แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะไหลตายในเด็ก แต่งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษที่ระบุว่า
การนอนบนเตียงเดียวกับลูกวัยต่ำกว่า 1 ขวบมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคนี้ ก็เป็นเรื่องที่เราควรฟังค่ะ
แต่ก่อนแต่ไร กุมารแพทย์ตะวันตกส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้พ่อแม่นอนแยกกับลูกวัยละอ่อน
โดยหาเตียงเด็กมาตั้งไว้ข้างๆ เตียงของพ่อแม่ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสัดส่วนของตัวลูกเอง
และความสะดวกสบายในการเคลื่อนตัวของพ่อแม่ยามนอนหลับ
นอกจากนั้น พ่อแม่ชาวตะวันตกยังได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่า ถ้าวันไหนเราดื่มหนัก
สูบบุหรี่จัด ง่วงจัดหรือกินยาที่ทำให้ง่วงซึมจนไม่รู้สึกตัว วันนั้นไม่ควรปล่อยให้ลูกนอนเตียงเดียวกับเรา
เพราะเราอาจเผอเรอนอนทับลูกโดยไม่รู้ตัว จะทำให้ลูกอยู่ในภาวะหายใจไม่ออกหรือไหลตายได้
สำหรับพ่อแม่ชาวตะวันออกอย่างไทยเรา การให้ลูกนอนหลับข้างๆ ตัวดูจะเป็นวิถีชีวิตที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
ครั้นจะให้แปรเปลี่ยนมาจับเจ้าตัวเล็กนอนบนเตียงเด็กใกล้ๆ กับเตียงเรา แม้จะสะดวกสบายในการนอนมากกว่า
แต่เรื่องอุ่นใจคงมีไม่มากสักเท่าไรหรอกจริงไหมคะ
อย่างไรก็ดี มีผลงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Lancet บอกว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 เดือนครึ่ง
โดยพ่อแม่ให้นอนเตียงเดียวกัน แล้วพ่อแม่ชอบสูบบุหรี่ด้วย จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคไหลตายในเด็กถึง 1.6%
งานวิจัยนี้เขาทำกับเด็กจำนวน 3,000 กว่าคนจาก 17 ประเทศแถบยุโรปค่ะ
จากผลงานวิจัยชิ้นนี้ เราคงต้องมาทำความรู้จักโรคไหลตายกันชัดๆ อีกครั้ง
เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นค่ะ
ไหลตาย...ชื่อนี้ได้แต่ใดมา
ถ้าในทางการแพทย์แล้ว โรคไหลตายมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Sudden Infant Death Syndrome
หรือโรค SIDS ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่าโรคที่ทำให้เด็กตายอย่างฉับพลัน
อย่างไรก็ดี คำว่าโรค SIDS อาจฟังดูเป็นทางการเกินไปสำหรับคนทั่วไป
ดังนั้นคำภาษาอังกฤษที่ชาวบ้านมักจะคุ้นหูมากกว่าคงจะเป็นคำว่า Cot Death
ซึ่งมีที่มาจากการที่พ่อแม่มักจะเอาลูกวัยทารกนอนไว้ในเตียงเด็ก (Cot)
แล้วอยู่ๆ แก้วตาดวงใจก็เกิดเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่รู้สาเหตุ
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของชื่อโรคไหลตายหรือโรค Cot Death
ที่เราอาจจะคุ้นหูขึ้นมามากหน่อยเมื่อเทียบกับคำว่า Sudden Infant Death Syndrome
ทำไม...ลูกถึงไหลตายได้
มีการศึกษาชิ้นหนึ่งอธิบายว่า ภาวะไหลตายในเด็กอาจเกิดขึ้นจากการที่ระบบควบคุมการหายใจ
ของเด็กทารกทำงานผิดปกติ ทำให้ลูกหยุดหายใจนานผิดปกติ หรือบางครั้งอาจมีอะไรมาอุดตันทางเดินหายใจของลูก
ทำให้ลูกหายใจไม่ออกและไหลตายในที่สุด
ในงานวิจัยจากประเทศนิวซีแลนด์พบว่า ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้ลูกนอนคว่ำ
โอกาสที่จะเป็นโรคไหลตายจะมีมากกว่าเด็กที่นอนหงาย เพราะท่านอนคว่ำสามารถทำให้เกิดการอุดตัน
ของช่องทางเดินหายใจ ทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก ครั้นจะร้องบอกให้พ่อแม่ช่วยเหลือก็ไม่ได้
หรือจะพลิกหงายช่วยเหลือตัวเองก็ยังไม่สะดวกและเมื่อหายใจไม่สะดวกนานๆ จึงเกิดภาวะไหลตายขึ้น
และล่าสุดงานวิจัยจากเมืองผู้ดียังเพิ่มเติมด้วยว่า ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้ลูกวัยต่ำกว่า 1 เดือนครึ่งนอนเตียงเดียวกัน
แถมพ่อแม่ยังสูบบุหรี่จัด ดื่มหนัก ง่วงจัด หรือกินยาบางชนิดที่ทำให้หลับอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
อย่างนี้ลูกอาจอยู่ในภาวะอันตรายได้นะคะ
เลี่ยง...ไหลตายได้อย่างไร
โรคนี้ส่วนใหญ่จะคุกคามเด็กแบเบาะ ซึ่งเป็นวัยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดังนั้นทางที่ดีพ่อแม่ควรปฏิบัติตัวอย่างนี้นะคะ...
- แยกลูกวัยต่ำกว่า 1 เดือนครึ่งออกจากเตียงเรา เพราะมีความเสี่ยงสูงที่เราอาจเผอเรอไปนอนทับลูกเข้าได้
และอุณหภูมิความร้อนจากทั้งตัวพ่อและแม่อาจอบลูกรักให้ร้อนเกินไปด้วยค่ะ
- ให้ลูกนอนบนที่นอนแข็งๆ หรือฟูกแข็งๆ เพราะเตียงอันอ่อนนุ่มอาจมีร่องบุ๋ม
ที่ลูกอาจพลิกไปติดในร่องจนหายใจไม่ออกได้ ขณะเดียวกันที่นอนกับเตียงนอนของลูกควรมีขนาดพอดีกัน
ไม่เหลือช่องที่ศีรษะลูกจะเข้าไปติดค้างได้
- นอนหงายเข้าไว้ เพราะการนอนคว่ำจะทำให้เกิดภาวการณ์อุดตันของทางเดินหายใจของลูกได้
- งดดื่ม งดสูบอย่างหนัก เพราะควันบุหรี่ และการดื่มจัดๆ หรือกินยาที่ทำให้นอนหลับแบบไม่ได้สติ
ทั้งหมดอาจทำให้เราเผลอไผลกลิ้งไปนอนทับลูกโดยไม่รู้สึกตัวได้นะคะ
- อยู่ในที่เย็นๆ ทางที่ดีควรอุณหภูมิห้องนอนให้อยู่ระหว่าง 17-18 องศาเซลเซียส
เพราะถ้าร้อนเกินไปอาจทำให้ลูกเกิดภาวะไหลตายได้
- อย่าใช้หมอนหรือผ้าห่ม บนเตียงลูกวัยต่ำกว่า 1 ขวบนะคะ
เพราะหมอนนุ่มๆ หรือผ้าห่มอันอ่อนยวบอาจเป็นภัยร้ายคร่าชีวิตลูกเราได้
ในกรณีที่ลูกนอนพลิกไปติดอยู่ในก้อนผ้าห่มหรือหมอนนุ่มๆ ใบใหญ่
- เลี่ยงตุ๊กตาตัวใหญ่ๆ ที่มีลักษณะอ่อนยวบ เพราะลูกอาจไปติดอยู่ในร่องบุ๋มของตุ๊กตาอันอ่อนนุ่มได้ค่ะ
- ฉีดวัคซีนให้ลูกตามกำหนด
- เลี่ยงการนอนกลางวันบนโซฟาหนานุ่ม หลายบ้านนะคะชอบงีบหลับกลางวันบนโซฟาอันอ่อนยวบ
ถ้าไม่มีลูกเล็กนอนใกล้ๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ถ้ามี...ควรงดพฤติกรรมนี้โดยด่วนนะคะ
เพราะเราอาจพลิกไปนอนทับตัวลูกโดยไม่ตั้งใจได้
จะว่าไปแล้ว โรคไหลตายเป็นโรคที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ถ้ารู้วิธีหลีกเลี่ยงเสียอย่าง...
ภัยร้ายนี้ไม่สามารถมาเคาะประตูบ้านเราได้หรอกค่ะ
(update 31 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 267 เมษายน 2548 ]
|