เมื่อแรกคลอด น้องฟางมีน้ำหนัก 3,200 กรัม ถือเป็นเด็กที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงคนหนึ่งเลยทีเดียว
คุณจริยา สุทธานนท์ คุณแม่ของน้องฟางเล่าให้ฟังว่า หลังคลอดเพียงไม่กี่วัน
หนูน้อยก็เริ่มแสดงอาการผิดปกติให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการไม่ยอมถ่าย ดื่มนมอะไรก็ไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นนมจากอกแม่ หรือจากโรงพยาบาล ถ้าฝืนให้กินก็จะอาเจียนออกมาทุกครั้ง
เพียงแค่ 3 วัน คุณจริยาก็ทนดูความทุกข์ทรมานของลูกไม่ไหว จึงขอให้คุณหมอช่วยตรวจอย่างละเอียดให้อีกครั้ง
และผลจากการเอ็กซ์เรย์ตรวจภายในทำให้ทราบว่า ลำไส้ส่วนปลายของน้องฟางเน่าต้องตัดทิ้ง!
แม้ในวันนี้ น้องฟาง เด็กหญิงฐายินี สุทธานนท์ จะมีอายุ 8 ขวบแล้ว แต่เธอก็ดูตัวเล็กนักเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน
ลักษณะท้องที่บวมป่องออกมาเล็กน้อย ทำให้คนทั่วไปสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงตรงหน้า
เพราะความผิดปกติของลำไส้
กรณีที่เกิดขึ้นกับน้องฟางนั้น พญ.ฤดีวิไล สามโกเศศ กุมารแพทย์ กล่าวว่า
น่าจะเกิดจากความผิดปกติของลำไส้แต่กำเนิด เนื่องจากลำไส้บางส่วนขาดเซลล์ประสาทไปเลี้ยง
ทำให้อุจจาระไม่สามารถถ่ายออกมาได้ จึงทำให้มีอาการของลำไส้อุดตัน อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้เป็นจำนวนมาก
ลำไส้จึงขยายใหญ่ทำให้ผนังลำไส้ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดการอักเสบ มีลำไส้บางส่วนเน่า และอาจทะลุได้
แพทย์จึงต้องตัดลำไส้ส่วนที่เน่าทิ้งไป เพื่อรักษาชีวิตน้องฟางไว้
การรักษาในขั้นต่อมา คุณหมอจะทำการเจาะช่องท้องเพื่อให้น้องสามารถถ่ายอุจจาระออกทางหน้าท้องได้
รอจนเมื่อน้องโตขึ้น และมีร่างกายแข็งแรงจึงผ่าตัดต่อลำไส้เล็กเข้ากับลำไส้ใหญ่อีกครั้ง
เพื่อให้ถ่ายอุจจาระทางทวารหนักได้ ซึ่งการที่ลำไส้ถูกตัดให้สั้นลงจะทำให้ลำไส้ของน้องฟางดูดซึมอาหารให้น้อยลง
อาจมีภาวะการขาดอาหาร และมีอาการถ่ายเหลว เนื่องจากลำไส้ที่สั้นลง ไม่สามารถดูดซึมอาหารและน้ำได้เพียงพอ
จึงจำเป็นต้องให้อาหารและน้ำทางหลอดเลือดเป็นครั้งคราว อาการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า
ลำไส้ส่วนที่เหลือจะสามารถดูดซึมอาหารและน้ำได้มากหรือน้อยเพียงใด การที่ลำไส้ดูดซึมอาหารพวกแป้ง
และไขมันได้ไม่ดี ทำให้มีอาการท้องเสียและเลี้ยงไม่ค่อยโต อาการเหล่านี้เรียกว่า กลุ่มอาการลำไส้สั้น
ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลรักษาเฉพาะ
ดูแลอย่างไร เมื่อลำไส้ผิดปกติ
โรคที่เกี่ยวกับลำไส้มีค่อนข้างมาก สามารถแยกย่อยรายละเอียดออกไปได้หลายแขนงตามลักษณะอาการ
และสาเหตุที่หลากหลาย การวินิจฉัยจึงทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะโรคลำไส้ในเด็ก
เนื่องจากเด็กเล็กมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถอธิบายลักษณะอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้เมื่อปวดท้อง
ก็จะร้องกวน ไม่ดูดนม มีเพียงอาการทางกาย เช่น ซึม ท้องอืด อาเจียน ถ่ายเหลว
การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการสังเกตของคุณแม่เป็นหลัก ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้คือ
- อาเจียนหลังการให้นม
- ให้สังเกตเพิ่มเติมว่ามีน้ำดีปนออกมาด้วยหรือไม่ ถ้าไม่มี อาจเป็นลักษณะของโรค Gastroesophageal Reflux
ซึ่งพบได้บ่อยในทารกแรกเกิดจนถึง 1 ปี โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนด สาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดอาเจียนได้
เนื่องจากกลไกในการควบคุมการไหลย้อนกลับบริเวณส่วนต่อของหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร
ทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ มักอาเจียนหลังกินนม โดยเฉพาะเวลานอนราบนมจะไหลเอื่อยๆ จากปาก
บางรายมีการสำลักจนเกิดโรคปอดอักเสบบ่อยๆ
- การักษา ให้คุณแม่จับทารกนอนเอียงให้ลำตัว และศีรษะอยู่สูง เช่น
ให้นั่งในเก้าอี้นั่งของทารกให้เด็กดูดนมทีละน้อยๆ และบ่อยๆ นอกจากนี้การให้อาหารที่มีลักษณะข้นก็ช่วยได้บ้าง
ประมาณ 90% อาการจะหายไปได้เองใน 6 เดือน ถึง 1 ปี แต่ถ้ายังไม่หาย หรือมีโรคแทรกซ้อน
เช่น น้ำหนักตัวน้อยมาก อาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากหลอดอาหารอักเสบ
หรือเกิดโรคปอดอักเสบบ่อยๆ คุณหมออาจพิจารณาผ่าตัดให้
- ท้องอืด คลำพบก้อนในช่องท้อง
- กรณีนี้ให้สงสัยว่าอาจเป็นอาการลำไส้อุดตัน ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กแรกเกิดเช่นกัน
โดยเฉพาะเด็กที่มีประวัติไม่ถ่ายขี้เทาใน 24 ชม. หลังคลอด ทำให้ขี้เทาแข็งตัวเป็นก้อนอุดตันอยู่ในลำไส้ใหญ่
สาเหตุที่เกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากการขาดเอมไซม์ Trypsin
หรือส่วนประกอบของขี้เทาผิดปกติ หรือการทำงานของลำไส้ใหญ่ผิดปกติ
- การักษา คุณหมอจะทำการถ่ายเอ็กซเรย์เพื่อตรวจดูว่ามีลมในทวารหนักหรือไม่
จากนั้น จะลองทำการสวนทวารหนักด้วยน้ำเกลือ ถ้ามีอุจจาระออกได้มาก และมีก้อนแข็งๆ ออกมาด้วย
เด็กจะหายจากอาการท้องอืดได้เอง และสามารถถ่ายอุจจาระเป็นปกติ แต่ถ้าสวนล้างด้วยน้ำเกลือ
แล้วอาการท้องอืดยังไม่หายไป แถมยังมีอาการท้องผูกเป็นๆ หายๆ ต้องสวนอุจจาระบ่อยๆ
ให้สงสัยว่าจะเป็นโรคลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไม่มีเซลล์ประสาท
- ซึม อุจจาระเป็นน้ำ หรือไม่ถ่ายเลย
- กรณีนี้อาจเป็นลำไส้อักเสบ โดยมีสาเหตุมาจากลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทไม่มีการบีบตัว
ทำให้เกิดการอุดตัน หรืออุจจาระไม่สามารถถ่ายออกมาได้อย่างสะดวก และเมื่อมีอุจจาระตกค้าง
จะสะสมไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ลำไส้ขยายใหญ่จนผนังลำไส้ขาดเลือดหล่อเลี้ยง จนเกิดการอักเสบ
ถ้าเป็นมากอาจเป็นสาเหตุให้เกิดลำไส้บางส่วนเน่าและอาจทะลุได้
คุณหมอจึงต้องทำการตัดเอาลำไส้ส่วนที่เน่าทิ้งไป
- การักษา ช่วงที่เป็นระยะแรก (สังเกตพบว่าเด็กไม่ถ่ายอุจจาระ)
ให้สวนล้างอุจจาระด้วยน้ำเกลือทุกวัน อาจต้องทำวันละหลายๆ ครั้ง จนเด็กมีอายุประมาณ 1 ปี
หรือมีน้ำหนักประมาณ 10 กก. คุณหมอจึงทำการผ่าตัดแก้ไขให้
โดยนำลำไส้ส่วนที่มีเซลล์ประสาทลงไปต่อกับทวารหนักให้
- มีไข้ ตัวเย็น ท้องแข็ง กดเจ็บ
- ลักษณะอาการแบบนี้ อาจมีการทะลุของลำไส้เกิดขึ้น ซึ่งการวินิจฉัยอาจต้องอาศัยการถ่ายภาพรังสี
หรือตรวจด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย ในเด็กแรกเกิด มีสาเหตุของอาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันคือ การอุดตันของลำไส้ การขาดเลือด ลำไส้กลืนกัน
การเจาะหน้าท้องมารดาเพื่อดูดน้ำคร่ำไปตรวจ เมื่อขี้เทาไหลออกสู่ช่องท้อง ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องท้อง
พังผืดรัดลำไส้ ทำให้ลำไส้อุดตัน หลังคลอดเด็กจะท้องอืด อาจคลำได้ก้อนในท้อง หน้าท้องแดง มีอาการซึม
ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด บางรายเกิดจากสาเหตุคลอดก่อนกำหนด ซึ่งภาวะที่ไม่ปกติทำให้ต้องใส่สายในเส้นเลือดทางสะดือ
มีผลให้มีเลือดไปเลี้ยงในลำไส้น้อยลง มีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะเจริญมาก จนเกิดการอักเสบของลำไส้
จนเน่าและทะลุในที่สุด
- การักษา ต้องงดอาหารทางปาก ให้น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด
ถ้าท้องยังอืดขึ้นเรื่อยๆ หน้าท้องแดง หรือเอ็กซเรย์พบว่ามีลำไส้ทะลุต้องรีบผ่าตัดด่วน
นอกจากนี้ คุณแม่พึงระลึกไว้ว่า โรคบางโรคอาจจะถูกบดบังจากการรักษาในระยะเบื้องต้นได้
อันจะทำให้การรักษาที่ถูกต้อง อาจจะล่าช้าไป ในกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น มีอาการปวดท้อง
มาการขับถ่ายที่ผิดปกติ ท้องเสีย ท้องผูกเรื้อรัง ผอมลง น้ำหนักลด เบื่ออาหารอย่างผิดสังเกต
ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือนำเด็กไปพบแพทย์โดยด่วน
(update 22 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
|