สำหรับคนทำงานในออฟฟิศ หรือในองค์กรต่างๆ คงรู้กันดีว่า การจะทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีนั้น
คงมิใช่ด้วยฝีมือของคนเพียงคนเดียว ว่าไปแล้วสภาพการทำงานของคนในยุคเศรษฐกิจเป็นตัวนำประเทศอย่างนี้
ก็คล้ายการทำงานของเครื่องจักร คือทุกฟันเฟืองไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างมีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น
การทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญและคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร
ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันจึงต้องมีเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง
ถ้าความสัมพันธ์เป็นไปในทางบวกก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้ากลับทางกันละก้อ
งานที่น่าจะโลดลิ่วอาจหยุดชะงักเสียกลางทาง หรือมากกว่านั้นคืออาจพากันไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้เลยก็ได้
การสร้างทีมจึงน่าจะเป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับคนเป็นหัวหน้างาน!
วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการสร้างทีมมาเล่าสู่กันฟัง โดยผ่านประสบการณ์การทำงานของ
คุณสมเกียรติ อำนวยสุวรรณ อดีตหัวหน้าหน่วยสื่อสารสาธารณะซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงาน
ผู้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนในกลุ่มรากหญ้าช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
การทำงานของทีมงานเขาในครั้งนั้นได้ส่งผลให้เกิดการต่อยอดการทำงานโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
หรือ OTOP อันลือลั่น และโครงการการสร้างธุรกิจขนาดย่อม หรือ SMEs
อันเลื่องชื่อรวมทั้งกองทุนหมู่บ้านอันคุ้นหูติดตามมา
และกุญแจสำคัญของความสำเร็จก็คือการทำงานแบบทีมเวิร์ก!! โดยเขาได้ให้ความเห็นว่า
ทุกคนในทีมจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี อดทน และต้องรู้จักเคารพความเห็นที่แตกต่างจากตัวเอง
เรื่องมนุษย์สัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานกับคนหมู่มาก
โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้างานจำเป็นต้องใช้มนุษยสัมพันธ์ในการเปิดใจเข้าหาคนอื่นๆ ก่อน
และถ้าคำพูดของเราไม่เข้าหูเขาเสียแล้ว การทำงานจะไม่เชื่อมกัน และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
จะทำให้เราไม่ตัดสินและไม่เปรียบเทียบใคร
เวลาทำงานกับคนหลากหลาย เราต้องใช้ความอดทนและใจกว้างที่จะยอมรับความแตกต่าง
บางคนอาจมีความคิดไม่เหมือนเรา แต่ถ้าเปิดใจ เราอาจพบว่าความคิดของเขาดีกว่าเราก็ได้
และเวลาทำงานด้วยกันเราต้องคิดว่าทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเด่นกว่าใคร
และในทีมจะขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เราจึงต้องทำงานแบบให้เกียรติ ยอมรับ และเคารพกัน
คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการสื่อสารที่ดีที่ต้องมีความสั้น กระชับ
การทำงานเป็นทีมต้องมีการสื่อสารแบบไปและกลับ แต่ระหว่างที่เขาตอบกลับมา
อีกฝ่ายหรือคนที่เป็นหัวหน้างานควรมีคำวิจารณ์ หรือข้อเสนอแนะซึ่งถือเป็นการสื่อสารแบบ 3 มิติกลับมาด้วย
นอกจากนั้นเราต้องมีศิลปะในการพูดให้เขาสามารถรับสารที่เราสื่อออกไปได้ด้วย
แม้จะใช้ศิลปะในการพูดอย่างไร ก็คงต้องมีบ้างบางครั้งที่การทำงานกับคนหมู่มากอาจทำให้เกิดการไม่ลงรอยกัน
ซึ่งเมื่อตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ความคิดเชิงบวก และความใจเย็น รวมทั้งวุฒิภาวะอารมณ์ความเป็นผู้ใหญ่
จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้
ถ้าทีมเกิดมีความคิดเห็นขัดแย้งกัน ก็ต้องบกให้ทุกคนใจเย็นๆ ถึงทะเลาะกันไปก็ไม่มีประโยชน์
เพราะเรายังมีเป้าหมายร่วมกันที่จะต้องทำให้สำเร็จ และในท่ามกลางความขัดแย้งของคนทำงาน
เราจะต้องหาข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันให้ได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะใช้วิธีการโหวตเสียงเพื่อดูความคิดของคนส่วนใหญ่
หรือบางครั้งอาจต้องถกความคิดกันไปเรื่อยๆ ตรงนี้บางคนอาจคิดว่า การโต้แย้งกันเป็นเรื่องไม่ดี
แต่การทำงานควรจะมองว่าการถกกันอย่างนี้เป็นเรื่องปกติ ที่เราจะเห็นมุมมองที่แตกต่างจากคนหลายๆ คน
และหาข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ให้ได้ในที่สุด
ฉะนั้นเวลาทำงานกับคนมากๆ เราต้องไม่มีทิฐิเหมือนเด็กๆ และควรมีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร
คือต้องอดทนให้มากพอที่จะอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงคิดอย่างนี้ หรือต้องอดทนในยามที่งานออกมาไม่ได้อย่างที่ใจคิด
และต้องมองโลกในแง่ดี ต้องพยายามเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพราะฉะนั้นการทำงานกับคนหมู่มาก
จึงทำให้เราต้องใช้จิตวิทยาอย่างสูง
ด้วยหลักการทำงานข้างต้น คุณสมเกียรติจึงไม่เคยมีปัญหากับผู้ร่วมงานทั้งที่อายุน้อยกว่า
และอายุมากกว่า เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าคนทุกคนต่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันหมด
ผมยึดหลักการใช้อัธยาศัยที่ดี และจะเคารพคนทำงานทุกคน เพราะคิดอยู่เสมอว่า
ตัวเราเองก็คงไม่ได้รู้อะไรไปหมดทุกเรื่อง เราจึงต้องเข้าหาคนทำงานก่อน
เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน มีจุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร
จะได้นำมาวิเคราะห์และจัดหางานที่เหมาะสมให้กับแต่ละคน
ซึ่งผมมองว่านี่คือการพัฒนาทีมที่ถูกทาง
การทำงานเป็นทีมจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์ควบคู่กันไป
ว่าแล้วก็ลองเอาหลักการนี้ไปใช้ในการพัฒนาทีมกันดูค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่า
เป้าหมายแห่งความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
(update 7 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 114 กันยายน 2548 ]
|