ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในเด็กสร้างความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งกับเด็กและครอบครัว
โดยเด็กจะรับประทานอาหารลำบาก หายใจไม่สะดวก พูดไม่ชัด ทำให้เด็กถูกมองว่าน่ารังเกียจ
และไม่สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ตามปกติ แต่ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์สามารถผ่าตัดให้ลูกน้อย
กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ มีข้อมูลในเรื่องนี้มาฝากกันค่ะ
รู้จักปากแหว่ง เพดานโหว่
ปากแหว่งเพดานโหว่ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ แต่เป็นความผิดปกติแต่กำเนิด
ของบริเวณช่องปากและใบหน้าของเด็ก มีรอยแยกบริเวณริมฝีปากด้านบนกระดูกเบ้าฟัน และเพดานปาก
และมีปัญหาต่อเนื่องตามมาเมื่อโตขึ้น เช่น การเรียงตัวของฟันและการสบฟันที่ผิดปกติ สุขภาพอนามัยช่องปากไม่ดี
ความผิดปกติในการพูดรวมถึงความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรบน โดยพบบ่อยเป็นอันดับ 4
ของความผิดปกติในเด็กแรกเกิดหรือประมาณ 1 ต่อ 700 ของเด็กเกิดใหม่
ต้นตอปัญหา
สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด เป็นได้ทั้งพันธุกรรมและจากสิ่งแวดล้อม
มักพบในครอบครัวที่เคยมีคนเป็นปากแหว่งเพดานโหว่ การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี อากาศมีมลพิษ
ตลอดจนแม่ตั้งครรภ์แต่ไม่ได้สารอาหารครบถ้วนหรือมีการใช้สารเสพติด
ลูกจะมีโอกาสเป็นปากแหว่งเพดานโหว่สูง และมักพบปัญหาสูงขึ้นในเด็กชนบท
แม่ : เกราะป้องกันโรค
แม่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องดูแลอาหารระหว่างตั้งครรภ์ให้ดีค่ะ โดยเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพครบ 5 หมู่
ไม่ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือติดสารเสพติด ระวังสารที่เป็นพิษ รวมถึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
โดยไม่ปรึกษาแพทย์ด้วยค่ะ
การรักษา
แพทย์จะมีหลักการในการดูแลรักษาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เพื่อให้เด็กดูดี
หน้าตาไม่มีร่องรอยปากแหว่งเพดานโหว่สามารถพูดเป็นปกติได้ เสียงไม่ออกทางจมูก
กินอาหารได้ตามปกติ
ในการดูแลรักษาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่จะต้องดูแลตั้งแต่แรกเกิด เพราะถ้ายิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน
การผ่าตัดแก้ไขก็จะยากมากขึ้น ทั้งเด็กจะมีหน้าตาที่เป็นปมด้อย การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหาร
ดื่มนม การออกเสียงพูดไม่เป็นปกติ โดยแพทย์จะรักษาแบ่งตามช่วงอายุดังนี้
- ช่วงอายุแรกเกิด 3 เดือน เด็กจะเกิดมาในสภาพช่องปากมีความพิการบริเวณริมฝีปากบน
อาจเป็นเฉพาะริมฝีปากแหว่งอย่างเดียวหรือมีเพดานช่องปากโหว่ร่วมด้วย ทำให้เด็กดื่มนมแม่ไม่ได้
หรือดูดนมขวดก็จะสำลักเพราะไม่มีเพดานปากด้านบน ทันตแพทย์จัดฟันจะแนะนำให้แก้ปัญหาการดูด
และกลืนโดยพิมพ์ปากเด็ก เพื่อทำเพดานเทียม (Obturator) ซึ่งจะต้องเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 1 เดือน
- ช่วงอายุ 3-5 เดือน แพทย์ทำการผ่าตัดเย็บรอยแยกบริเวณริมฝีปากโดยศัลยแพทย์ช่องปาก
หรือศัลยแพทย์พลาสติก หลังจากนั้นควรนำเด็กมาตรวจทุกๆ 2 เดือน เพื่อติดตามผลการรักษา
รวมถึงเพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก
- ช่วงอายุ 12-18 เดือน ศัลยแพทย์ช่องปากจะทำการเย็บรอยแยกบริเวณเพดานปากเพื่อให้เด็กมีสภาพที่ดีขึ้น
เมื่อฟันเริ่มขึ้นทันตแพทย์เด็กจะให้คำแนะนำในการแปรงฟัน การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การป้องกันฟันผุ รวมถึงการบูรณะฟันในรายที่ฟันเกิดการผุแล้ว โดยคุณพ่อคุณแม่ควรนะบุตรของท่าน
มาตรวจสุขภาพช่องปากทุก 4-6 เดือน และหมั่นแปรงฟันให้ลูกน้อยด้วย
- ช่วงอายุ 2-5 ปี ช่วงเด็กเริ่มพูดได้จะถูกส่งไปปรึกษากับนักฝึกพูด (Speech Therapist)
เพื่อแก้ไขความผิดปกติของการออกเสียงที่เกิดจากปากแหว่งเพดานโหว่
- ช่วงอายุ 7-9 ปี ทันตแพทย์จัดฟันจะเริ่มใส่เครื่องมือบริเวณเพดานเพื่อจะขยายกระดูกเพดานปากที่ล้มเข้ามาหากัน
แก้ปัญหาฟันซ้อนเก โดยการจัดฟันเพื่อให้ทำความสะอาดฟันได้ ลดปัญหาเด็กฟันผุและปัญหาสุขภาพช่องปาก
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ
- ช่วงอายุ 9-12 ปี ศัลยแพทย์ช่องปากจะทำการผ่าตัดเพื่อปลูกกระดูกบริเวณรอยแยกกระดูกเบ้าฟัน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฟันที่อยู่ข้างใต้ขึ้นมาได้ และเป็นการปิดรูทะลุระหว่างช่องปากและจมูกที่ยังเหลืออยู่
จากการผ่าตัดปิดเพดานปาก
- ช่วงอายุ 12-17 ปี ทันตแพทย์จัดฟันจะทำการแก้ไขการสบฟันที่ผิดปกติที่มีอยู่
เช่น ฟันหน้าบนคร่อมฟันหน้าล่าง ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดกระดูกขากรรไกร
รวมไปถึงการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของจมูกและริมฝีปากที่หลงเหลือจากการผ่าตัดในอดีต
หลังจากนี้ควรมาติดตามผลการรักษาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ตามที่กล่าวมาจะเห็นว่าการดูแลรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่จะประกอบไปด้วยทีมแพทย์หลากหลายสาขา
ซึ่งได้แก่ ศัลยแพทย์ช่องปากและใบหน้า หรือศัลยแพทย์พลาสติก ทันตแพทย์จัดฟัน ทันตแพทย์เด็ก วิสัญญีแพทย์
รวมถึงครูฝึกพูด นอกจากนี้อาจมีบุคลากรทางการแพทย์ด้านอื่นมาร่วมด้วย เช่น นักสังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์
กุมารแพทย์ และพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีความพิการของระบบอื่นๆ ร่วมด้วย
ซึ่งจะต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมและต่อเนื่องตั้งแต่เด็กคลอด จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
สถานการณ์ปัจจุบัน
เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ส่วนใหญ่พบปัญหามากในถิ่นชนบทและทุรกันดาร ที่ขาดความรู้ในการดูแลเด็ก
อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 8 หมื่น 1 แสนบาทต่อราย (กรณีที่ต้องทำการรักษาตั้งแต่แรกเกิดจนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น)
ทำให้ขาดโอกาสที่จะได้รับการรักษา เพราะต้องให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี
คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้จัดโครงการความร่วมมือการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ขึ้น
มีโรงพยาบาลทันตกรรมเป็นศูนย์กลาง มีโรงพยาบาลเครือข่าย ได้แก่ โรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
โรงพยาบาลสงขลา และโรงพยาบาลตรัง โดยสามารถติดต่อทันตแพทย์ที่โรงพยาบาลดังกล่าวได้
สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินสนับสนุนโครงการฯ ได้โดยท่านสามารถโอนเงินไปที่บัญชีเลขที่ 565-2-73283-3
ชื่อโครงการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ (ทันตแพทยสภา) ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน)
สาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
(update 9 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 103 พฤษภาคม 2547 ]
|