อาการชักที่มาพร้อมกับการมีไข้เป็นปัญหาที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็ก
ไม่ว่าการชักนั้นจะเป็นเพราะสาเหตุใด แต่เมื่อเกิดอาการขึ้นกับลูกแล้ว
ก็มักทำให้คุณพ่อคุณแม่มีความตระหนก กังวลไม่น้อย ไม่รู้จะจัดการอย่างไร
แล้วจะทำให้เกิดปัญหากับสมองลูกหรือไม่ เป็นแล้วจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า และอีกมากมายคำถาม
ก่อนที่คุณจะตกอกตกใจหรือกังวลกับการเผชิญภาวะเช่นนี้ มาทำความรู้จักภาวะอาการ
และการดูแลอย่างถูกต้องกับ คุณหมออนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ แพทย์ประจำหน่วยประสาทวิทยา
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กันดีกว่าค่ะ
เมื่อลูกชัก...
1. รวบรวมสติ และอย่าตระหนกกับอาการชักที่เกิดขึ้น
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะหากคุณพ่อคุณแม่ตกใจเกินเหตุ อาจให้การดูแลเบื้องต้นไม่เหมาะสม
ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับเด็กได้
2. จัดท่าทางของเด็กให้อยู่ในท่าที่ปลอดภัยในท่านอนหงาย
เช่น ถ้าเกิดอาการชักในขณะนั่งให้จัดเด็กนอนราบลง ถึงแม้ว่าจะยังคงมีอาการกระตุกหรือเกร็งอยู่
โดยตะแคงศีรษะเด็กไปด้านใดด้านหนึ่งพร้อมกับเชยคางขึ้นเล็กน้อย
ถ้ามีน้ำลายหรือเศษอาหารที่บริเวณใบหน้า ให้เช็ดออกเพื่อป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจ
3. ห้ามนำวัสดุของแข็งหรือนิ้วมือล้วงเข้าไปในปาก และห้ามงัดหรือพยายามเปิดปากเด็ก
4. เช็ดตัวลดไข้ตามวิธีที่ถูกต้อง
5. ในกรณีที่แพทย์เคยแนะนำให้ใช้ยาหยุดชัก ซึ่งอาจจะเป็นยาเหน็บทวาร
และคุณพ่อคุณแม่มีความเข้าใจในการใช้ยานี้ แนะนำให้ใช้ยานี้สวนทวารทันทีตามขนาดที่แพทย์แนะนำ
6. พาลูกส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรับการรักษาเฉพาะที่เหมาะสมต่อไป
ต้นเหตุของ "ชักพร้อมไข้สูง"
- ติดเชื้อในระบบประสาท
ซึ่งพบได้ทุกอายุ ถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อยนักแต่เมื่อเกิดขึ้น
อาจก่อให้เกิดความพิการรุนแรงได้ ดังนั้นเมื่อเกิดอาการชักร่วมกับไข้สูงโดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
หรือในเด็กที่เกิดอาการชักร่วมกับไข้สูงเป็นครั้งแรกควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ถูกต้อง
- เด็กบางคนอาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ รวมถึงการกรวดน้ำไข้สันหลัง
โดยการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเข้าไปในช่องระหว่างไขสันหลังกับเยื่อหุ้มที่บุรอบๆ
ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะวินิจฉัยโรคติดเชื้อในระบบประสาทนี้ได้
- สำหรับเด็กทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี แพทย์จะแนะนำให้ตรวจทุกราย
เพราะการตรวจร่างกายในเด็กเล็กมักจะให้ผลไม่ชัดเจนเท่าเด็กโต
ยกเว้นในรายที่ไม่สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อในระบบประสาท โดยช่องที่แพทย์ใช้เข็มเจาะเข้าไปนี้
จะอยู่ในช่วงที่ไม่มีไขสันหลังอยู่ ดังนั้นในเด็กที่ไม่มีข้อห้ามในการตรวจนี้
จะไม่ทำให้เกิดอันตรายกับไข้สันหลังอย่างที่มักจะเชื่อกัน
- ชักจากไข้
พบได้ร้อยละ 2-5 ในเด็กอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 5 ปี
แต่ส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงอายุ 1-3 ปี การชักในกลุ่มนี้มักเกิดอาการภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่มีไข้สูง
แม้จะยังไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงว่าต้องมีไข้สูงเท่าใด โดยทั่วไปถ้าไข้ที่เกิดมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส
ก็จะมีโอกาสชักมากกว่า
- ลักษณะการชักเป็นแบบเกร็งทั้งตัว หรือแบบกระตุกทั้งตัว ร่วมกับอาการเกร็ง
โดยเกิดประมาณ 5 นาที ไม่เกิน 15 นาที เกิดได้กับเด็กที่มีพัฒนาการปกติตามอายุ
อาจจะมีญาติที่เคยมีอาการชักในลักษณะเดียวกันในช่วงอายุนี้
และตรวจไม่พบความผิดปกติของร่างกาย
- อาการชักเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นโรค และอาจเกิดได้อีกพร้อมกับการมีไข้
โดยไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติกับระบบประสาททั้งในระยะสั้นและระยะยาว
และไม่ทำให้เกิดสมองพิการ
- เด็กที่มีอาการชักจากไข้นี้จะมีความสามารถในการเรียนพฤติกรรม และเชาว์ปัญญา (IQ)
ไม่ด้อยกว่าเด็กที่ไม่เคยชักจากไข้ และมีทำให้มีสมาธิสั้น แต่อย่างไรก็ตามยังต้องดูแลป้องกัน
ไม่ให้ลูกเกิดอาการชักเป็นดีที่สุดครับ
- จากโรคลมชัก
ที่เป็นอยู่ก่อนหน้าแล้วแต่ไม่ได้รับการวินิจฉัย
แล้วเกิดอาการชักขึ้นเนื่องจากไข้เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดการชักร่วมกับมีไข้ พบได้ในเด็กจำนวนน้อยๆ เท่านั้น
ซึ่งต้องมีการหาสาเหตุและได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ดูแลลูก "ชักจากไข้"
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของการชักครับ เด็กที่มีอาการชักจากไข้ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในสมองหรือจากโรคลมชัก
ไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจง เนื่องจากอาการชักจากไข้ชนิดที่ไม่ซับซ้อนไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสมอง
ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ยาเพื่อป้องกันอาการชัก และเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น
โอกาสชักซ้ำจะน้อยลงเรื่อยๆ หรือหายไป ยกเว้นในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่า
เด็กมีโรคลมชักแล้วมีไข้เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดการชัก กรณีนี้ต้องกินยากันชักต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญคือการดูแลเด็กเมื่อมีไข้ยามป่วยครั้งต่อไป เนื่องจากเด็กที่มีอาการชักจากไข้หนึ่งครั้ง
จะมีโอกาสเกิดอาการซ้ำได้มากกว่าเด็กอื่นๆ ประมาณร้อยละ 30-40 ของเด็กที่ชักจากไข้ครั้งแรก
และประมาณร้อยละ 10 เท่านั้นที่จะเกิดอาการชักซ้ำเกิน 3 ครั้งเมื่อเกิดมีไข้
ในบางกรณีที่แพทย์แนะนำให้ใช้ยาเพื่อป้องกันอาการชักจากไข้เป็นครั้งคราวเฉพาะเวลาไข้สูงในวันแรกของไข้
ยานี้คือยาที่จัดอยู่ในกลุ่มยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์ป้องกันอาการชักได้ร้อยละ 40-60 เท่านั้น การใช้ยาขนาดสูงเกินไป
หรือนานเกินไปอาจมีผลข้างเคียง หรือบดบังอาการของโรคของระบบประสาทได้
ป้องกันลูกชักเพราะพิษไข้
1. วัดไข้ด้วยวิธีที่เหมาะสม การวัดด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทเป็นการวัดที่แม่นยำถ้าทำได้ถูกต้อง
วัดด้วยการติดเทอร์โมมิเตอร์ที่หน้าผากเป็นการวัดคร่าวๆ การวัดทางรักแร้จะแม่นยำกว่าการวัดไข้เป็นระยะๆ
เช่น ทุก 4-5 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ลดไข้ได้ทัน และการเช็ดตัวจะลดโอกาสการเกิดการชักได้
2. ให้เด็กดื่มน้ำ รับประทานยาลดไข้ เช่น paracetamol ในขนาดที่เหมาะสม ตามน้ำหนักตัว
เช่น เด็กที่มีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยา paracetamol ที่มีความเข้มข้น 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา
(ปริมาณ 5 มิลลิลิตร) จำนวนหนึ่งช้อนชาต่อครั้ง อาจจะให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง
3. เช็ดตัวเด็กด้วยน้ำธรรมดาซึ่งมีอุณหภูมิปกติ อย่าใช้น้ำเย็นหรือน้ำผสมน้ำแข็ง
เพราะการใช้น้ำเย็นทำให้เกิดอาการหนาวสั่น มีผลทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น
การใช้น้ำอุ่นไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิร่างกายของลูกลดลง แต่กลับจะยิ่งทำให้การลดไข้เป็นไปได้ยาก
และอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่งสูงขึ้นกว่าเดิมด้วย
การเช็ดตัวนั้นให้เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดจากบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ แขน ขา
ตามด้วยหน้าอก ท้อง หลัง และก้น การระเหยของน้ำจะช่วยพาความร้อนออกจากผิวหนัง
จากนั้นให้นำผ้ามาชุบน้ำและบิดพอหมาดๆ และนำมาเช็ดซ้ำบ่อยๆ
ส่วนการใช้แผ่นเจลเพื่อช่วยลดไข้ อาจช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายได้
แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในกรณีที่เกิดอาการชักจากไข้ เนื่องจากไม่สามารถลดอุณหภูมิได้รวดเร็ว
โดยทั่วไปแล้วกรณีที่เด็กมีไข้แนะนำให้ใช้ยาลดไข้ที่เหมาะสม ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง
จะได้ประโยชน์มากกว่าการใช้แผ่นเจลครับ
4. ถ้าดูแลด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้วไข้ยังไม่ลดลง ควรนำเด็กไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย
และรักษาสาเหตุของอาการไข้ที่เกิดขึ้น
5. ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าอาการชักที่เกิดเป็นร่วมกับไข้
ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจเพิ่มเติมใดๆ ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่า
อาจจะเป็นโรคลมชักหรือโรคที่ระบบประสาทอื่นๆ จึงอาจจะมีการตรวจคลื่นสมอง
หรือตรวจทางรังสี เช่น การทำ CT scan (Computerized Tomography) ของสมอง
(update 23 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 264 มกราคม 2548 ]
|