อุบัติเหตุหรือครับ ผมถามเด็กชายคนหนึ่ง อันที่จริงดูภายนอกเขาเป็นหนุ่มแล้ว
อายุจริงก็ต้องเกิน 15 ปีแล้ว เพราะตอนนี้เขากำลังนอนซมอยู่บนเตียงผู้ป่วยในวอร์ดอายุรกรรม
ครับ เขาตอบสั้นๆ เพราะพยายามกลั้นร้องไห้
อยากเล่ามั้ย ผมชวนคุย ในมือเตรียมกระดาษทิชชูพร้อมแล้ว
เขาเรียนชั้นมัธยมปีที่สี่ ช่วงปิดเทอมกลางเดือนตุลาคมเขาพาเพื่อนซ้อนมอเตอร์ไซค์สองคน
รวมตัวเขาเป็นสามคนไปเที่ยวกัน ท้ายรถบรรทุกสิบล้อปัดมาถูกเขากระเด็นตกถนนไป
เพื่อนสองคนบาดเจ็บไม่มาก แต่ตัวเขากระดูกสันหลังหักเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างนับแต่วันนั้น
ระหว่างการรักษาก็ยังโชคไม่ดีมีปอดอักเสบแทรกซ้อนอย่างรุนแรงถึงกับต้องเจาะคอช่วยหายใจ
หลังจากนั้นชีวิตก็เวียนว่ายเข้าออกโรงพยาบาล
เพื่อนๆ มาเยี่ยมในเดือนแรกๆ จากนั้นก็ทยอยหายไป เหลือแต่พ่อแม่และน้องชายอีกคนที่เทียวรับส่ง
และอยู่เป็นเพื่อน... เขาบอกว่าอยากตาย
ผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศได้เพียงหนึ่งวันก็ถูกตามมาดูเด็กคนนี้
ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์อีกเรื่องหนึ่งที่ผมพบในรถไฟใต้ดินที่ต่างประเทศ
ขณะที่ผมนั่งอยู่กับเพื่อนผู้หญิงคนเอเชียด้วยกันในรถไฟใต้ดิน หญิงสาวผิวดำคนหนึ่งเข็นรถเด็กขึ้นรถไฟ
บนรถเป็นเด็กตัวน้อยอายุประมาณเจ็ดแปดเดือน เขาส่งเสียงอ้อแอ้ไม่หยุดปาก
มือขวามือซ้ายวางไว้ข้างตัวสังเกตว่าขยับนิ้วไปมา คุณแม่ยืนอยู่ไม่รู้ว่าฮู้ดที่สวมศีรษะของเขา
ได้เลื่อนมาปิดตามิดไปหนึ่งข้าง ตอนนั้นเด็กใช้ตาเดียวมองมาที่เพื่อนผู้หญิงซึ่งนั่งข้างๆ ผม
เพื่อนก็เล่นหน้าเล่นตากับเขาเป็นที่สนุกสนาน ส่วนผมเอาแต่ดูว่าเมื่อไรเด็กถึงจะยกมือมาจับฮู้ด
ที่บังตาข้างหนึ่งนั้นออกเสียที
สองคนเล่นกันนานโดยเด็กน้อยใช้ตาเพียงข้างเดียวอยู่เช่นนั้น
จนกระทั่งถึงสถานีที่คุณแม่เข็นรถเข็นเด็กลงจากรถไฟ เด็กน้อยจึงยกมือซ้ายขึ้นบ๊ายบาย
เพื่อนของผมอย่างคล่องแคล่ว นั่นแปลว่าเขาใช้มือได้
เพราะอะไรเด็กอายุเจ็ดแปดเดือนจึงไม่ใช้มือเอาฮู้ดที่บังตาออก ผมคิดคำตอบได้จำนวนหนึ่ง
ว่าจะเอาไว้ออกข้อสอบนักศึกษา แต่คำตอบเหล่านั้นมิได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะพูดกันวันนี้
ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพื่อเน้นย้ำว่า ณ อายุหนึ่งๆ เด็กคนหนึ่งทำอะไรได้เพียงบางอย่าง
และจะไม่มีวันทำอะไรบางอย่าง แม้ว่าจะมีความสามารถทำได้ก็ตาม
เด็ก ม.4 นั้นขับรถได้แน่นอน แต่ไม่มีวันที่เขาจะมีวุฒิภาวะมากพอที่จะขับรถได้
เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่ยืนกุญแจรถให้เด็กที่ยังไม่มีใบขับขี่ หรืออนุญาตให้เด็กขับรถออกจากบ้าน
จึงเท่ากับยื่นโลงศพให้ลูกฉันนั้น
ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือจักรยานยนต์ก็ตาม
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือความรับผิดชอบ ผมยกตัวอย่างกรณีเด็กที่พาเพื่อนซ้อนท้ายไปล้มให้ฟัง
แต่เพื่อนไม่เจ็บมากเท่าตนเอง เพราะต้องการชี้ว่าความรับผิดชอบที่เราคาดหวังคือความรับผิดชอบต่อตนเอง
พูดให้เฉพาะเจาะจงคือต่อชีวิตของตนเอง
คุณพ่อคุณแม่ที่ยื่นกุญแจให้ลูกนั้นควรรับผิดชอบชีวิตลูกนั้นแน่นอน
ลูกของเราพาคนอื่นไปบาดเจ็บควรรับผิดชอบก็เรื่องหนึ่ง ขี่รถมอเตอร์ไซค์ต้องใส่หมวกกันน็อกก็อีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องเหล่านี้พูดกันมาหลายครั้งแล้ว
แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือต้องรู้จักรับผิดชอบชีวิตของตนเอง คนที่ไม่รักตนเองแล้วจะรักคนอื่นได้อย่างไร
ไม่รักตนเองก็คือรักคนอื่นไม่เป็น นั่นคือรักคุณพ่อคุณแม่ไม่เป็น
คนที่รักตนเองไม่เป็นนั้อธิบายได้ว่าเพราะยังไม่มี 'ตนเอง' ให้รัก นั่นก็เป็นเพราะจิตใจยังพัฒนาตัวตนไม่สมบูรณ์
เมื่อตัวตนยังไม่ชัดจึงไม่รู้จักรักและรับผิดชอบตนเองมากเท่าที่คนที่มีวุฒิภาวะแล้วเขาเป็นกัน
เวลาเด็กบาดเจ็บ เขาจะไม่มีทางรู้เลยว่าใครที่ 'เจ็บ' กว่า
เหตุผลนั้นชัดเจนมาก เพราะเขายังเป็นผู้ใหญ่ไม่พอนั่นคือยังมีวุฒิภาวะไม่พอ
เด็กคนนี้มิเพียงบาดเจ็บแต่จะต้องเป็นอัมพาตตั้งแต่ยังไม่จบมัธยม หัวอกคุณพ่อคุณแม่จะไปเหลืออะไร
ก่อนที่เขาจะพาตัวเองไปล้มเขาไม่มีทางรู้เลยว่า ถ้าเขาเจ็บใครที่จะเจ็บกว่า
เมื่อเขานอนเจ็บมาได้ห้าเดือนเขาคิดอยากตาย เรียกว่าจนป่านนี้แล้วเขาก็ยังไม่รู้เลยว่า
ใครจะเสียใจมากที่สุดหากเขาฆ่าตัวตาย เหตุผลก็คือ เขายังเป็นผู้ใหญ่ไม่พอ นั่นคือยังมีวุฒิภาวะไม่พอ
ในต่างจังหวัดมีเด็กๆ ขับรถมอเตอร์ไซค์กันมาก สาเหตุทางสังคมคือไม่มีขนส่งมวลชนให้เด็กใช้
สาเหตุทางจิตวิทยาคือขับรถได้เท่ากับไปจากพ่อแม่ได้ง่ายขึ้น แต่ละบ้านไม่สามารถห้ามปรามลูก
มิให้เอารถออกจากบ้านได้ บางบ้านส่งเสริมให้เด็กขับรถเป็นเร็วๆ จะได้ช่วยส่งของ
บางบ้านส่งเสริมให้เด็กขับรถได้เร็วๆ เพราะคิดว่าเด็กจะได้เป็นผู้ใหญ่เร็วๆ ก็มี โดยหารู้ไม่ว่า
ความเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะนั้นควรวัดกันที่อื่น มิใช่เรื่องขับรถเป็นหรือไม่เป็น
กุญแจรถเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเสรีภาพ
เสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ
...ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือรับผิดชอบชีวิตของตนเองครับ
(update 14 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 109 เมษายน 2548 ]
|