นอกจากคำพูดที่แสดงความรัก ความหวังดีต่อกันแล้ว สิ่งที่จะสื่อถึงความผูกพัน
เอื้ออาทรระหว่างกันได้อย่างดีและชัดเจนที่สุด ก็คือการสัมผัสนั่นเอง
ผมไปเยี่ยมผู้ป่วยสูงอายุคนหนึ่งที่จำเป็นต้องมารักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยอาการตัวเหลืองตาเหลือง
ผู้ป่วยรายนี้เป็นคนต่างจังหวัด เป็นเกษตรกร ลูกๆ ต้องพามารักษาตัวในกรุงเทพฯ
เพราะความรุนแรงของโรคเกินขีดความสามารถของโรงพยาบาลเล็กๆ ในชุมชนต่างจังหวัด
ความจริงผู้ป่วยรายนี้ไม่อยากมารักษาในกรุงเทพฯ หรอกครับ เพราะเกรงจะทำความลำบากให้กับลูกหลาน
ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก รวมทั้งคิดว่าอายุมากแล้วควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ และอยากมีความสุขความสงบ
ความอบอุ่นกับลูกหลานในบ้านมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ลูกๆ ก็พาคุณพ่อมารักษาที่โรงพยาบาลจนได้ แพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดแล้วพบว่า
เขาเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายของตับ ไม่สามารถผ่าตัดได้ การให้ยาต้านมะเร็งก็เพียง
เพื่อบรรเทาอาการขยายตัวของมะเร็งได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ญาติๆ เมื่อทราบผลการวินิจฉัยก็เสียใจเป็นอย่างมาก
ขณะที่ผู้ป่วยยังไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นอะไรแต่สีหน้าไม่สดชื่นด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียจากการเจ็บป่วย
และด้วยความรู้สึกคิดถึงบ้าน คิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย มีอิสระ และอบอุ่นด้วยลูกหลานและเพื่อนบ้าน
แต่บนความทุกข์ความหม่นหมองนั้นผมก็กลับเห็นความสุข ความสบาย ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นบนใบหน้า
และแววตาของผู้ป่วยขึ้นมาอย่างฉับพลัน คงสงสัยกันนะครับว่าผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น แจ่มใสขึ้นจากอะไร
ยาอะไรวิเศษขนาดที่ทำให้คนกำลังอ่อนแอจากโรคและท้อใจดีขึ้น ยาวิเศษขนานนี้ก็คือ
การสัมผัสและการเอาใจใส่จากลูกหลานนั่นเอง ผมเห็นลูกชายวัย 40 เศษๆ กำลังแปรงฟันให้คุณพ่อ
ค่อยๆ แปรง ค่อยๆ เช็ดปาก เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นๆ เป็นการกระทำที่อ่อนโยนซึ่งเต็มไปด้วยความรัก
และความรู้สึกกตัญญูต่อพ่อบังเกิดเกล้า ขณะที่ลูกชายเช็ดตัวให้พ่อ เรารับรู้ได้ว่า
ผู้ป่วยรู้สึกเป็นสุขที่มีคนมาช่วยคลายทุกข์ และเป็นสุขที่เห็นลูกแสดงความกตัญญูกตเวที
ความจริงในหอผู้ป่วยแพทย์และพยาบาลก็ดูแลรักษาเป็นอย่างดีแล้ว
แต่ยังไงแล้วผู้ป่วยก็ต้องการน้ำเลี้ยงจิตใจจากญาติๆ
โดยเฉพาะได้รับการสัมผัสอย่างอบอุ่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยใจ
- สัมผัสอย่างอ่อนโยน...แด่ลูกน้อย
การสัมผัสจึงเป็นสิ่งสำคัญที่มีคุณค่าสำหรับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยครับ
เพราะการสัมผัสทางกายสามารถสื่อและส่งต่อความรู้สึกจากผู้ให้ไปยังผู้รับได้อย่างดียิ่ง
เป็นการส่งต่อที่ให้ความรู้สึกจริงใจ มั่นคง หนักแน่นและเหมือนเป็นการรับประกันในความรู้สึกต่างๆ ที่ผู้สัมผัสมอบให้
วัยเด็กเล็กการสัมผัสมีความหมายทั้งด้านการสื่อทางอารมณ์และยังเป็นการกระตุ้นที่ดีมาก
การเล่นกับเด็ก โอบกอดลูบไล้ตามตัวจะช่วยกระตุ้นปลายประสาทสัมผัสที่ผิวหนัง
แล้วมีผลเชื่อมโยงไปยังสมองส่วนกลางให้มีการพัฒนาใยและปลายประสาทเล็กๆ
ที่ละเอียดอ่อนได้งอกงามเพิ่มขึ้น
มีงานวิจัยที่มีข้อสรุปว่า เด็กที่ได้รับการดูแลและได้รับการกระตุ้นจากการสัมผัสอย่างเหมาะสม
และเพียงพอจะมีผลทำให้มีพัฒนาการทางสติปัญญามากขึ้น ในด้านจิตใจเด็กที่ได้รับการเอาใจใส่
สัมผัสทางผิวหน้าที่แนบแน่น มั่นคง จิตใจเด็กจะสงบอ่อนโยนลงและเป็นสุข รู้สึกรักและไว้วางใจผู้ที่เลี้ยงดูเขา
ความไว้วางใจในระยะเด็กเล็กนี้ถือเป็นความไว้วางใจหรือมนุษยสัมพันธ์พื้นฐานของมนุษย์
ซึ่งเด็กที่รู้สึกไว้วางใจและประทับใจในผู้เลี้ยงดูในวัยเด็กนี้ เมื่อโตขึ้นจะเป็นคนที่พร้อมให้ความรัก
ความเมตตากับผู้อื่นได้ รวมทั้งมีแนวโน้มเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีมนุษยสัมพันธ์และสัมพันธภาพกับผู้อื่นดี
สำหรับเด็กวัยอนุบาลและวัยเรียน เด็กยังต้องการการโอบกอดและการสัมผัสอยู่ครบ
แต่เราควรจะปรับและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับวัย ไม่ควรสัมผัสและโอบกอดเขาเหมือนเขาเป็นเด็กเล็กๆ
เพราะการโอบกอดช่วงนี้เพื่อให้เขารับรู้ว่าเขาโตขึ้น แล้วพ่อแม่ก็จะไม่ได้ดูแลเขาอย่างเด็กๆ อีกแล้ว
ช่วงวัยรุ่นผู้ที่โอบกอดสัมผัสเด็กควรเป็นเพศเดียวกันกับเขา การคล้องคอคล้องไหล่เขา
บางกรณีมีความจำเป็นและสำคัญมาก เพราะสามารถเป็นสื่อความรู้สึกถึงเขาได้เป็นอย่างดี
เขาจะรู้สึกได้ว่าเรารัก ยอมรับและเข้าใจความรู้สึกเขา นอกจากนี้ยังเป็นการให้กำลังใจที่มีพลังอย่างมาก
ถ้าการโอบกอดทำในลักษณะที่หนักแน่น บีบไหล่เบาๆ แล้วพูดว่า พ่อให้กำลังใจลูก อดทนนะ สู้นะ
ลูกจะได้รับกระแสแห่งพลังเข้าไปอย่างเต็มที่ จนกำลังใจของเขาได้ถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็ว
- สัมผัสกันและกัน...แด่ผู้ร่วมชีวิตคู่
แม้ในวัยผู้ใหญ่ที่มีครอบครัวแล้ว ผมว่าไม่มีใครปฏิเสธได้เลยครับว่า
ตนเองไม่ต้องการการสัมผัสอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความรักจากคู่ของตน
ยิ่งในยามเหนื่อยล้าจากเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ยามท้อแท้ใจหรือเป็นช่วงที่อึดอัดและทุกข์ใจ
การสัมผัสอย่างอบอุ่นและมีพลังใจจากคู่ของตนจะมีคุณค่าสูงสุด หรือแม้ในยามดีใจ สุขใจ
ปลื้มใจจากลาภยศสรรเสริญที่ตนเองได้รับมา ถ้ามีการสัมผัสที่แสดงความยินดีปรีดาไปด้วยกันนั้น
จะยิ่งรู้สึกปิติและเป็นสุขอย่างมาก
ดังนั้นถ้าใครลืมหรือละเลยในความสำคัญของการสัมผัส ก็ขอให้หวนกลับมาทำอีกนะครับ
ทำบ่อยๆ แล้วเราจะรู้สึกโลกเป็นสุขสงบ และมีพลังใจมากขึ้น
แล้วขอการสัมผัสนั้นเกิดขึ้นด้วยความจริงใจอย่างแท้จริงนะครับ
(update 15 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 119 กันยายน 2548]
|