โอ๊ย...เจ็บ!
หนูๆ ร้องบ่นทำท่าเดินขัดๆ ไม่ถนัด น่าสงสารจริง!
...คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะเข้าใจว่า โรคไส้เลื่อนนั้นเกิดขึ้นได้เฉพาะกับเด็กผู้ชายเท่านั้น
แต่ทราบไหมครับว่าแท้จริงแล้ว โรคไส้เลื่อนนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับหนูๆ ผู้หญิงได้เช่นเดียวกัน
พอได้ยินอย่างนี้คงทำให้คุณพ่อคุณแม่อยากได้ความกระจ่างเกี่ยวกับโรคไส้เลื่อนกันแล้วใช่ไหมล่ะ ?
ความจริงเกี่ยวกับโรคไส้เลื่อน
คุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้จักและคุ้นเคยกับโรคไส้เลื่อนว่ามักจะเกิดในเด็กชายเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว
ก้อนตุงบริเวณขาหนีบและถุงอัณฑะในเด็ก ซึ่งทำให้เกิดโรคสองกลุ่ม คือ โรคไส้เลื่อน และ โรคถุงน้ำ
สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กชายและเด็กหญิง
ที่มาที่ไป ทำไมต้องเป็นไส้เลื่อน
โรคทั้งสองกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากถุงเยื่อบุช่องท้องที่ยื่นออกมาบริเวณขาหนีบไม่ปิดเองตามธรรมชาติ
ส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กผู้ชายเพราะถุงเยื่อบุช่องท้องนี้จะยืดยาวลงมาถึงถุงอัณฑะ ขณะที่เด็กผู้หญิงจะลงมาถึงหัวหน่าวเท่านั้น
ซึ่งถ้าถุงเยื่อบุช่องท้องนี้ไม่ปิดไปตามธรรมชาติ ก็จะเกิดการผิดปกติขึ้นได้ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย
โดยในลักษณะของความผิดปกตินั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของถุง ถ้าถุงมีขนาดใหญ่ก็ทำให้มีลำไส้
หรืออวัยวะภายในช่องท้องเลื่อนลงมาทำให้กลายเป็นไส้เลื่อน แต่ถ้าถุงมีขนาดเล็กก็จะมีเพียงน้ำในช่องท้อง
ไหลลงมาทำให้เป็นโรคถุงน้ำ ซึ่งโรคนี้จะไม่มีอันตรายมากเท่ากับโรคไส้เลื่อน
อันตรายของโรคไส้เลื่อน!
หากตรวจพบว่าเป็นไส้เลื่อนก็ควรได้รับการผ่าตัดรักษาเลย ไม่ควรปล่อยทิ้งเอาไว้
เนื่องจากจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงคือ ไส้เลื่อนติด โดยลำไส้ที่เลื่อนลงมาในถุง
ไม่สามารถเลื่อนกลับขึ้นสู่ช่องท้องได้ ทำให้เกิดการขาดเลือดและลำไส้เน่าได้ เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น
อาการของโรคไส้เลื่อนจะเปลี่ยนไปจากอาการที่มีก้อนโตๆ ยุบๆ ได้ กลายเป็นก้อนติดแน่น
อาจมีอาการบวมแดงร่วมด้วย ขณะเดียวกันก็จะมีอาการปวดรุนแรง ร่วมกับการคลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้
กลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาก่อนที่ลำไส้จะเน่า
ถ้าสงสัยว่าลูกเป็นไส้เลื่อน ?
เด็กที่เป็นโรคไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบนี้ จะพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงประมาณ 5-10 เท่า
เป็นได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงเด็กโต เด็กที่เป็นไส้เลื่อนจะมีอาการที่สังเกตได้ดังนี้
- เด็กเล็ก ผู้ปกครองจะสังเกตเห็นว่า เด็กมีก้อนปูดบริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะ ถ้าก้อนนั้นโตๆ ยุบๆ ได้
โดยเฉพาะในขณะที่เด็กนอนหลับ ก้อนจะยุบหายไปหมดแล้ว กลับปูดเป็นก้อนขึ้นมาอีกเวลาเด็กตื่นและร้องไห้
อาการเหล่านี้จะเป็นอาการที่ชัดเจนของโรคไส้เลื่อน เพราะถ้าเป็นโรคถุงน้ำ
ก้อนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดอย่างฉับพลันทันที โดยก้อนอาจดูเหมือนโตขึ้น
หรือเล็กลงไปเล็กน้อยได้ตามการหดรัดตัวของถุงอัณฑะ แต่จะไม่มีทางที่ถุงน้ำจะหายไปหมด
จะยังคงคลำได้ไม่ว่าในขณะเด็กหลับหรือตื่น
- เด็กโต ที่เป็นไส้เลื่อน มักจะบอกได้ว่าก้อนจะปูดออกมาในขณะเดิน วิ่ง หรือมีกิจกรรม
และยุบลงได้เวลานอน นอกจากนี้มักมีอาการเจ็บหน่วงๆ ขณะที่มีก้อนปูด
ส่วนโรคถุงน้ำก้อนจะคงอยู่ตลอดและไม่มีอาการเจ็บปวดมารบกวน
รู้ทันก่อน รักษาได้ก่อน
เมื่อเด็กมีก้อนเนื้อตุงบริเวณขาหนีบหรือถึงอัณฑะพ่อแม่ควรจะ
- พบแพทย์ทันที เพื่อตรวจแยกว่าลูกเป็นโรคไส้เลื่อนหรือโรคถุงน้ำ
หากเป็นไส้เลื่อนก็ควรได้รับการผ่าตัดรักษาเลย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็น ไส้เลื่อนติด
- ไส้เลื่อน การรักษาในขณะที่เป็นไส้เลื่อนธรรมดาที่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน จะเป็นการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยากมาก
สามารถรักษาได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้เด็กนอนโรงพยาบาล เพียงแต่งดน้ำ งดอาหารมาจากบ้าน
เพื่อทำการผ่าตัดผูกถุงไส้เลื่อน ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 30-45 นาที จากนั้นก็รอให้เด็กฟื้นจากการดมยาสลบ
กินน้ำและอาหารได้ และกลับบ้านได้ในบ่ายวันเดียวกัน แต่ถ้ารอให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นไส้เลื่อนติด
ก็จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการรักษา และหากรักษาไม่ทันท่วงทีก็อาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้
- ถุงน้ำ นอกจากความรู้สึกที่ว่ามีก้อนแล้ว มักไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นที่รุนแรงเหมือนโรคไส้เลื่อน
และโรคถุงน้ำนี้ยังมีโอกาสหายเองได้ ดังนั้น ช่วงแรกของการรักษา โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
ก็มักใช้วิธีสังเกตอาการรอจนเด็กอายุประมาณ 1-2 ปี ถ้าไม่ยุบหายไปเองค่อยพิจารณารักษาโดยการผ่าตัดต่อไป
โรคไส้เลื่อน ป้องกันไม่ได้ !?
สำหรับการระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับโรคทั้งหลาย
ไม่สามารถใช้ได้กับโรคไส้เลื่อนขาหนีบในเด็กนี้ได้ เพราะสาเหตุของโรคเกิดเนื่องจากการไม่เสื่อมสลายไป
ตามปกติของเยื่อบุช่องท้องดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น ทำให้เด็กๆ มีโอกาสเป็นไส้เลื่อนได้โดยไม่มีวิธีระวังป้องกัน
แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องตกใจหรือเป็นกังวลมาก หากบุตรหลานมีอาการดังกล่าวข้างต้น
ก็ควรนำเด็กมาตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ เมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง เด็กจะหายจากโรค
โดยไม่มีอันตรายแต่อย่างใด
(update 18 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 กรกฎาคม 2547 ]
|