หอบหืดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจของมนุษย์
ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่หลอดลมเนื่องจากมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้และสิ่งแวดล้อมมากว่าปกติ
โรคนี้สามารถส่งผ่านทางพันธุกรรมได้เช่นเดียวกับโรคภูมิแพ้ทั่วไป ส่วนใหญ่จึงพบว่าผู้ป่วยมีอาการตั้งแต่เด็ก
แต่ในบางคนสามารถเกิดขึ้นได้เองภายหลัง โดยไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม หากได้รับสารก่อภูมิแพ้
กระตุ้นให้เกิดอาการโรคนี้มีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคน้อยกว่าโรคภูมิแพ้ แต่ถ้าเป็นแล้วจะมีอาการหนักถึงขั้นเสียชีวิตได้
ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศเตือนว่า โรคหืดกำลังคุกคามประชากรทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคยุโรป อเมริกา หรือเอเชีย ซึ่งตัวเลขจากการประชุมโรคหืดระดับโลกครั้งที่ 4
ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมี ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล แพทย์อายุรศาสตร์
โรคระบบทางเดินหายใจและทรวงอก เป็นประธานกรรมการการจัดประชุม กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่ผ่านมา
ซึ่งที่ประชุมรายงานว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดอันดับต้นๆ เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น มีผู้ป่วยถึงร้อยละ 13 ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในขณะนี้
เนื่องจากเป็นประเทศที่มีผู้คนค่อนข้างแออัด ในขณะที่ประเทศไทยและฟิลิบปินส์มีผู้ป่วยเด็กโรคนี้สูงไม่แพ้กัน
คือ ร้อยละ 12.4 ซึ่งสถิติเดิมเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 4.2
โลกนี้ส่งผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของประชากร เด็กที่ป่วยด้วยโรคหืด จะเหนื่อยง่าย
หายใจมีเสียงหวีด ไอ แน่นหน้าอก และหายใจขัด เมื่อสูดสิ่งกระตุ้นที่กระจายตัวอยู่ในอากาศ
ได้แก่ ฝุ่นบ้าน ตัวไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ เชื้อรา ควันต่างๆ อาทิ ควันจากการทำอาหารบางชนิด
ควันรถยนต์ ฯลฯ และอาจมีอาการมากจนถึงขั้นหายใจไม่ออก เนื่องจากอากาศเปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็นลง
ทำให้หลอดลมตีบลงอย่างรวดเร็ว อาจถึงขั้นสลบ หรือเสียชีวิตได้ เพราะขาดอากาศ
คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่ จึงมีประสบการณ์พาลูกเข้าห้องฉุกเฉินกลางดึกมาบ้าง
ในสหรัฐอเมริกามีการศึกษาพบว่า โรคหอบหืดทำให้เด็กขาดเรียน มากที่สุด
ถ้าเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจเกิดความผิดปกติทางร่างกาย
เช่น หน้าอกพองโต อันเนื่องมาจากอาการหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก
เป็นอุปสรรคในการเล่นสนุกกลางแจ้งเหมือนเด็กอื่น เมื่อไม่ได้เล่น
ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง เด็กก็จะ...
- ขาดทักษะในการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และทักษะการใช้ชีวิตจากการลงมือทำ
จนกลายเป็นปัญหาพัฒนาการเรียนรู้ช้าได้ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวล ไม่มั่นใจในตัวเอง
เกิดเป็นความเครียด ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่กระตุ้นให้เกิดอาการฉับพลันได้
- ร่างกายอ่อนแอยิ่งขึ้นเพราะขาดการออกกำลังกาย การเจริญเติบโตจึงน้อยกว่าปกติ
เพราะมักเกิดอาการในช่วงกลางคืนถึงเช้ามืด จึงรบกวนการนอนหลับของเด็ก เมื่ออดนอน
จะมีผลต่อการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตและความสนใจในการเรียนรู้
ถ้าเด็กมีอาการไม่มาก ผู้ปกครองอาจมองไม่เห็นความสำคัญของการรักษา จนปล่อยปละละเลยไป
นานๆ เข้าสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยอาจสูญเสียไป จนในที่สุดกลายเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้
รวมถึงเด็กที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกวัน ก็อาจพัฒนากลายเป็นโรคหืดได้
และเมื่อเทียบวิธีการดูแลรักษาแล้ว การไปพบแพทย์เพื่อรับยามาควบคุมอาการ
คุ้มค่ากว่าการปล่อยให้มีอาการมากหรือฉับพลัน แล้วต้องมารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินมาก
เพราะแทนที่ผู้ปกครองจะเสียค่ายาไม่กี่บาท แต่กลับต้องสูญเสียรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
คือเสียทั้งค่ายา ค่าห้องพัก และยังต้องหยุดงานเพื่อมาดูแลลูกอีกด้วย
ดังนั้นถ้าเด็กมีอาการดังกล่าว ผู้ปกครองควรพาไปทดสอบสมรรถภาพปอด
เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค ซึ่งไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
เพียงรับการวัดอัตราความเร็วลมสูงสุดที่เป่าออก หรือทดสอบด้วยการเป่าสไปร์มิเตอร์
ก็จะได้ข้อมูลในการวางแผนรักษาที่เหมาะสมตามมาตรฐานในการรักษาที่สถาบัน Global Initiative for Asthma (GINA)
ซึ่งได้กำหนดจุดมุ่งหมายใหม่ในการบำบัดรักษาระดับสากลคือ ให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
รวมถึงการออกกำลังกายด้วย ซึ่งเป็นเป้าหมายใหม่ให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้อย่างสมบูรณ์
เรียกว่า Total Control มีแต่วันดีๆ ที่ไม่มีอาการทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน ไม่ต้องใช้ยาออกฤทธิ์สั้น
เพื่อบรรเทาอาการ และไม่ต้องพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินจากการกำเริบของโรค
แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างแพทย์ผู้ปกครองของผู้ป่วย และผู้ป่วยเอง
การควบคุมโรคหืดหอบโดยการใช้ยามีหลายวิธี ได้แก่ การฉีดยา การกินยา
และการสูดยาขยายหลอดลม แต่การฉีดยาและการกินยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง จนเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ร่างกายไม่เติบโตตามวัย เบาหวาน
กระดูกผุ ต้อกระจก เป็นต้น และเมื่อกินหรือฉีดยาแล้ว จะต้องรอสักระยะหนึ่ง ยาจึงจะออกฤทธิ์
ผิดกับการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจะดีกว่าหากใช้อย่างถูกวิธี
เพราะการพ่นยาผ่านทางปากตัวยาจะออกฤทธิ์เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจโดยตรงทันที
โดยไม่ผ่านอวัยวะอื่นเหมือนการกินและฉีดยา ซึ่งปัจจุบันพัฒนาให้สามารถกำหนดปริมาณยาที่ต้องการพ่นได้
ทำให้ได้ผลดีและมีความปลอดภัยสูง โอกาสดื้อยาก็น้อยมาก ซึ่งในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์
ได้พัฒนายาชนิดพ่นต้านการอักเสบ และยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานอยู่ในหลอดเดียวกัน
จึงสะดวกมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตวัคซีนโรคหืดหอบซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนงานวิจัยในการผลิตยาใหม่ๆ
ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งในการประชุมโรคหืดระดับโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ด้วย
(update 14 ธันวาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 เมษายน 2547 ]
|