
นอกจากนี้เรายังพบว่าทุกครั้งที่มีการใช้โทรศัพท์มือถือจะมีการแผ่รังสีไปทางเสาอากาศ
ซึ่งรังสีตัวนี้เป็นชนิดเดียวกับรังสีที่เราใช้ในเตาไมโครเวฟเพียงแต่มีประมาณน้อยกว่ามาก
แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่อ้างอิงถึงผลกระทบที่เกิดจากการส่งผ่านความร้อนผ่านสมองของมนุษย์ขณะคุยโทรศัพท์ว่า
มีอันตรายมากน้อยเพียงใด
นอกจากอันตรายโดยตรงที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือแล้ว ยังมีอันตรายทางอ้อมด้วย
เนื่องจากปัจจุบันการซื้อขายโทรศัพท์มือถือมือสองเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ไม่มีการตรวจสอบใดๆ
จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพหันมาสนใจแหล่งทำเงินแหล่งใหม่นี้กันมาก เพราะมือถือเป็นสิ่งที่ฉกฉวยได้ง่าย
แต่บางครั้งก็ทำให้ผู้เป็นเจ้าของได้รับอันตรายได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นเด็กๆ ที่ยังขาดวุฒิภาวะในการระแวดระวังภัย
ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่านัก
ซื้อหรือไม่ซื้อดีนะ ?
บ่อยครั้งที่การตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูกมีสาเหตุมาจากการรบเร้าของเจ้าจอมวุ่น
เมื่อลูกรบเร้ามากๆ เข้า จะเพราะต้องการตัดความรำคาญหรือตามใจลูกก็ตาม
คุณจึงยอมควักกระเป๋าซื้อโทรศัพท์ให้เพื่อสนองความพอใจของเขา แต่ภายหลังคุณอาจจะต้องมานั่งหนักใจ
ในการตัดสินใจของตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อคุณคิดจะซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูกควรพิจารณาให้รอบคอบ
ก่อนการตัดสินใจนะคะ
ควรซื้อถ้า...
- ลูกของคุณโตพอที่จะรับผิดชอบสิ่งของมีค่าและรู้จักดูแลตัวเองได้
- เจ้าจอมวุ่นของคุณมีโรคประจำตัว เช่น โรคลมบ้าหมู ซึ่งอาการอาจจะกำเริบขึ้นมาเมื่อใดก็ได้
จึงควรมีโทรศัพท์ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
- ลูกต้องเดินทางไปโรงเรียนเอง ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ขึ้นได้ระหว่างทาง
- คุณไม่มีเวลาดูแลเจ้าจอมวุ่นด้วยเหตุจำเป็นบางประการ การซื้อโทรศัพท์มือถือให้ก็จะช่วยให้ลูกไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
เพราะคุณสามารถติดต่อกับลูกได้ตลอดเวลา (แต่ทางที่ดีควรมีเวลาให้ลูกจะดีกว่านะคะ)
ไม่ควรซื้อถ้า...
- ลูกอยากมีโทรศัพท์มือถือเหมือนเพื่อนๆ
- ลูกอยากเล่นเกมที่มีในโทรศัพท์มือถือ
- อยากได้เพราะอิทธิพลของโฆษณา
งบจะบานปลายไหมถ้าให้ลูกใช้โทรศัพท์มือถือ
นอกจากข้อควรพิจารณาก่อนการตัดสินใจซื้อดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คุณควรคำนึงถึงก็คือ
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อคุณตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูก คุณต้องพิจารณาตั้งแต่การเลือกซื้อตัวเครื่อง
ว่ารุ่นไหนที่เหมาะกับการใช้งานสำหรับเด็ก ซึ่งเครื่องที่เหมาะกับเด็กนั้นควรมีคำสั่งการใช้งานไม่มาก
ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน นอกจากนั้นก็ต้องพิจารณาว่าจะให้เจ้าจอมวุ่นใช้บริการแบบเหมาจ่ายรายเดือน
หรือใช้แบบเติมเงินดี ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์และพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของลูกด้วย
อิทธิพลของสื่อก็มีผลต่อพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของลูกด้วยเหมือนกัน เพราะโทรศัพท์มือถือจะมีริงโทนใหม่ๆ
มีเกมที่หลากหลายมาล่อใจให้ลูกค้าวัยเด็กต้องควักกระเป๋า (พ่อแม่) จ่าย ซึ่งก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายได้
วิธีง่ายๆ ช่วยประหยัดงบไม่ให้บานปลาย
- หากให้ลูกใช้บริการแบบเหมาจ่ายควรตั้งระบบจำกัดการโทรออกให้อยู่ในงบที่ตั้งไว้
- หากใช้ระบบเติมเงิน ก็ควรเติมให้ในงบที่จำกัด ถ้าใช้เกินงบลูกต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
โดยคุณอาจจะเติมเงินให้เดือนละครั้งและให้ลูกจัดสรรการโทรเองให้ได้ตามเวลาที่กำหนด
- ควรสอนลูกให้ใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น ไม่คุยพร่ำเพรื่อ
- ควรสอนให้ลูกรู้จักประหยัด ไม่สิ้นเปลืองเงินทองไปกับเกมหรือการโหลดริงโทน
- การสอนให้ลูกใช้โทรศัพท์มือถืออย่างถูกวิธีจะช่วยยืดอายุการใช้งาน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง
- สอนให้ลูกรู้จักรักษาของไม่วางทิ้งเกลื่อนกลาดอาจจะทำให้โทรศัพท์สูญหายได้
ใช้โทรศัพท์มือถือยังไงให้ปลอดภัยไว้ก่อน
ถึงแม้ว่าผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือจะมีอยู่มากมายหลายประการ
แต่บางครอบครัวก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมือถือให้ลูกวัยเรียนใช้
หากคุณพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นมากพอที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูกเราก็มีหลักการง่ายๆ
ในการใช้โทรศัพท์มือถือให้ปลอดภัยมาฝากค่ะ
- ใช้อุปกรณ์ Hand Free ทุกครั้งเพื่อให้โทรศัพท์มือถืออยู่ห่างจากสมองให้มากที่สุด
- ขณะที่มีสายเรียกเข้าควรกดรับสายให้ห่างจากตัวสักพักแล้วค่อยนำโทรศัพท์มาแนบหู
เพราะขณะที่มีสายเรียกเข้าเป็นเวลาที่คลื่นแม่เหล็กจากโทรศัพท์มีพลังแรงมากที่สุด
- อย่าติดหรือแขวนโทรศัพท์ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะคลื่นรังสีจะแผ่มาถูกอวัยวะที่สำคัญ
โดยเฉพาะกระดูกซึ่งมีไขกระดุกซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดต่างๆ อยู่ เช่น กระดูกเชิงกราน
และกระดูกที่หน้าอก (สเตอร์นัม) อาจทำให้มีผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวได้
- ไม่ควรซื้อโทรศัพท์มือถือที่มีราคาแพงให้เด็กใช้
- ควรสอนให้ลูกรู้จักเก็บโทรศัพท์มือถือให้มิดชิด จะได้ไม่เป็นที่ล่อตาล่อใจของเหล่ามิฉาชีพ
- ถ้าเป็นไปได้ควรใช้โทรศัพท์มือถือให้น้อยที่สุด และไม่ควรคุยติดต่อกันครั้งละนานๆ
- ควรตรวจสอบข้อมูลของโทรศัพท์มือถือแต่ละรุ่นให้ละเอียดก่อนการตัดสินใจซื้อ
วิธีการปฏิบัติก่อนมือถือหาย
โทรศัพท์มือถือแต่ละเครื่องไม่ว่าจะระบบไหนจะมี Serial Number ของตัวเองเหมือนกับเลขประจำตัวประชาชน
ถ้าต้องการทราบว่าเป็นเบอร์อะไร ให้กด *#06# แล้วจะมีรหัส 15 หลักปรากฏขึ้นมาให้เห็น
คุณควรจะบันทึกรหัสนั้นไว้และหากโทรศัพท์มือถือเกิดการสูญหายให้โทรไปบอก Service Provide
แล้วแจ้งหมายเลขรหัส 15 หลักนั้น เพื่อที่จะบล็อคการใช้โทรศัพท์ ซึ่งจะทำให้โทรศัพท์ที่หายไปหรือถูกขโมยไป
ไม่สามารถใช้ได้ถึงแม้จะเปลี่ยน Sim Card แล้วก็ตาม วิธีนี้จะส่งผลให้การขโมยโทรศัพท์มือถือไปขายลดลงได้ในที่สุด
เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีนั้นๆ อย่างขาดความเข้าใจ
และไม่เหมาะสมก็อาจจะส่งผลร้ายต่อตัวคุณและคนที่คุณรักได้ การศึกษารายละเอียดการใช้ให้ถ่องแท้
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณใช้เทคโนโลยีนั้นๆ ได้อย่างปลอดภัย และได้รับประโยชน์สูงสุด
คุณไม่ควรปล่อยให้ความเสี่ยงใดๆ ที่เกิดจากอุปกรณ์ที่ใช้ย้อนกลับมาทำร้ายคุณได้เพียงเพราะความประมาท
และขาดการศึกษาหาข้อมูล โดยเฉพาะกับลูกที่เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ ยังไงก็อย่าให้เสี่ยงเลยค่ะ
(update 21 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]
|