รู้จักเลือก


ถ้าเป็นไปได้ ปิดทีวีเสียบ้างก็จะดี ในวัยที่ยังไม่มีทักษะในการคิดแยกแยะมากนักเช่นนี้

ทำไงดีนะ...
ถ้าลูกร่ำร้องอยากจะได้รองเท้าแบรนด์เนมราคาเป็นพันเหมือนเพื่อนบ้าง
อยากไปดูคอนเสิร์ต
อยากไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศ
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่เพิ่งออกแคมเปญโฆษณา
อยากไปเสริมจมูก ทำให้ผิวขาว
อยากทำอะไรร้อยแปดตามอย่างเพื่อน
ฯลฯ

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้รอบๆ ตัวเราและลูกมีอะไรต่อมิอะไรมายั่วกิเลสให้อยากได้ อยากมี อยากเป็นอยู่ตลอดเวลา ขนาดผู้ใหญ่อย่างเราเองก็เถอะยังอดใจไม่ค่อยไหว

ยิ่งลูกโตขึ้นเท่าใด ลูกเราก็มีโอกาสที่จะถูกเร้าจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้นทุกที ตั้งแต่จากเพื่อนที่โรงเรียน จากโฆษณา จากสื่อต่างๆ ฯลฯ ที่น่าห่วงคือว่าสิ่งเร้าเหล่านั้นมีทั้งสิ่งดีและไม่ดี เหมาะและไม่เหมาะปะปนกันไป ยากที่จะแยกแยะ เพราะสังคมภายนอกทุกวันนี้มีความซับซ้อนซะจนเด็กๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองบางครั้งบางคนก็แยกแยะได้ยาก

การใช้ชีวิตในวิถีปัจจุบันจึงต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ เลือกสรร และตัดสินใจอย่างเหมาะสม ซึ่งพ่อแม่ควรเตรียมตัวให้ลูกมีทักษะนี้เสียก่อนที่เขาจะโตเป็นวัยรุ่น เพราะเมื่อถึงวัยนั้น เขาจะมีสังคมของเพื่อน สังคมของคนวัยเดียวกัน กดดันให้คิดให้ทำอะไรเหมือนๆ กัน จนยากที่จะเป็นตัวของตัวเอง

แต่ถ้าก่อนหน้านั้นเขาได้รับการปูพื้นฐานในเรื่องการรู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักเลือกแล้ว เราก็จะเบาใจไปได้ระดับหนึ่งเมื่อลูกต้องเผชิญกับสังคมภายนอก

เราสามารถปูพื้นฐานทักษะนี้ให้ลูกด้วยวิธีต่างๆ ต่อไปนี้ ทำได้ไม่ยาก แต่เราต้องเห็นความสำคัญและมีเวลาใส่ใจจริงจัง


  • ใครมีอิทธิพลกับลูก
    เรื่องแรกที่เราจะต้องให้เวลากับลูก คือฟังลูกเล่าเรื่องต่างๆ จะทำให้เรารู้ว่า ขณะนี้อะไรกำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดความต้องการของเขา เช่น ขณะนี้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนลูกกำลังฮิตกำลังเห่ออะไร แล้วลูกเราอยากได้อยากมีบ้างไหม การฟังลูกเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้ว่า เราควรพูดคุยกับเขาต่อไปอย่างไร


  • ชวนคุยชวนคิด
    อย่าโจมตี แอนตี้สิ่งที่ลูกเล่าให้ฟัง ตั้งคำถามที่ทำให้ลูกคิดวิเคราะห์ เช่น “ทำไมเพื่อนๆ เขาถึงชอบเกมนี้กันล่ะลูก” “มันดี มันสนุกตรงไหนเหรอ” “รองเท้ายี่ห้อนี้ลูกคิดว่าราคาแพงไหม” “มียี่ห้อที่ถูกกว่านี้แต่แบบคล้ายๆ กันไหม” “ทำไมลูกเลือกคบเพื่อนกลุ่มนี้”


  • เป็นตัวอย่างของนักเลือก
    ถ้าพ่อแม่ใช้ของแบรนด์เนม ลูกก็จะใช้ด้วยแน่นอน คุณอาจมีเหตุผลว่าของแบรนด์เนม ราคาแพงแต่คุณภาพดีใช้ได้ทนทานกว่า ก็ต้องอธิบายเหตุผลให้ลูกฟังเป็นกรณีๆ ไป อย่างเช่น ถ้าจะต้องซื้อรองเท้ากีฬาให้ลูก ซึ่งอาจจะต้องเลือกของดีราคาแพง มีแบรนด์ที่เชื่อถือได้ว่า ทนทานเหมาะกับการเล่นกีฬา บางครั้งเราก็ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าเราเลือกของที่ราคาถูกกว่าแบรนด์เนม แต่คุณภาพพอๆ กัน เช่น เสื้อผ้าตามสมัยนิยมที่เปลี่ยนบ่อยเปลี่ยนแล้วอาจจะซื้อตามแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ในห้างสรรพสินค้า


  • ปิดทีวีซะบ้าง
    ถ้าเป็นไปได้ ปิดทีวีเสียบ้างก็จะดี ในวัยที่ยังไม่มีทักษะในการคิดแยกแยะมากนักเช่นนี้ ลูกยังไม่สามารถกรองข้อมูลข่าวสาร จะตกเป็นเหยื่อโฆษณาได้ง่าย หรือได้รับอิทธิพลในทางลบ เช่น การแต่งตัว การแสดงออก ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรนั่งดูหรืออยู่ใกล้ๆ ลูกตอนลูกดูทีวี พูดคุยกับเขา ออกความคิดเห็นต่อสิ่งที่เห็นในทีวี (แบบไม่ตั้งใจ) ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานให้ลูกต่อไป


  • รู้ทันโฆษณา
    เด็กๆ นั้นยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ถ้าเราห้ามไม่ให้เขากินขนมกรุบกรอบ เขาก็จะแอบกิน (อย่างหิวกระหาย) อธิบายให้ลูกรู้เลยว่า เขาคือกลุ่มเป้าหมายในการขายสินค้าและพฤติกรรมของเด็กๆ จนสามารถทำให้สินค้าของเขาเข้าถึง จับใจ กระตุ้นเด็กได้ดี เพราะฉะนั้นลูกควรรู้ทัน ไม่หลงเชื่อ คิดดูสิว่าสิ่งที่เขาโฆษณานั้นเกินจริงหรือไม่


  • workshop กับลูก
    แค่พูดคุยกัน อาจยังไม่เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง ชวนลูกไปซื้อของด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าเราเลือกซื้ออะไร อย่างไร เช่น พิจารณารายละเอียดคุณค่าทางอาหาร ส่วนประกอบจากฉลาก เปรียบเทียบราคา เป็นต้น หรือจะนั่งดูทีวีกับลูก ให้ลูกวิเคราะห์วิจารณ์บุคคล เหตุการณ์เรื่องราวในทีวี หรือให้ลูกวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อน คุณครู โรงเรียน การเรียนการสอน และเรื่องราวอื่นๆ รอบตัว


  • รู้จักใช้คำว่า “ไม่” กับลูก
    พ่อแม่ยุคนี้มักกลัวลูก “ไม่รัก” การตามใจลูกเป็นการแสดงความรักวิธีหนึ่งของพ่อแม่ยุคนี้ที่มีลูกน้อย เพียงคนหรือสองคน และไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก การปฏิเสธลูกเป็นเรื่องไม่ง่าย พ่อแม่ต้องใช้เวลาอธิบายเหตุผล ใจเย็นหนักแน่น เพื่อรับมือกับการรบเร้า งอแงของลูก หรือพ่อแม่ บางคนไม่เห็นความสำคัญที่จะสอนลูกให้รู้จักเลือก รู้จักแยกแยะ


  • ”สิ่งที่ดีที่สุด” ที่เขาว่า อาจไม่เหมาะกับเรา
    เตือนลูกเสมอๆ ว่า คนเราแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป ทั้งฐานะ ความเป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ การเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งที่ดี และสามารถทำให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข แม้ว่าเราอาจจะไม่มีข้าวของเสื้อผ้าแพงๆ เหมือนเพื่อนๆ แต่เราก็อาจดูดีได้ในแบบของเรา คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกด้วยการเข้าใจสังคมของลูก แล้วคอยให้กำลังใจ เป็นที่ปรึกษา เช่น ช่วยลูกเลือกเสื้อผ้าแบบที่เข้ากับแฟชั่น แต่ราคาถูกกว่าของแบรนด์เนม
ขอบอกว่า การอดทนสอนลูกในเรื่องนี้ ให้ผลคุ้มค่าในวันข้างหน้าค่ะ


(update 31 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา.. kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 สิงหาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600