ลำบากก่อนสบายทีหลัง


มีเด็กจำนวนน้อยคนมากที่รู้ว่า ควรทำอะไรก่อนอะไรหลัง นั่นคือควรลำบากก่อนสบายทีหลัง หากเป็นวัยเรียนควรเรียนหนังสือก่อนแล้วจึงไปเล่นทีหลัง หากเป็นวัยเพิ่งเรียนจบ ควรเก็บหอมรอมริบก่อนแล้วจึงเที่ยวทีหลัง

นอกจาก “ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว” และ “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” แล้ว จริยธรรมอีกข้อที่เด็กๆ ควรมีคือ “ลำบากก่อนสบายทีหลัง”

ทุกเช้าขณะขับรถไปทำงาน ผมต้องผ่านโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งก่อนที่จะผ่านกลุ่มโรงเรียนมัธยม อาชีวะ ช่างกล และพาณิชย์ นักเรียนประถมตัวเล็กๆ เดินตามคุณพ่อคุณแม่ข้าโรงเรียนอย่างว่านอนสอนง่าย บางคนเดินมากับเพื่อนเป็นกลุ่มสี่ห้าคนก็เข้าโรงเรียนทันทีดูน่ารัก

ขณะที่กลุ่มนักเรียนมัธยมจะยืนจับกลุ่มกันบริเวณหน้าโรงเรียนค่อนข้างมาก บ้างก็สูบบุหรี่ บ้างก็ตะโกนแซวเพื่อนหน้าสวยที่เดินผ่านมา นักเรียนสาวบางคนกำลังแต่งหน้าทาปาก บ่อยครั้งเห็นยืนคุยกะหนุงกะหนิงกันเป็นคู่ๆ

”พวกนี้จบแล้วทำงานอะไรบ้าง” ผมรำพึงบ่อยครั้ง
”ไม่มีอะไรจะทำ” คนข้างๆ ตอบ
เย็นวันหนึ่งผมถามลูกสาวซึ่งเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน
”จะทำอะไรต่อคร้าบ” คุณพ่อถามเรียบร้อย
”ฆ่าเวลา” ลูกสาวตอบยิ้มๆ “ถ้าไม่ฆ่าก็ปล่อยมันผ่านไป”

ระหว่างชั้นประถมถึงชั้นมัธยมคงจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ อะไรบางอย่างนั้นทำให้เด็กประถมน่ารัก ที่เดินเข้าโรงเรียนตอนเช้ากลายเป็นมัธยมน่าเกลียดที่ยืนเกะกะหน้าโรงเรียนไปได้ อะไรบางอย่างนั้นไม่ปรากฏในตำรา ไม่มีคำศัพท์เรียกหาโดยเฉพาะ อะไรบางอย่างนั้นผมสมัครใจจะเรียกว่า “รักสนุกยิ่งๆ ขึ้นไป”

อันที่จริงเรารักสนุกตั้งแต่เกิด ตำราเขียนว่าเด็กๆ เป็นพวกรักสนุก จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็เพื่อความสนุกสะดวก สบาย เอาความสุขเป็นที่ตั้ง โตขึ้นมาแล้วต่างหากที่รู้จักใช้เหตุใช้ผล คิดหน้าคิดหลัง รู้ว่าควรทำอะไรก่อน ควรทำอะไรหลัง

แต่ภาพที่เห็นในบ้านเรานั้นมิใช่ ผมสังเกตว่ามีเด็กจำนวนน้อยคนมากที่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลัง นั่นคือควรลำบากก่อนสบายทีหลัง หากเป็นวัยเรียนควรเรียนหนังสือก่อนแล้วไปเล่นทีหลัง หากเป็นวัยหนุ่มสาว คิดตั้งตัวควรทำการค้าขนาดเล็กก่อนแล้วจึงขยายภายหลัง

ส่วนใหญ่ที่พบนั้นรักสบายตั้งแต่ต้น เล่นมากกว่าเรียนจนไม่มีอนาคต เพิ่งทำงานได้เงินเดือนสี่พันก็รังเกียจงานของตนเองเพราะไม่พอกินพอดื่ม จบมาใหม่ๆ ก็คิดกู้เงินลงทุนสถาปนาตนเองเป็นเถ้าแก่ตั้งแต่วันแรก

ลักษณะที่ไม่ยอมเผชิญหน้าความยากลำบากเช่นนี้เกิดจากคุณพ่อคุณแม่มิได้ฝึกเด็กๆ ตั้งแต่ยังฝึกได้ คงเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่รักลูก และคุณพ่อคุณแม่มีเงินมากพอที่จะซื้อความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ลูกได้ แต่การไม่ฝึกให้เด็กเผชิญหน้าความยากลำบากเลยนั้นน่าจะเป็นการทำร้ายเด็กในระยะยาว

พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าต้องแกล้งเด็กให้ยากลำบาก ที่จริงแล้วในชีวิตประจำวัน มีเหตุการณ์มากมายที่เด็กๆ ต้องเผชิญความยากลำบากโดยธรรมชาติ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ยินดีให้ลูกเผชิญความยากลำบากและช่วยเหลือตนเอง

ยังมีอีกสถานการณ์หนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักลืมฝึกเด็กนั่นคือ
ความสามารถที่จะถอนตัวจากความสนุก ชื่อยาวจัง เรียกสั้นๆ ว่า “หยุดสนุก” ก็ได้

ผมสังเกตเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้จากงานปาร์ตี้วันเกิดที่เด็กๆ ชอบจัดกัน เด็กหลายบ้านไร้ความสามารถที่จะถอนตัวออกจากงานกลับบ้านไปนอนทั้งๆ ที่วันรุ่งขึ้นเป็นวันเรียน บางครั้งถึงกับเป็นวันสอบ ขณะที่เด็กบางคนจะอยู่ร่วมงานพอสมควรแก่เวลาแล้วถอยกลับบ้าน ไปอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ

ปรากฏการณ์ที่เห็นกันทั่วไปคือเรื่องเล่นเกม แช็ตกับเพื่อน หรือคุยโทรศัพท์ ประเด็นวันนี้มิใช่เรื่องติดหรือไม่ติด มีวินัยหรือไม่มีวินัย แต่ขอให้สังเกต “ความสามารถที่จะถอนตัวจากความสนุก” หรือ “หยุดสนุก” ว่าเด็กๆ แต่ละคนมีไม่เท่ากัน

เรื่องนี้ยากนะครับ ใครๆ ก็ชอบสนุกเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความสามารถที่จะถอนตัวจากความสนุก ตรงหน้ามิใช่เรื่องธรรมดา ต้องการวุฒิภาวะ ความมีวินัยในตนเอง และต้องการความสามารถในการคาดการณ์อนาคตด้วย

พ่อบ้านคนหนึ่งพาตนเองไปติดเชื้อเอดส์ก็เพราะขาดความสามารถที่จะถอนตัวจากความสนุกตรงหน้า คล้ายๆ กับที่เด็กมัธยมยืนแกร่วหน้าโรงเรียนตอนเช้า เลิกเรียนไม่กลับบ้านไปงานเลี้ยงแล้วไม่ยอมเลิก เล่นเกมแล้วถอนตัวไม่ออก

”พรุ่งนี้ไม่มีวิชาสำคัญนี่นา” ลูกชายผมขออนุญาตขาดเรียนในวันรุ่งขึ้น
”ไม่มีสอบเก็บคะแนนด้วยนะ” ลูกสาวร่วมเจรจาต่อรอง
”ไม่เกี่ยวนี่นา เรามีหน้าที่ไปเรียน” ผมพูดสั้นๆ
”จ๊อดก็ไม่กลับนะ อี๊ดเขาก็ไม่กลับ อยากดูรอบชิงครับ” ลูกชายขอร้องต่อ
”เค้าไม่กลับก็เรื่องของเค้า พวกเรากลับเถอะ ป๊าม้าก็ต้องไปทำงานตามปกติ” คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่สอนให้เด็กรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง แสดงให้ดูว่าตนเองก็ต้องรับผิดชอบงานของตนเองด้วย
”อยากดูรอบชิง” ลูกสาวเสียงอ่อย
”จะได้ดูแน่ ยังจะมีอีกหลายครั้ง แต่ตอนนี้พวกเราต้องไปทำงานและไปโรงเรียน” คุณแม่ว่า

เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะมอบความสามารถที่จะถอนตัวจากความสนุกให้แก่ลูกๆ เพราะในอนาคตยังจะมีเรื่องยั่วยวนชวนสนุกอีกมาก

สอนลูกให้รู้ว่าไม่ต้องห่วงเลยว่าชีวิตจะไม่มีความสนุก แต่ความสนุกนั้นต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต


(update 14 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา.. kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 ตุลาคม 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600