Extreme Makeover?


คุณเคยดูรายการ Extreme Makeover ทางยูบีซีไหมคะ ที่มีคนตัวเป็นๆ มาผ่าตัดแปลงโฉมฟิตหุ่น ตั้งแต่หัวจรดเท้าให้เห็นกันไป เลยว่าที่ทำมาทั้งหมดนั่นเปลี่ยนไปเป็นคนละคนจริงๆ

ดิฉันนั่งดูด้วยความทึ่งจัดตอนเธอหรือเขาออกมาเผยโฉม แต่พอสามี ภรรยา ลูกเต้า โขยงญาติและผองเพื่อนที่รอลุ้นอยู่แสดงอาการปลาบปลื้มจนน้ำตานองหน้าราวกับเธอ หรือเขาคนนั้นเป็นวีรบุรุษกลับจากสงคราม เท่านั้นล่ะค่ะ ดิฉันก็เปลี่ยนอารมณ์จากทึ่งเป็นเวทนาขึ้นมาทันที สงสัยว่าทางรายการจะเอ็กซ์ตรีมเมคโอเวอร์สมองญาติๆ ระหว่างนับวันรอก็เป็นได้

จำได้ว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำแล้วเปลี่ยนไปเป็นคนละคนชนิดไม่เหลือเค้าเดิม เธอให้สัมภาษณ์ด้วยความภูมิใจด้วยว่า เธอยากไปงานเลี้ยงรุ่นมัธยมใจจะขาด เพื่อนเก่าต้องตะลึงแน่ (หรือเธอไม่ควรไปเพราะจะก่อความลำบากให้เพื่อน ในการเชื่อมโยงเจ๊คนสวยในปัจจุบันกับอดีตเพื่อนคนเดิม)

ดิฉันไม่ได้คัดค้านการทำศัลยกรรมพลาสติกแบบสุดขั้ว แต่ก็ต้องสารภาพว่าทิ้งน้ำหนักขาข้างที่อยู่ฝ่ายค้านมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นทัศนคตินำเข้าแบบ 'ใครๆ ก็สวยทั้งตัวได้ด้วยมีดหมอ' จากรายการนี้และรายการ The Swan อีกรายการหนึ่ง นี่เขาไม่รักตัวเองของเดิมเลยหรือ ใครอยากได้อะไรก็จะสมใจนึกขนาดนี้เลยจริงๆ น่ะหรือ

การทำศัลยกรรมแปลงโฉมแบบ extreme makeover ได้รับความนิยมสูงในอเมริกา เพราะมีคนมากมายต้องการสร้างตัวเองใหม่ได้ดังฝันแบบไร้ขีดจำกัด American Society for Aesthetic Plastic Surgery (ASAPS) สมาคมศัลยกรรมพลาสติกของอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรระดับสากลบอกว่าคนอเมริกันไม่ถึงกับต้องการเปลี่ยนรูปโฉมโดยสิ้นเชิงแบบในรายการทีวี สิ่งที่ส่วนใหญ่ต้องการก็คือ อยากดูอ่อนวัยลงและยังอยากเป็นตัวเองอยู่แต่ในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม

ที่น่าหยุดคิดก็คือศัลยแพทย์ Rod Rohrich ประธานสมาคมนี้บอกว่า สิ่งที่ใครๆ เห็นจากฮอลลีวู้ดนั้นบิดเบือนความจริงของการศัลยกรรมพลาสติกมาก และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้ดีเลิศเสมอไป เจ้าแม่เครื่องสำอาง Bobbi Brown เองยังพูดว่า ในทีวีเราอาจเห็นคนๆ นั้นดูดี แต่เมื่อพบตัวจริงแบบหน้าเปลือยไร้เครื่องสำอาง ก็มักจะเห็นร่องรอยการทำศัลยกรรมทั่วทั้งหน้าเลยละค่ะ ใครจะพูดก็พูดไปลูกค้าชาวอเมริกันวัย 35-50 ก็ยังทำให้ยอดการแปลงโฉมเพื่อความงามพุ่งกระฉูดขึ้นทุกปี

ผู้หญิงเราพยายามทำตัวให้เข้ากับความนิยมมานานแล้ว ไหนมีอะไรบ้างลองนึกดู กินหมากให้ฟันดำ มันเท้าจนเดินไม่ได้ พอกแป้งผสมสารตะกั่วให้หน้าขาว รัดเอวจนคอดกิ่ว ฯลฯ ซึ่งบางครั้งต้องแลกด้วยการเจ็บตัวหรือชีวิต

เรามาดูกันดีกว่าว่าการทำเพื่อความงามแต่ละอย่างต้องพร้อมยอมรับอะไรบ้าง
ทำตา คือทั้งการผ่าตัดแก้ไขเปลือกตาด้านบนที่หย่อนลงมา หรือทำให้ถุงใต้ตาหายไป ด้วยการเอาไขมันส่วนเกิน ผิวหนังและเนื้อออกไป ทำแล้วอาทิตย์แรกๆ ตาจะระคายเคืองง่าย ถ้าโดนแสง ผลข้างเคียงที่อาจต้องเจอก็คือ อาการตาเบลอชั่วครั้งชั่วคราว อาการติดเชื้อ เลือดออก หางตาบวม ตาแห้ง เวลานอนเปลือกตาปิดไม่สนิท ตาสองข้างไม่สมดุลกัน และอาจต้องผ่าตัดเพื่อการแก้ไขอีกรอบหนึ่งหรือมากกว่านั้น

ดึงหน้า เพื่อให้ใบหน้า แก้ม รวมทั้งผิวบริเวณคอที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น ด้วยการเอาไขมันออก จัดผิวให้ตึง ซึ่งส่วนใหญ่ทำกับคนอายุ 40 ขึ้นไป ทำแล้วแรกๆ อาจจะผิวแห้งตึง ถูกแสงแดดไม่ได้ไปหลายเดือน ส่วนที่เสี่ยงก็คือเวลาทำอาจไปโดนเส้นประสาทในการควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ทำหน้าที่แสดงความรู้สึก จนทำให้มีอาการผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นเพียงชั่วคราวหรือเป็นไปตลอดก็ไม่แน่ บางคนอาจมีรอยแผลเป็น แนวเส้นผมเปลี่ยนไปและไม่สมดุล

ปรับรูปหน้า ทั้งการทำโหนกแก้ม เสริม ลด หรือตัดกราม อย่างหลังทำแล้วอ้าปากไม่ได้หลายอาทิตย์ ความเสี่ยงก็คือ อาจจะออกมาไม่ได้ตามที่คิดจนต้องผ่าตัดใหม่อีก อาจจะมีอาการตึงหน้ามากและมีรอยแผลเป็น หรือทำแล้วหน้าดูหลอกไม่เป็นธรรมชาติ

ทำจมูก ปรับรูปร่างใหม่ทั้งการลดหรือเพิ่มให้โด่งขึ้น หลังจากทำจะมีอาการเจ็บทั้งจมูก รอบๆ ดวงตา และปวดศีรษะ ทำแล้วบางคนอาจจะมีจุดแดงถาวร บางคนทำแล้วไม่ลงตัวก็ต้องผ่าตัดใหม่เจ็บตัวรอบสอง

ดูดไขมันหน้าท้อง เพื่อนำไขมันส่วนเกินและผิวหนังบางส่วนออก เพื่อให้หน้าท้องเรียบตึงขึ้น สำหรับคนที่ผ่าตัดออกไปมากสะดืออาจะอยู่ไม่ถูกที่ ก็เลยต้องย้ายสะดือไปแปะในจุดที่ดูสมจริงอีก หลังผ่าตัดแล้วแน่นอนว่าจะต้อง เจ็บแผล แผลบวม ช้ำ ผิวหนังส่วนท้องไร้ความรู้สึก อ่อนเพลียอยู่หลายสัปดาห์หรือหลายเดือน และต้องเสี่ยงกับผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง รอยแผลที่เกิดขึ้นอาจหายไปภายใน 3 เดือนหรือนานถึง 2 ปีก็ได้

ยกทรวงอก แบบนี้ไม่ได้เสริมแต่ยกและปรับปรุงใหม่ให้หายหย่อนคล้อย โดยการตัดผิวหนังส่วนเกินออกและจัดเนื้อและหัวนมใหม่ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม (นึกแล้วหัวนมกับสะดือ เหมือนเป็นสติ๊กเกอร์สามารถย้ายแปะได้) ทำแล้วอาจรู้สึกว่าผิวบริเวณหน้าอกจะแห้ง มีรอยแผลเป็นอยู่นานและแผลจะหนา อาจติดเชื้อ และทำแล้วตำแหน่งของหัวนมอาจจะไม่เท่ากัน และจะไม่มีความรู้สึกบริเวณหัวนม และถ้าน้ำหนักเพิ่ม ตั้งครรภ์ อายุเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้หย่อยคล้อยได้อีก

เสริมทรวงอก นอกจากได้ขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว ความรู้สึกบริเวณหัวนมจะเปลี่ยนไปจากเดิม อาจจะไวต่อความรู้สึกมากขึ้นหรือน้อยลง เสี่ยงต่อการเกิดพังผืด ทำให้หน้าอกแข็ง อาจจะมีเลือดออกหรือติดเชื้อ พบว่ามีบางรายระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ บางคนก็ต้องเอาออกหรือเปลี่ยนใหม่

ดูดไขมัน คือการใช้เข็มขนาดใหญ่ดูดไขมันตามส่วนต่างๆ ออกมา ทั้งหน้าท้อง สะโพก ต้นขา น่อง ฯลฯ ก่อนจะดูดก็ต้องฉีดสารละลายไขมันให้เป็นของเหลวก่อนถึงจะดูดออกมาได้ ใช่ว่าดูดแล้วผิวจะเรียบลื่น บางคนอาจมีผิวเป็นคลื่นหรือเป็นถุงห้อย สีผิวบริเวณนั้นอาจเปลี่ยนไป อาจเกิดอาการขาดน้ำมากเกินไปจนช็อก และต้องทำควบคู่กับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย

ฉีดคอลลาเจนหรือไขมัน เช่น ฉีดเพื่อให้ริ้วรอยหายไป หรือให้ริมฝีปากอิ่มขึ้น มีการฉีดหลังมือด้วยเพื่อให้หายเหี่ยวย่น วิธีนี้เหมาะกับส่วนผิวหนังที่บาง แต่คอลลาเจนอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือบวม อาจไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจึงต้องทดสอบก่อน ว่าผิวหนังของเราแพ้อะไรบ้างก่อนทำ ไม่ว่าจะฉีดไขมันหรือคอลลาเจนส่วนที่อยากให้อิ่มเอิบขึ้นมา อาจจะอิ่มแบบผิดรูปร่างได้ บางทีอาจมีอาการคล้ายกับเป็นไข้ ที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้การทำศัลยกรรมต่างๆ ก็คือ การฉีดโบทอกซ์ กรอผิว ลอกผิว ทำเลเซอร์ผิว เพราะทั้งหมดนี้เมื่อคุณผู้หญิงลงทุนเจ็บตัวทำแล้ว ไม่น้อยรายเลยทีเดียวที่ต้องการการดูแลพิเศษเป็นระยะเวลานานหรือตลอดไป บางคนไม่สามารถกลับมาใช้ครีมบำรุงผิวที่เคยใช้มาได้ เพราะมันไม่พอเพียงเสียแล้ว ในยุโรปและอเมริกา การทำ microdermabrasion หรือการขัดผิวมีบริการในบิวตี้ซาลอนกันง่ายดาย แล้วยังมีแบบนำกลับไปทำเองที่บ้านทั้งๆ ที่แทบไม่รู้อะไรเลยว่าจะมีผลอย่างไรต่อผิวบ้าง หมอผิวหนังต้องรับรักษาคนไข้ที่มีอาการผิวระคายเคืองมากขึ้นทุกวัน

ทั้งการผ่าตัดและทำหน้าด้วยวิธีต่างๆ ที่ออกแนวรุนแรงกับผิว ทำให้ผิวอักเสบและไม่แข็งแรงพอจะดูแลธรรมได้อีก ทำให้ธุรกิจเครื่องสำอางขยับขยายจากการดูแลความงามและชะลอวัยธรรม มาผลิตเครื่องสำอางที่ช่วยซ่อมแซม และสร้างผิวใหม่หลังจากการเจ็บตัวด้วยวิธีต่างๆ มีทั้งครีมลดรอยแผลเป็น ลดการแสบจากการลอกหน้า เซรุ่มเข้มข้นฟื้นฟูสภาพผิว บางยี่ห้อก็ออกครีมดูแลผิวหลังการทำเลเซอร์ มีครีมบำรุงหลังจากการดึงหน้าโดยเฉพาะ ดีสำหรับบริษัทเครื่องสำอาง แต่ในแง่ของคนที่ไปทำศัลยกรรมก็ต้องตามล้างตามแก้หลังจากทำทุกอย่างเพื่อความงาม

มาแถวๆ บ้านเราหน่อยดีกว่าค่ะ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นวันรณรงค์สุขภาพผู้หญิงสากล มูลนิธิเพื่อนหญิงกับสสส. ชวนรณรงค์ในหัวข้อ 'หญิงยุคใหม่ สวยใส ไร้สิ่งแปลกปลอม' เขาพูดไว้น่าสนใจว่า ความทันสมัยที่เราเห็นผ่านสื่อต่างๆ และการโฆษณาสินค้าคือการสร้างภาพมายาคติ ทำให้ผู้หญิงไม่น้อยวิ่งตามจนลืมตัวตนที่แท้จริง ขาดความเคารพในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง และเห็นรูปโฉมภายนอกสำคัญกว่าจิตวิญญาณและศักยภาพที่มีอยู่ กระทรวงสาธารณสุขบอกว่ามีผู้หญิง 3 แสนกว่าคน ทำศัลยกรรมพลาสติก และหลายรายก็เป็นข่าวคราวครึกโครมว่าทำแล้วเน่าเสียไม่สวยอย่างที่ฝันไว้ หมอก็ปัดความรับผิดชอบอีก

และเอาเข้าจริงๆ คนที่พึ่งพาศัลยกรรมความงามส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่แต่จะเป็นพวกที่สวยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทัศนคติในการมองตัวเองน่าจะเป็นจุดใหญ่ที่ทำให้ผู้หญิงเราตัดสินใจทำศัลยกรรมเพื่อความงาม

อันที่จริงคนที่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่และเป็นอยู่น่าจะเป็นคนที่สวยที่สุดและสาวอยู่เสมอ และถ้ามีเวลาว่างพอผู้หญิงเราก็ควรแบ่งสันปันส่วนคุณค่าในตัวเองให้สมดุล เพราะความสวยมีความสำคัญแค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง


11 ข้อคิดกับการทำศัลยกรรม
1. ถามตัวเองว่าต้องการให้ชีวิตดีขึ้นหรือต้องการทำศัลยกรรมกันแน่ ถ้ามีปัญหาเรื่องชีวิตคู่การทำจมูกใหม่ไม่ได้ช่วยให้ความรักราบรื่นขึ้น แก้ปัญหาชีวิตดีกว่าเจ็บตัวแล้วอาจไม่สวยขึ้นอีก

2. จุดด้อยบนใบหน้าเรานั้นหนักหนาจริงหรือเปล่า หรือคุณอยากให้ทุกอย่างเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์อีกนิดเดียว แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงสารพัด คนที่เป็นโรคอโนเร็กเซีย จะเห็นตัวเองเป็นคนอ้วนทั้งๆ ที่ผอมจนหนังหุ้มกระดูก คุณเห็นตัวเองสวยไม่พอทั้งๆ ที่ดูดีมากแล้วหรือเปล่า

3. คุณอาจต้องผ่าตัดซ่อมอีกครั้งหรือหลายครั้งถ้าการผ่าตัดครั้งแรกออกมาไม่ดี และสภาพผิวที่ผ่านการผ่าตัดจะดูไม่เป็นธรรมชาติเหมือนก่อนทำ

4. อย่าทำเพราะคนอื่นอยากให้คุณทำ หรือทำเพื่อให้คนอื่นพอใจ เพราะคุณจะทนรับผลของมันไม่ได้ และคุณเองเป็นคนที่ต้องอยู่กับหน้าตาหรือร่างกายที่ทำมาใหม่นี้ไม่ใช่เขา นมตู้มหรือหน้าตึงไม่ใช่ใบรับประกันการเปลี่ยนใจของผู้ชาย

5. การทำศัลยกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่นอายุเกินสาวน้อยวัยรุ่นไปไกล แต่อยากมีโหนกแก้มสูงอย่างนางแบบแล้วใช้ผ่าตัดไขมันบางส่วนออกเพื่อให้โหนกแก้มเด่นขึ้น 10 ปีให้หลังก็จะเสียใจเพราะจะทำให้คุณดูแก่กว่าอายุจริงไปอีกหลายปีทีเดียว

6. คนที่ไปดูดไขมันมักจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องกินอาหารไขมันต่ำ และออกกำลังกาย ในเมื่อดูดไขมันได้ ความจริงการดูดไขมันไม่ได้ง่ายกว่าและไม่สามารถทดแทนการกินอย่างเหมาะสม

7. อย่าเชื่อว่าที่เพื่อนคุณทำมาดูดีแล้วเมื่อคุณทำบ้างผลจะออกมาเป็นที่น่าพอใจเหมือนๆ กัน คนละคนคนละโครงสร้างของผิว ไม่ใช่ฝาแฝดนะคะ

8. ศัลยแพทย์ที่คุณเลือกอาจรับผ่าทุกอย่างก็จริง แต่ละคนก็จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฝีมือก็เด่นกันไปคนละแบบ

9. คุณเคยหาข้อมูลรายละเอียดจากที่ต่างๆ ว่าสิ่งที่คุณจะทำมีผลร้ายเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนหรือไม่

10. หมอจะรับผิดชอบแค่ไหนหากการผ่าตัดไม่เป็นไปตามที่หวัง หรือถ้าต้องมีการผ่าซ่อมอีก ใครจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย
สิ่งที่รายการศัลยกรรมพลาสติกไม่ได้บอกก็คือ หลังจากสวยด้วยมีดหมอแล้ว และคนต้องอยู่กับผลข้างเคียงอะไรบ้าง หลายปีผ่านไปแต่ละคนเป็นอย่างไร เช่น คนอ้วนที่ตัดไขมันรวมทั้งผิวหนังออกไป ตอนทำรายการยังมีเทรนเนอร์ฝึกการออกกำลังกายลดน้ำหนักให้ แต่หลังจากนั้นเขาไม่เกี่ยวแล้ว และความอ้วนก็มาจากผลของการใช้ชีวิต

11. สไตล์การแต่งหน้า การกันคิ้วให้ได้รูป ทรงผม การแต่งตัวช่วยไม่ได้จริงๆ หรือคุณมุ่งมั่นกับการทำศัลยกรรมมากจนลืมวิธีง่ายๆ เหล่านี้

(update 1 กันยายน 2005)
[ ที่มา.. kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 สิงหาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600