พ่อ แม่ หลายคนคงเคยบ่นลูก ๆว่า
ทำไมถึงใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบนี้
รู้จักประหยัดบ้างสิ ยังหาเงินเองไม่ได้ ช่วยประหยัดก็ยังดี
และลูกหลายคนก็มักจะตอบพ่อแม่ว่า ก็หาเงินจากพ่อและแม่ไง หรือบางคนที่เจ้าเล่ห์หน่อยก็จะบอกว่า
ใครว่าหาเงินไม่ได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้เงินค่าจ้างที่แม่ให้หนูไปเรียนหนังสือ
ที่ยกเรื่องนี้มาเขียนก็เพราะนึกถึงตอนที่ไปสอนวัยรุ่นเรื่อง 'ก่อร่างสร้างตัว'
ลักษณะของกิจกรรมเป็นการถามคำถามเกี่ยวกับเงินที่เด็กได้รับ หรือหาได้ในช่วงที่เรียนหนังสืออยู่
ส่วนใหญ่ของคำตอบก็หนีไม่พ้นที่พ่อแม่หลายคนเคยได้ยินมากนัก แต่จะมีที่ฟังแล้วต้องสะดุดและเก็บเอามาคิดต่อ
เช่น เอาของเล่นของสะสมที่เบื่อแล้วไปขายเพื่อนๆ รับจ้างนวดขา นวดแขนให้คุณปู่คุณย่า
รับจ้างล้างจานให้กับพ่อแม่ที่ขายอาหาร ได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากที่พ่อกับแม่ฝากไว้ให้
จากตัวอย่างของคำตอบที่ยกมานี้ หากลองวิเคราะห์ถึงคำตอบที่ได้รับมาคงพอจะคาดการณ์ได้ว่า
ผู้ที่ตอบคำถามต่างๆ กันนี้ มีความสนใจหรือถนัดด้านใด
คนที่ตอบว่าจะเอาของสะสมไปขาย คนนี้มีแววเป็นพ่อค้า เจ้าของกิจการ หรือถ้าไกลไปกว่านั้นก็เป็นนักธุรกิจ
ส่วนน้องที่รับจ้างนวดแขนขาให้คนสูงอายุ หรือล้างจานช่วยพ่อกับแม่ เมื่อเรียนจบบางคนอาจจะไปประกอบอาชีพ
เป็นพนักงานบริษัทมีเงินเดือน หรือรายได้ประจำ บางคนอาจคิดต่อยอดในสิ่งที่ตัวเองทำในปัจจุบันให้กลายเป็นธุรกิจได้
แต่อย่างน้อยที่สุด ก็แสดงความรู้จักขวนขวายหารายได้เป็นของตนเอง
คำตอบสุดท้ายที่ว่ามีดอกเบี้ยเป็นรายได้ เท่ากับกำลังมีประสบการณ์ของนักลงทุน
ที่รู้จักทำเงินให้งอกเงยโดยใช้เงินต่อเงิน
การวิเคราะห์นี้ไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่า เด็กจะได้เป็นเถ้าแก่ หรือลูกจ้าง หรือรู้จักลงทุนในอนาคตอย่างแน่นอน
แต่เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่สามารถนำไปใช้ต่อยอดพูดคุยกับวัยรุ่น ให้เขาได้รู้จักว่าเงินที่ได้รับมานั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร
มีข้อดีข้อเสียอย่างไร อาจจะใช้วิธีการถามแล้วให้เขาตอบ โดยตัวอย่างคำถามได้แก่ ถ้าเอาของเล่นหรือของสะสมมาขาย
ตอนซื้อมาซื้อเท่าไหร่แล้วคิดว่าจะตั้งราคาขายเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วได้กำไรหรือขาดทุน ?
คำถามนี้เด็กอาจจะตั้งราคาที่ทำให้ได้กำไร หรือขาดทุน ขึ้นกับสิ่งของที่เขาเอามาขาย
เพราะบางคนเอาหนังสือการ์ตูนที่อ่านแล้วมาขาย ก็คงตั้งราคาต่ำกว่าราคาซื้อ ถ้ามองในรูปตัวเงินก็คงบอกว่าขาดทุน
แต่ถ้าคิดอีกมุมมองก็ต้องบอกว่ามีกำไรจากการได้อ่านหนังสือก่อนคนอื่น แต่หากนำแสตมป์ที่เป็นที่นิยม
หรือหายากมาขาย ก็คงมีคนแย่งกันซื้อทำให้ได้ราคาดีกว่าที่ซื้อมาตอนแรก ซึ่งกำไรที่ได้คือเงินที่ได้จากการขายแสตมป์
สำหรับคนที่ตอบว่าได้รับค่าจ้างจากการทำงาน อาจจะถามว่า ได้รับค่าจ้างเท่าไหร่ ได้รับบ่อยแค่ไหน
จำนวนเงินที่ได้รับเท่ากันทุกครั้งรึเปล่า เป็นต้น ในใจของผู้ถามควรจะมีคำตอบที่จะชี้ต่อไปถึงที่มาของรายได้ให้ลูกๆ
ได้เข้าใจด้วย
ในภาพกว้างๆ รายได้มีที่มาจากกำไรในการประกอบการ เงินเดือน หรือค่าจ้างจากการขายแรงงาน
(ทั้งแรงกายหรือแรงสมอง) ผลตอบแทนจากเงินลงทุน และอีกรายการหนึ่งคือ กำไรจากการเป็นเจ้าของกิจการ
จากคำถามต่างๆ ที่ถามออกไปให้เด็กได้คิดต่อกันแล้ว สิ่งที่สำคัญและไม่ควรจะลืมก็คือ
เงินที่ได้มานั้นเขาตั้งเป้าไว้หรือยังว่าจะใช้เงินไปทำอะไร จะเอาไปลงทุนต่อแบบการใช้เงินต่อเงิน
จะเอาไปซื้อของที่ตัวเองอยากได้ หรือจะเอาไปลงทุนทำธุรกิจจิ๋วๆ ของตัวเอง
งานวิจัย 'เข้าใจวัยจ๊าบ' ของสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย (TMRS)
ที่พบใน www.bunditcenter.com ที่สำรวจว่าอาชีพที่ใฝ่ฝันของวัยรุ่นยุคนี้คืออะไร
เพื่อให้เข้าใจวัยรุ่นสมัยนี้ว่าอยากจะทำอะไรในอนาคต โดยสำรวจจากกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นชาย-หญิงจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย
อายุ 13-18 ปี กำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับอุดมศึกษา รวมทั้งสิ้น 1,200 คน
ผลการสำรวจสรุปว่า วัยรุ่นต้องการมีธุรกิจส่วนตัวมากที่สุดคือ ร้อยละ 11 ด้วยเหตุผลเรื่องความเป็นอิสระ
ซึ่งเท่ากับอาชีพตำรวจโดยให้เหตุผลว่าต้องการกำจัดคนชั่วช่วยเหลือผู้อื่น และการที่อยากเป็นเหมือนกับพ่อ
หรือญาติของตน รองลงมาคือ ทหารและครู คือร้อยละ 9 ถัดมาเป็น พยาบาลและหมอ และสุดท้ายคือวิศวกร
ถ้าสังเกตถึงอาชีพที่วัยรุ่นใฝ่ฝันตามที่สำรวจมา กับตอนที่ไปสอนเด็กที่โรงเรียน มีสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือ
สิ่งแวดล้อมรอบตัวมีผลต่อความคิดของเด็ก โดยเฉพาะอาชีพของพ่อและแม่ หรือญาติที่สนิทจะมีผลอย่างมาก คือ
ถ้าพ่อและแม่เป็นเจ้าของธุรกิจ คำตอบของเด็กมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับสิ่งที่เด็กเห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว
เช่น การเจรจาธุรกิจ การซื้อ การขายสินค้า เหมือนกับภาษิตที่กล่าวว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น
ดังนั้นหากเรารู้จักเชื่อมโยงคำถามคำตอบที่เราได้ยินได้ฟังจากวัยรุ่นเหล่านี้ เราย่อมรู้จักเขามากขึ้น
และสามารถทำความเข้าใจในตัวเขาได้มากขึ้นว่า อยากจะทำอะไร อยากได้อะไร
และเขามีความคิดเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวอย่างไร เพื่อจะได้ให้การดูแล อบรมสั่งสอนให้เขาเติบโตอย่างงดงาม
เปรียบเสมือนคนดูแลต้นไม้ที่คอยดูแลรักษาให้ต้นกล้าต้นเล็กๆ ได้เติบโต เป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงต่อไป
ไม่ว่าเขาจะหล่นลงมาใต้ต้น หรือว่าปลิวไปไกลสักหน่อย
(update 5 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 สิงหาคม 2548 ]
|