แม้เรื่องของน้ำมูกจะบอกถึงสุขภาพลูกได้ในระดับหนึ่ง แต่เอาเข้าจริง การตรวจสุขภาพลูกโดยรวม
จะช่วยชี้ชัดลงไปได้นะคะว่า ลูกเราป่วยจริงๆ หรือเปล่า
ทุกครั้งที่ลูกรักไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราๆ มักจะฝ่อลงไปทันที
ยิ่งถ้าเห็นเจ้าตัวเล็กมีน้ำมูกไหลออกมาด้วยแล้ว เราจะยิ่งตีโพยตีพายไปกันใหญ่ว่าลูกต้องป่วยอย่างแน่นอน
แต่ความคิดดังกล่าว คุณหมอศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล หมอเด็กจาก รพ.เซนต์หลุยส์ให้ความเห็นว่า
แม้เรื่องน้ำมูกมีความสำคัญในการบอกถึงสุขภาพของลูกว่าป่วยหรือไม่ แต่ใช่ว่าเราจะตัดสินลงไปได้อย่างแน่ชัดเลยว่า
ลูกกำลังไม่สบายอยู่ เพราะการจะบอกได้ว่าเด็กคนหนึ่งสบายหรือไม่สบาย ขึ้นอยู่กับการตรวจสุขภาพโดยรวมทั้งหมดค่ะ
ใช่เพียงแต่สังเกตเรื่องของน้ำมูกเท่านั้น
ฉะนั้นแม้เรื่องของน้ำมูกจะบอกสุขภาพกายไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยถ้าเราพอมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสี
และลักษณะของน้ำมูก เรายังคงพอจะรับมือกับอาการดังกล่าให้ลูกก่อนถึงมือหมอได้นะคะ
น้ำมูกเกิดจากสารคัดหลั่งที่อยู่ในจมูกของเรา ซึ่งจะหลั่งออกมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นกับรูจมูก
โดยปกติแล้วน้ำมูกจะมีสีใสๆ และปริมาณจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งที่มาระคายเคือง
เช่น สมมติว่ามีการระคายเคืองมาก จะมีการหลั่งสารเหล่านี้ออกมามาก
ปกติแล้วสีน้ำมูกจะมีสีใส แต่ในกรณีที่ในรูจมูกมีสิ่งระคายเคืองเข้าไป หรือเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย
ทำให้เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และเมื่อเม็ดเลือดขาวตายลง สีของน้ำมูกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
สีเหลืองปนเขียว หรือสีเขียว หรือสีน้ำตาลก็ได้ ซึ่งกรณีหลังคือการที่เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตกออกมาปนกับน้ำมูก
ทำให้น้ำมูกมีสีน้ำตาล ซึ่งเป็นสีของเลือด ไม่ใช่สีธรรมชาติของน้ำมูก
- สีน้ำมูกบอกสุขภาพได้หรือไม่
จริงๆ แล้วสุขภาพของคนเราไม่สามารถบอกได้ด้วยสีของน้ำมูกแต่เพียงอย่างเดียว
เพราะการตรวจสุขภาพจริงๆ เราจะตรวจหมดทั้งตัว อย่างอาการอักเสบบางอย่างอาจมีน้ำมูกใสๆ ออกมา
หรือบางทีจะเป็นน้ำมูกสีเขียวก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามการจะบอกว่าลูกของเราไม่สบายหรือไม่นั้น
หมอจำเป็นต้องตรวจร่างกายในส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย
นอกจากเรื่องสีของน้ำมูกแล้ว เรื่องของลักษณะน้ำมูกก็มีส่วนสำคัญที่เราควรจะสังเกตด้วยนะคะ
ซึ่งลักษณะใหญ่ๆ ของน้ำมูกจะมีเพียง 2 ลักษณะเท่านั้นคือ
- เหลืองข้น
- ใส
แต่อย่างไรก็ดี เรื่องสีและลักษณะของน้ำมูกยังไม่สามารถระบุลงไปได้ว่าลูกเราป่วยหรือไม่
เพราะบางครั้งในยามเช้าลูกอาจจะมีน้ำมูกที่คั่งค้างอยู่ในจมูกตลอดคืน ทำให้ตอนเช้าสั่งออกมาแล้วมีลักษณะข้นๆ
แต่พอสายลงไปหน่อยกลับไม่มีอาการของน้ำมูกอีกเลย อาการอย่างนี้ไม่ถือว่าลูกป่วยนะคะ
ฉะนั้นการจะบอกได้ว่าลูกของเราป่วยหรือไม่นั้น จะต้องดูองค์ประกอบเหล่านี้ร่วมด้วยค่ะ
- พ่อแม่ควรดูว่าลักษณะน้ำมูกสีข้นๆ ที่ออกมาตอนเช้านั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องทั้งวันหรือเปล่า
- นอกจากจะดูสีและลักษณะของน้ำมูกแล้ว ควรให้หมอตรวจร่างกายในส่วนอื่นๆ เพื่อดูผลว่าลูกมีการติดเชื้อจริง
เช่น ตรวจคอแล้วแดง หรือหูแดง
- พ่อแม่ควรสังเกตว่าลูกหงุดหงิดงอแงไหม หรือตัวร้อนหรือเปล่า
- จำนวนวันที่เป็น สมมติว่าเป็นหวัดน้ำมูกไหลประมาณ 2-3 วันแล้วหาย อย่างนี้เป็นเพราะเชื้อไวรัส
ซึ่งลูกจะหายเอง โดยธรรมชาติแม้จะไม่ได้กินยาก็ตาม แต่ถ้าเป็นหวัดประมาณ 10 วันแล้วไม่หาย
ต้องระวังว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นหรือเปล่า เช่น เป็นโรคภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ ตรงนี้ต้องให้หมอวินิจฉัยดูนะคะ
- น้ำมูกแบบไหนเรียกว่าอันตราย
ถ้าเป็นน้ำมูกจากหวัดธรรมดาๆ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวล ยกเว้นถ้ามีน้ำมูกไหลเรื้อรัง
ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยโรคและรักษาให้หายขาดต่อไป
ถ้าลูกมีน้ำมูกแล้วดื่มนมไม่ได้ หรือน้ำมูกที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ เช่น ไข้ละอองฟาง
หรือน้ำมูกไหลเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งหมดควรรีบไปหาหมอโดยด่วนค่ะ
- ไม่ควรใช้ยาลดน้ำมูกถ้าหมอไม่ได้สั่ง โดยเฉพาะเด็กที่มีทั้งน้ำมูกไหลและไอด้วย ทั้งนี้เพราะยาลดน้ำมูกจะทำให้น้ำมูก
และเสมหะแห้งไปด้วย จึงอาจทำให้เสมหะติดค้างในหลอดลม ไอออกได้ลำบาก
- ส่วนยาหยอดจมูกเพื่อลดน้ำมูก ควรใช้ตามคำแนะนำของหมอ เพราะหากใช้นานเกินไปอาจทำให้เยื่อบุจมูกบวมจากยา
และหายใจไม่ออกมากยิ่งขึ้นได้ค่ะ
- คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามสอนลูกให้สั่งน้ำมูก (เด็กโต) โดยวิธีที่ถูกต้อง คืออย่าสั่งแรงเกินไป
- ใช้ไม้พันสำลีเช็ดน้ำมูกให้ลูกอย่างระมัดระวัง
ถ้าลูกอายุต่ำกว่า 6 เดือน จะมีน้ำมูกไหลมากทำให้หายใจไม่สะดวก ควรใช้ลูกยางสำหรับดูดน้ำมูก
หรือลูกยางแดงขนาดเล็ก โดยทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่เสียก่อนแล้วบีบน้ำออกให้หมด
หลังจากนั้นบีบกระเปาะยางให้แบนแล้วสอดเข้าไปในรูจมูกเด็ก เสร็จแล้วค่อยๆ คลายมือที่บีบกระเปาะยาง
เพื่อดูดน้ำมูกออกเบาๆ
ถ้าน้ำมูกเหนียวมากอาจใช้น้ำเกลือนอร์มัลหยดเข้าไปในรูจมูกลูกข้างละประมาณ 2 หยด
เพื่อละลายน้ำมูกให้ใสแล้วค่อยดูดออก
สำหรับเด็กโต พยายามให้ลูกสั่งน้ำมูกบ่อยๆ เพื่อให้ช่องจมูกโล่ง ถ้าลูกหายใจไม่ออก
คุณพ่อคุณแม่สามารถหายาบรรเทาอาการหวัดคัดจมูกทาไว้บนเสื้อผ้าและหมอนเวลานอน
ถ้าลูกโตขึ้นไปกว่านั้นอาจให้สูดดมเมนทอลซึ่งละลายในน้ำอุ่น โดยวางอ่างน้ำอุ่น
และคลุมหัวลูกด้วยผ้าเช็ดตัวเหนืออ่างน้ำอุ่นเอาไว้ จะทำให้เมนทอลระเหยเข้าสู่จมูกได้ดีขึ้น
ถ้าลูกมีอาการไอตอนกลางคืน ให้พยุงศีรษะลูกสูงขึ้นแล้วใช้หมอนหนุน เพื่อน้ำมูกจะได้ไม่ไหลลงคอลูก
เรื่องน้ำมูกเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ลูกวัยเบบี้จำเป็นต้องประสบ แต่ถ้าเรารู้ข้อมูลเบื้องต้นเสียอย่าง
ความกังวลใจจะค่อยๆ คลายลงอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะค่ะ
(update 29 มกราคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]
|