มีสาเหตุอีกมากมายที่จะทำให้หูของเราย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นการฟังซาวนด์อะเบาต์
ชอบเปิดเพลงดังๆ ฟังในรถในห้อง หรือที่บ้าน ล้วนมีผลกระทบต่อหู
คงไม่สายเกินไปนะคะ ถ้าจะขอเท้าความถึงพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงกล่าว
ถึงเรื่องอาการหูตึงตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยอันควรของเด็กๆ วัยโจ๋ เพราะชอบเข้าไปฟังเพลงดังๆ
ในดิสโกเทกและเพียงชั่วข้ามคืนกระแสเสียงอันทรงพลังนี้ก็ได้สั่นคลอนให้ผู้มีหน้าที่ในบ้านเมือง
ต้องรีบรุดไปตรวจสอบ และดูแลควบคุมเสียงในสถานบันเทิงกันจ้าละหวั่น
นับเป็นโชคดีของวัยรุ่นไทยจริงๆ ค่ะ เพราะคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
ถ้าเด็กๆ จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังบ่อยๆ
เพราะนั่นคือการสร้างภาวะสุ่มเสี่ยงต่ออาการหูตึงก่อนวัยอันควรให้กับตัวเอง
เนื่องจากหูคนเรานั้นมีความอดทนต่อเสียงในขอบเขตที่จำกัด
เสียงเบาเกินไปก็ไม่ได้ยิน แต่ถ้าดังเกินขนาดก็จะทำให้เซลล์ขนซึ่งเป็นประสาทรับเสียงเสื่อมเอาง่ายๆ
และเมื่อเซลล์ขนเริ่มเสื่อมความสามารถในการฟังจะลดลงไปเรื่อยๆ แรกๆ อาจจะแค่หูตึง
และถ้าเรายังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังๆ เช่นนั้นอยู่อีก
เซลล์ขนก็อาจถึงขั้นตายจนทำให้หูของเราหนวกจนหมดโอกาสรักษา
สำหรับหนุ่มสาววัยโจ๋ที่ไม่ได้แวะเวียนเข้าไปในดิสโกเทกก็อย่าเพิ่งเบาใจไปค่ะ
เพราะยังมีสาเหตุอีกตั้งมากมายที่จะทำให้หูของเราย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นการฟังซาวนด์อะเบาต์
ชอบเปิดเพลงดังๆ ฟังในรถ ในห้อง หรือที่บ้านล้วนมีผลกระทบต่อหู
ขนาดคนที่ใช้สมอลทอล์กจากโทรศัพท์มือถือก็ยังมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า
จะมีโอกาสหูตึงมากกว่าคนไม่ใช้ !!
แค่หูก็ว่าน่าเป็นห่วงแล้ว แต่เชื่อไหมคะว่า การฟังเพลงดังๆ เกินขนาดอย่างนี้ยังมีผลทำให้เราเกิดอาการแน่นหน้าอก
ปอดแฟบ และหายใจไม่ออกได้อีกต่างหาก ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีงานวิจัยในเรื่องนี้ออกมาแล้วว่า
การฟังเพลงดังๆ ที่มีเสียงเบสหนักๆ เพราะความสะใจในอารมณ์ บางรายถึงขนาดแต่งรถประกวดความดัง
ของเครื่องเสียงซึ่งกำลังเป็นเรื่องฮิตในหมู่วัยรุ่นบางกลุ่มที่พอมีฐานะ คือปัญหาของการฟังเสียงที่ดังเกินขนาดจนทำให้เกิดผลกระทบต่อหู
โดยอาจทำให้หูหนวก หูตึง ไม่ได้ยินเสียงพูดในระดับปกติ ซึ่งขณะนี้คนทั่วโลกกำลังประสบปัญหานี้นับล้านคน
นอกจากนี้การฟังเสียงเพลงดังๆ ยังทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นไม่ปกติ และเมื่อเร็วๆ นี้
วงการแพทย์ในต่างประเทศยังค้นพบอีกว่าการฟังเพลงที่เปิดดังมากๆ มีส่วนทำให้ปอดแฟบ
และเมื่อเนื้อปอดไม่สามารถขยายได้ก็จะทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก
คุณนิตยา จันทร์เรือง มหาผล โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าว พร้อมยกตัวอย่างจากงานวิจัยให้ฟังว่า
มีวัยรุ่นชาย 4 คนในอเมริกาเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หลังจากฟังเพลงที่มีเสียงดังมากๆ
โดย 3 คนเกิดระหว่างดูคอนเสิร์ต ส่วนอีก 1 คนเกิดขณะฟังเพลงในรถยนต์ของตัวเองที่ติดตั้งเสียงเบสขนาด 1,000 วัตต์
แพทย์บอกว่าอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกนี้มาจากการเกิดลมในเยื่อหุ้มปอด ส่งผลให้ปอดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ลมในเยื่อหุ้มปอดนี้เป็นผลที่เกิดจากเสียงความถี่ของเบส ซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่มีความทุ้มและหนัก
เมื่อฟังแล้วทำให้รู้สึกสั่นสะเทือนไปทั้งตัว น้ำในปอดก็จะสั่นสะเทือนไปด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุให้ปอดฉีกได้
ซึ่งข้อมูลนี้ก็ตรงกับทางวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าคลื่นเสียงจัดเป็นพลังงานที่สามารถรบกวนระบบการทำงานของร่างกายได้
ขณะเดียวกันวงการแพทย์ก็ระบุว่า หากคนเราอยู่ในที่ที่มีเสียงดังมากๆ นานๆ จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง
และหัวใจขาดเลือดตามมาได้ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าว
เห็นไหมคะว่า เสียงดังๆ เกินขนาดมันสร้างมหันตภัยร้ายให้กับเราได้มากแค่ไหน
ใครมีลูกวัยรุ่นก็ช่วยดูแลตักเตือนกันหน่อย เพราะเจ้าตัวจะรู้เองคงลำบาก
ก็แหม...กำลังอยู่ในวัยกำลังแสวงหาความมันส์อย่างนี้ อารมณ์มักจะพาไปเสียเยอะ
แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีเหตุผลดีๆ มาบอกว่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพขนาดนี้ เขาต้องฟังแน่นอน
ก็ใครล่ะ... จะอยากเป็นคนหูตึง ปอดแฟบจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ว่าไหมคะ
(update 14 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 109 เมษายน 2548 ]
|