อีกปีเดียวเท่านั้น ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในบ้านเราก็จะเปลี่ยนเป็นระบบ Admission อย่างจริงจัง
เพื่อแก้ปัญหาเด็กเครียดกับการเรียนและการกวดวิชาตามสถาบันต่างๆ รวมถึงปัญหาเด็กเข้าเรียน
ในคณะวิชาที่ไม่ตรงตามศักยภาพของตัวเอง มาถึงเวลานี้ ดูเหมือนว่าพ่อแม่และเด็กๆ อีกมากยังไม่เข้าใจระบบเอ็นท์ฯ
แบบใหม่นี้มากนัก และยังไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาที่ว่ามานั้นได้หรือไม่
- จาก Entrance สู่ Admission
สับสนวุ่นวายกันพักหนึ่งแล้วกับข่าวคราวที่ว่าจะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การเก็บคะแนนเรียนช่วง ม.4-ม.6
จาก 10% เป็น 25% มีเสียงต่อต้านบ่นว่ามากมาย จนกระแสข่าวดังกล่าวเป็นอันพับไป
และความชัดเจนในเรื่องของระบบ Admission ก็ยังไม่กระจ่างเรื่อยมา
จนกระทั่งวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 ทาง ทปอ. (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย)
ก็ได้ประกาศใช้ระบบ Admission ในปีการศึกษา 2549 ที่จะมาถึงในไม่ช้า
แม้รายละเอียดยังไม่เป็นที่เปิดเผยในวงกว้าง tk&f ก็พยายามที่จะสอบถามจากผู้รู้หลายๆ
ฝ่ายเพื่อหาข้อมูลมาฝากคุณพ่อคุณแม่และน้องๆ ที่ต้องเตรียมตัวพบกับระบบ Admission นี้
แต่เดิมการสอบเอ็นทรานซ์จะแบ่งออกเป็นแค่ 2 ส่วนคือ 10% แรกเป็นเปอร์เซ็นต์ของคะแนนเฉลี่ย
ที่ลูกได้เกรดมาตั้งแต่ ม.4-ม.6 ส่วนที่เหลืออีก 90% คือการสอบเอ็นทรานซ์ล้วนๆ
ส่วน Admission จะแบ่งสัดส่วนการเก็บคะแนนออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน
- 10% เป็นคะแนนเฉลี่ยในชั้น ม.ปลายทั้ง 6 เทอม
- 40% เป็นการเก็บคะแนนวิชาสำคัญๆ 5 วิชาเท่านั้น คือ วิชาไทย อังกฤษ สังคม วิทย์ และคณิต
- (เรียกว่า 50% แรก เด็กๆ จะต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับการทำคะแนนเก็บนี้ให้ได้มากๆ ในช่วงที่เรียนอยู่ในโรงเรียน)
- 50% ที่เหลือคือการเข้าสนามสอบเหมือนกับสอบเอ็นทรานซ์ ประกอบด้วย
- 25% เป็นการสอบ NET หรือ National Educational Test (ข้อสอบส่วนกลางที่สอบเหมือนๆ กันทั่งทั้งประเทศ)
เช่น ต้องการสอบเข้าคณะบัญชี เด็กทุกคนที่ต้องการสอบเข้าคณะบัญชีไม่ว่ามหาวิทยาลัยใดก็ตาม
จำเป็นจะต้องสอบวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนบัญชี 5 สาระวิชาด้วยกัน
- อีก 25% เป็นการสอบที่เรียกว่า NET Advance หรือการสอบที่ยกระดับให้ยากกว่าระดับ NET
แต่สอบเพียง 3 กลุ่มสาระ เช่น ลูกของเราต้องการเลือกเรียนแพทย์ เขาจะต้องสอบวิชาที่วัดความถนัดทางการแพทย์ 1 กลุ่มสาระ
ที่เหลืออีก 2 กลุ่มสาระอาจจะเป็นวิชาเคมี หรือชีวะฯ รายละเอียดตรงนี้ต้องติดตามข่าวสารจากสาขาที่จะเลือกเองจากมหาวิทยาลัยนั้นๆ
ในบางสาขาของบางมหาวิทยาลัย 25% นี้จะเป็นการสอบเพื่อทดสอบความถนัดเฉพาะทาง
เช่น สอบวาดรูป สอบวิชาช่าง ฯลฯ หรือสอบภาคปฏิบัติ
สรุปได้ว่า นอกจากลูกจะต้องทำคะแนนที่โรงเรียนให้ดีใน 50% แรกแล้ว
ยังต้องเตรียมตัวสอบ 5 กลุ่มสาระวิชาในการสอบ NET และเตรียมตัวอย่างเข้มข้นในการสอบ NET Advance
มีผู้ให้ความเห็นว่าการสอบ NET Advance นี้แม้จะมีการสอบแค่เพียง 3 สาระวิชาก็ตาม
แต่คำว่าสอบยกระดับหรือแอดวานซ์ ถือเป็นการวัดระดับความรู้ขั้นสูง ที่ข้อสอบอาจจะเกินความสามารถ
หรือเกินความเข้าใจของเด็กวัยแค่เพียง 17-18 ปี
- เครียดน้อยลง หรือ มากขึ้น
จากสัดส่วนเปอร์เซ้นต์ข้างต้นของระบบ Admission เราคงจะพอเห็นภาพขึ้นมาบ้างใช่ไหมคะว่า
ลูกจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ดูเหมือนว่าลูกอาจจะต้องคร่ำเคร่งกับการทำคะแนนสะสมดีๆ
ตั้งแต่ชั้น ม.4-ม.6 ซึ่งมีถึง 50% ไหนยังต้องกวดวิชาเพื่อสอบ NET และ NET Advance
เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เขาต้องการจะเรียนให้มากๆ ข้อนี้มีผู้ติงว่าที่ในความเป็นจริงแล้ว
ความเชี่ยวชาญจะเกิดขึ้นได้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลมาจากการได้เข้าเรียนในสาขาวิชาการนั้นๆ เสียก่อน
แล้วในเมื่อลูกของเรายังไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาที่เขาต้องการจะเรียน
แต่ถูกผลักดันให้เข้าสู่สนามสอบที่เรียกว่าขั้นแอดวานซ์ ผลที่ตามมาคืออะไร ?
...การเรียนพิเศษอย่างคร่ำเคร่ง จะเกิดขึ้นเหมือนเดิม หรือทวีคูณกว่าเดิม
ในการสอบ NET และ NET Advance เป็นข้อสอบกลางที่สอบเหมือนกันทั่วประเทศ
ก็มีการสอบแค่เพียงครั้งเดียว คือในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเท่านั้น
ถ้าสมมติว่าลูกของเราต้องการสอบเข้าคณะที่ต่างกันสัก 3 แห่ง อย่างน้อยลูกต้องเตรียมตัวสอบ NET Advance
ถึง 6-9 กลุ่มสาระด้วยกัน
...นอกเสียจากว่า มั่นใจว่าจะเรียนด้านใดด้านหนึ่งแน่แล้วเท่านั้น
สิ่งที่จะเป็นที่ถกเถียงกันต่อมาในระบบ Admission เป็นเรื่องของเกรด
แต่ละโรงเรียนที่มีมาตรฐานไม่เท่ากัน และคะแนนส่วนนี้มีสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนทั้งหมด
ก็เกรงกันว่า จะมีการปล่อยเกรดให้นักเรียนในโรงเรียนของตัวเองได้รับคะแนนสะสมสูงๆ
บางคณะของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาจจัดสอบตรง คือ ออกข้อสอบหรือกำหนดวิธีสอบเอง
เพื่อคัดเด็กให้ได้ศักยภาพตางตามสาชาวิชาที่จะเรียน หรือบางแห่งก็ใช้การสอบตรงคัดเลือกอีกรอบหนึ่ง
หลังจากผ่าน Admission มาแล้ว ควรเช็กข้อมูลก่อนว่า คณะที่ลูกเราเลือกนั้นมีสอบตรงอีกรอบหนึ่งหรือไม่
อาจมีเด็กบางกลุ่มที่จำเป็นต้องไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เช่นเด็กรับทุนเอเอฟเอส
หรือเด็กที่จำเป็นต้องตามพ่อแม่ไปเมืองนอกสัก 1-2 ปี ในช่วงเรียน ม.4 หรือ ม.5
ด้วยเหตุนี้เกรดของเด็กกลุ่มดังกล่าวอาจจะมีไม่ครบ 6 เทอมตามกำหนด
ในส่วนนี้อาจารย์สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเห็นว่า
กรณีพิเศษอย่างนี้น่าจะสามารถนำเกรดจากที่เรียนในต่างประเทศมารวมกับเกรดในเมืองไทยได้
ช่วงนี้ซึ่งถือว่ายังใหม่ต่อการใช้ระบบ Admission พ่อแม่คงจะต้องคอยติดตามรายละเอียดต่างๆ
จากสื่อต่างๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ประกาศตามคณะ มหาวิทยาลัยที่ลูกต้องการเรียน
เพื่อให้ก้าวทันกับความคืบหน้าซึ่งคงจะค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น
นอกจากนี้ การหาทางเลือกอื่นๆ เช่นให้ลูกลองสอบเข้าหลักสูตรพิเศษ เช่น
หลักสูตรที่สอนเป็นภาคภาษาอังกฤษ หรือสอบโควต้า (สามารถโทร. สอบถาม
หรือดูตามประกาศทางมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งว่ามีข้อกำหนดในการรับสมัครอย่างไร)
หรือสมัครเรียนในสถาบันอุดมศึกษาแบบเปิด
และที่แน่ๆ ก่อนลูกตัดสินใจจะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาคงต้องช่วยลูกค้นหาให้ได้ก่อนว่า
เขาชอบเขาถนัดด้านไหน ต้องช่วยลูกประเมินว่าเขามีความสามารถที่จะเรียนด้านนั้นในมหาวิทยาลัยแน่หรือ
ซึ่งเป็นการเรียนที่ลงลึกทางด้านวิชาการ อาจมองหาทางเลือกอื่นๆ เช่น ทางด้านสายวิชาชีพที่ยกฐานะเทียบเท่ามหาวิทยาลัย
หรือมหาวิทยาลัยเปิดที่ถ้าสามารถเรียนจนจบได้ก็นับว่า ได้ความรู้ไม่แพ้กัน
Admission อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับการแก้ปัญหาการศึกษาทั้งหมด
ส่วนหนึ่งอาจจะทำให้เด็กได้เรียนสาขาวิชาที่ตัวเองมุ่งมั่นและถนัดได้ระดับหนึ่ง
ส่วนเรื่องความเครียดในการเรียนและการกวดวิชา แม้คาดว่าระบบใหม่จะไม่ช่วยคลี่คลายในเรื่องนี้
แต่พ่อแม่น่าจะช่วยลูกได้ ด้วยการเปลี่ยนค่านิยมและความคาดหวังว่าลูกจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้
หรือคิดว่าขอให้ลูกเข้าไปเรียนอะไรก็ได้ในมหาวิทยาลัยให้จบปริญญาตรีมาก็พอ...
...เชื่อว่าในที่สุด ด้วยสองตาและใจสองดวงของพ่อแม่ที่เปิดกว้าง จะช่วยแก้ปัญหาการศึกษาของไทย
โดยไม่ต้องรอว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ
(update 12 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 109 เมษายน 2548 ]
|