โรงสมอง ในเด็ก


โรคที่เกิดกับสมองเป็นเรื่องน่ากลัว
ยิ่งถ้าเจ้าตัวเล็กต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคนี้
ความทุกข์คงถาโถมใส่พ่อแม่ชนิดที่ตั้งตัวไม่ติดเลยนะคะ

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ น.พ.สมจิต ศรีอุดมขจร แพทย์ระดับ 8
ประจำแผนกประสาทวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี


1. โรคติดเชื้อในสมอง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคไข้สมองอักเสบ โรคฝีในสมอง เด็กทารก-เด็กอายุ 3 ปี มีความเสี่ยงจะป่วยเป็นโรคติดเชื้อในสมองสูงกว่าเด็กวัยอื่นๆ

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเสียเป็นส่วนใหญ่ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ โดยมาอาศัยอยู่ในคอและจมูกเพื่อฟักตัวเองอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นเชื้อโรคจะเริ่มเดินทางตามกระแสเลือด จนท้ายสุดไปอาศัยอยู่ในเยื่อหุ้มสมองของลูกเรา และลามไปอยู่ในสมองทำให้เป็นโรคทางสมองได้

อาการที่พบในเด็กคือเป็นไข้ ถ้าเป็นเด็กเล็กจะร้องกวน มีไข้สูงประมาณ 2-3 วัน บางรายมีอาการซึม และกินนมน้อยกว่าปกติ บ้างก็อาเจียน บางรายอาจมีอาการชัก เด็กโตขึ้นมาหน่อยอาจบอกคุณพ่อคุณแม่ได้ว่า ตัวเองปวดหัวมาก

ความแตกต่างของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบกับการเป็นไข้หวัดธรรมดาก็คือ ถ้าลูกมีไข้ ร้องไห้บ่อยๆ แต่พอได้กินยาลูกจะมีอาการดีขึ้น กินได้มากขึ้น ไม่มีอาการซึม แต่ถ้าเป็นโรคติดเชื้ออย่างโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบลูกมักจะมีอาการไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา แม้จะกินยาลดไข้แล้วก็ตาม อีกอย่างลูกจะมีอาการซึมทวีความรุนแรงมากขึ้น หนำซ้ำจะไม่รู้สึกอยากอาหารเลย

ดังนั้นควรพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่แออัดมากๆ และควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แต่ถ้าป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะฉีดยาฆ่าเชื้อเข้าไปทางเส้นเลือดให้กับผู้ป่วย ซึ่งปริมาณยาควรจะฉีดให้ครบกำหนด เพราะโรคนี้ถ้าเป็นอาจมีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก ถ้าวินิจฉัยโรคช้าจะทำให้สมองพิการได้ หรือทำให้ความจำ ความคิดสติปัญญาของเด็กไม่ดี นอกจากนั้นโรคนี้ยังทำให้เด็กยั้งตัวเองไม่ค่อยจะอยู่ อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย หรือมีพฤติกรรมแปลกๆ ได้

  • โรคไข้สมองอักเสบ
ทั้งเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่ต่างมีความเสี่ยง คาดว่าต่อไปโรคนี้จะเป็นปัญหามากกว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพราะโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ เช่น เชื้อ Japanese B เชื้อเริม เชื้อของโรคไข้เลือดออก ฯลฯ

อาการลักษณะคล้ายกับอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่จะมีอาการทางด้านความรู้สึกตัว ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่สมอง เมื่อลูกป่วยเป็นไข้อันเนื่องมาจากเชื้อไวรัส เราควรจะเช็ดตัวให้กับลูกเพื่อลดไข้ และดื่มน้ำให้มากๆ กินอาหารให้เพียงพอ ที่สำคัญควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และควรให้ลูกได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบตามกำหนด คือเมื่ออายุ 1 ขวบครึ่ง โดยฉีด 2 เข็มห่างกัน 1-2 สัปดาห์

  • โรคฝีในสมอง
เด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจชนิดเขียว ในร่างกายจะมีระดับออกซิเจนต่ำ เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเดินทางไปยังสมอง ทำให้เป็นฝีในสมองได้

อาการของโรคจะมีไข้ ปวดหัว หรือแขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือเกิดการชัก และถ้าเกิดฝีในสมองขยายขนาดใหญ่มากขึ้นแต่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ฝีอาจแตก ทำให้เกิดอันตรายได้

วิธีรักษา ถ้าฝีอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดได้จะได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน แต่ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ลึกเข้าไปในสมองและก้อนฝีไม่ใหญ่มาก หมอจะฉีดยาเข้าทางเส้นเลือดเพื่อไปทำลายฝีก้อนนั้นๆ โดยใช้เวลา 4-6 อาทิตย์ หลังจากนั้นหมอจะติดตามผลอย่างต่อเนื่องต่อไป


2. โรคเนื้องอกในสมอง

ในเด็กเนื้องอกเป็นโรคฮิตติดอันดับสองรองมาจากโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว และเด็กที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี อาการที่เป็นจะมีตั้งแต่ร้องกวน ไม่ค่อยกินนมหรือกินแล้วอาเจียนออกมา บางรายรุนแรงถึงขั้นขนาดของศีรษะโตขึ้น เพราะมีก้อนเนื้องอกมาอุดตัน เด็กบางคนอาจมีอาการตามองลงแต่ข้างล่าง เพราะความดันในสมองสูงขึ้น ทำให้ตาของเด็กมองลงล่างได้

ปัจจุบันเรายังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค แต่เรื่องของกรรมพันธุ์ก็เป็นสาเหตุใหญ่ ร่วมกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้น วิธีรักษาคือการผ่าตัด เคมีบำบัด ฉายแสง ซึ่งผลการรักษาในผู้ป่วยบางรายอาจหายขาดได้


3. โรคเส้นเลือดในสมอง

  • โรคเลือดออกง่าย
เช่น โรคฮีโมฟีเลีย เด็กแรกคลอดบางคนไม่ได้ฉีดวิตามิน k ทำให้เลือดออกง่าย และถ้าผู้ป่วยเกิดมีเลือดออกในสมองขึ้นมา เด็กจะเริ่มซึม ปวดหัวอย่างรุนแรง บางรายมีอาการรุนแรงมากจนหมดสติ และถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้

สาเหตุของโรคเลือดออกง่าย เกิดได้ทั้งที่เป็นโรคอย่างฮีโมฟีเลีย ซึ่งเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ และเกิดจากการที่หัวสมองได้รับการกระแทก เพราะฉะนั้นถ้ามีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นกับลูก โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ ควรพาลูกมาหาหมอโดยด่วนนะคะ

  • โรคเลือดแข็งตัวเร็วผิดปกติ
อาการของโรคคือแขน ขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง เกร็ง ชัก สาเหตุของการเกิดโรคนี้ในเด็กเล็กเป็นเพราะเรื่องของกรรมพันธุ์

วิธีการรักษาจะรักษาตามอาการและให้ยาละลายลิ่มเลือด เด็กที่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว จะมีอาการกลับไปเหมือนเด็กปกติได้ (ในเด็กเล็กหมอจะฉีดยาทางเส้นเลือดให้)


4. โรคขาดออกซิเจนฉับพลัน

เด็กที่จมน้ำหรือขาดออกซิเจน เพราะเผลอไปกินผลไม้บางอย่างที่มีเมล็ดลื่นๆ เช่น ละมุดหรือถั่วลิสงเข้าไป แล้วเมล็ดเหล่านั้นเล็ดลอดเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจ ทำให้สมองของเด็กขาดออซิเจน ส่งผลให้มีความพิการของสมอง บางรายอาจเสียชีวิตไปเลยก็มี

ดังนั้นควรป้องกันไม่ให้ลูกเข้าใกล้บริเวณแหล่งน้ำ หรือไม่ควรแช่น้ำทิ้งไว้ในกะละมัง โดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ใกล้ๆ เพราะลูกอาจลื่นล้มไปในกะละมังและจมน้ำได้ และเด็กที่เล็กมากๆ ควรดูแลเรื่องอาหารการกินให้มีขนาดที่พอเหมาะ อาหารที่เป็นเม็ดเล็กง่ายต่อการหลุดลงคอต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนให้ลูกกิน


5. โรคสมองพิการ

โรคสมองพิการ เด็กเหล่านี้มีอาการแสดงออกโดยไม่คว่ำ ไม่นั่ง หรือไม่เดิน หรือทำได้ช้ากว่าเด็กปกติ เด็กเหล่านี้มักจะมีลักษณะเกร็ง แขน ขาลำตัวมาก ร่วมกับอาการอ่อนแรง และอาจมีปัญหาด้านอื่นร่วมด้วย เช่น ไม่สบตา ไม่จ้องหน้า พูดช้า หรือชักร่วมด้วย

สาเหตุของการเกิดโรค
  • สาเหตุขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ ภาวะเจ็บป่วยของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น เป็นหัดเยอรมัน ภาวะความดันโลหิตสูง การได้รับยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ โดยอาจทราบหรือไม่ทราบว่ามีครรภ์อยู่ เช่น ยาขับประจำเดือน เหล้า ยาเสพติด ภาวะต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กในครรภ์ และอาจส่งผลทำให้เด็กเป็นโรคสมองพิการได้

  • สาเหตุขณะคลอด การคลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะเจ็บป่วย เช่น การขาดออกซิเจน การติดเชื้อ หรือตัวเหลือง

  • สาเหตุที่เกิดขึ้นในภายหลัง มักเป็นเด็กที่เจ็บป่วยรุนแรง มีผลต่อการทำงานของสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไข้สมองอักเสบ ภาวะสมองขาดออกซิเจน ฯลฯ
โรคสมองพิการต้องใช้การรักษาร่วมกันหลายอย่าง ทั้งแพทย์ด้านประสาท แพทย์ด้านกระดูกและข้อ กายภาพ กระตุ้นพัฒนาการโดยการทำกายภาพบำบัด กระตุ้นพัฒนาการทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้เลียงดูจะช่วยเด็กได้มาก

ในรายที่มีอาการเกร็งมาก แพทย์จะให้ยาคลายเกร็งกินหรือฉีดบริเวณกล้ามเนื้อที่เกร็งมาก ในรายที่มีปัญหาข้อยึดติดหรือมีปัญหาการเดิน แพทย์ทางกระดูกและข้ออาจช่วยผ่าตัดได้

  • โรคลมชักหรือลมบ้าหมู
สาเหตุการชักเกิดได้จากความผิดปกติของการทำงานของสมองโดยเฉพาะที่ผิวสมอง สาเหตุที่พบได้บ่อยๆ ในเด็ก ได้แก่ การติดเชื้อในสมอง ไข้สมองอักเสบ สมองเจริญเติบโตผิดปกติ อุบัติเหตุทางสมอง หรือเนื้องอกในสมอง ฯลฯ

อาการชักที่เรารู้จักกันทั่วไป คืออาการชักเกร็งกระตุกของแขน ขา ลำตัวที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ลมบ้าหมู ซึ่งพบได้บ่อยในเด็ก ยังมีอาการชักแบบอื่นได้ เช่น อาการสะดุ้งคล้ายตกใจ ซึ่งเกิดในเด็กแรกเกิด – 2 ขวบ โดยอาการจะปรากฏช่วงง่วงนอน หรือหลังตื่นนอนใหม่เป็นชุด ชุดละหลายครั้ง

นอกจากนี้เด็กที่มีการชักอาจแสดงออกโดยอาการเหม่อตาค้าง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เรียกว่าไม่รู้สึกตัว หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ เดินไปมา หมุนตัวไปมา เอะอะโวยวายโดยไม่มีเหตุผล

เด็กที่เป็นโรคลมชัก โดยทั่วไปหมอจะให้กินยาป้องกันชักทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี และจะพิจารณาค่อยๆ ลดและหยุดยาในเวลาต่อมา พ่อแม่ผู้ป่วยไม่ควรหยุดกินยาเอง เพราะเด็กอาจกลับมาชัก และอาจชักอย่างรุนแรงได้

  • โรคไข้ชักในเด็ก
โรคนี้มักเกิดในเด็กวัย 1-3 ขวบ ขณะที่มีไข้ใน 24 ชั่วโมงแรก เด็กมีอาการชักเกร็งกระตุกขึ้นมาประมาณ 1-2 นาที โดยไม่มีสัญญาณเตือน โดยทั่วไปการชักไม่ได้ทำให้สมองแย่ลง

สาเหตุการชักที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ แต่พ่อแม่ไม่ต้องตกใจมากไปนะคะ เพราะโรคไข้ชักไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ไม่ส่งผลกระทบต่อเรื่องของไอคิว หรือพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อแต่อย่างใดด้วยค่ะ

ถ้าลูกมีอาการชักควรให้เขานอนตะแคงไว้เพื่อไม่ให้ลิ้นไปอุดตันทางเดินหายใจ และอย่าให้มีอะไรสำลักเข้าปาก ควรคลายเสื้อผ้าให้หลวมๆ เข้าไว้ และภายใน 5 นาที อาการชักจะหายไปได้เอง แต่ถ้าไม่หายควรรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วนนะคะ

อย่างไรก็ดีเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเป็นไข้ชัก คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามอย่าให้ลูกเป็นไข้ขึ้นสูงจนชัก และถ้าลูกตัวร้อนควรเช็ดตัวให้ความร้อนทุเลาลง แล้วกินยาลดไข้ นอกจากนั้นควรพยายามดื่มน้ำให้มากๆ ในรายที่มีประวัติชักอยู่บ่อยครั้ง หมอจะพิจารณาให้ยากันชักมากินค่ะ


คุณพ่อคุณแม่ดูแล้วอาจรู้สึกวิตกกังวล แต่โรคสมองที่เกิดในเด็กเล็กๆ หลายโรคเป็นเรื่องที่เราป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ ขอเพียงเราหมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ และระมัดระวังดูแลสุขภาพไม่ให้ลูกเจ็บป่วย หรือมีอาการไข้ขึ้นสูงจนชัก ก็จะเป็นการดูแลสมองน้อยๆ ของลูกไว้เพื่อการเรียนรู้อีกมากมายในอนาคตค่ะ


(update 8 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600