เด็กทุกคนมีความฝันที่อยากจะเป็นโน่นเป็นนี่ และส่วนใหญ่เป็นความฝันที่ไม่มีใครมาตีกรอบ
แต่ก็มีบ้างที่กรอบถูกกำหนดขึ้นจากคนรอบตัว เช่น พ่อแม่ที่เป็นหมอ
ก็อยากให้ลูกของตนได้เรียนหมอเหมือนตัวเอง
ซึ่งในอดีตภาพการตีกรอบนี้มีให้เห็นกันมาก
แต่มาในยุคดิจิตอล ค่านิยมแบบนี้ดูเหมือนจะมีให้เห็นน้อยลง เช่น
แต่ก่อนพ่อแม่มักจะบังคับให้ลูกไปเรียนพิเศษจะได้เรียนหนังสือเก่งๆ และสอบได้คะแนนดีๆ
แต่มายุคนี้เปลี่ยนจากการเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ไปเป็นการเรียนดนตรี ร้องเพลง วาดรูป
เพื่อให้เขาได้รู้ตัวเองก่อนว่าชอบเรียนอะไร และอยากจะเป็นอะไรในอนาคต
แต่ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม สิ่งที่มักจะต้องคิดควบคู่กันไปด้วยคือ
รายได้ที่ได้จากการประกอบอาชีพนั้น รวมไปถึงการนำรายได้ที่ได้มานั้น
ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนได้อย่างไรบ้าง
ถึงตรงนี้มีตัวอย่างที่น่าสนใจของการตัดสินใจเลือกอาชีพของตน คือ มีเด็กนักเรียนที่เรียนดีคนหนึ่ง
ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตามกลุ่มเพื่อนๆ และค่านิยมของสังคมในสมัยนั้น
แต่ด้วยความที่เป็นคนขยันและต้องการหารายได้พิเศษ เพื่อนำเงินที่ได้มาไปซื้อของตามที่ต้องการ
จึงรับจ้างสอนพิเศษให้กับนักเรียนที่เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะวิศวะฯ
ทำให้มีรายได้มากขึ้น และเหลือเก็บเป็นเงินออมไว้ในธนาคาร แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำมาก
เลยคิดอยากให้เงินงอกเร็วกว่าดอกเบี้ย จึงเริ่มนำเงินส่วนหนึ่งไปเล่นหุ้น
และซื้อกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคาร
นอกจากสอนพิเศษแล้ว ก็จับมือกับเพื่อนแต่งหนังสือเทคนิคการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ซึ่งค่าลิขสิทธิ์จากการขายหนังสือแม้จะไม่ได้เงินมามากมายนัก แต่ก็เป็นการลงแรงที่เก็บกินได้ยาวหน่อย
พอเรียนจบคณะวิศวฯ เขาก็เอาดีทางสอนแต่ก็คิดว่าถ้าสอนคนเดียวคงไม่ไหว
และรายได้คงไม่แน่นอน งั้นตั้งเป็นโรงเรียนแล้วสอนหลายๆ สาขา ให้ครบทุกวิชาและอาชีพเลยดีกว่า
จะได้มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่อยากจะแสดงให้เห็นจากตัวอย่างนี้คือ โดยปกติรายได้มีที่มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน
ตามความสามารถ การแสวงหาโอกาส และสิ่งที่ลงมือทำ
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากบุคคลในตัวอย่างนี้คือ ถ้าเขาเลือกที่จะเปิดโรงเรียน รายได้ประจำ
หรือเงินเดือนที่เขาจะได้รับ ก็เปลี่ยนเป็นการจ่ายให้คนอื่นแทนสำหรับค่าแรงและสมอง
ส่วนรายได้ที่ตัวเองได้รับ คือ การจ่ายเงินให้ตัวเองสำหรับค่าที่ตัวเองเป็นคนสอน
หรือเทียบได้กับรายได้ที่พ่อค้า แม่ค้าได้รับจากการค้าขาย การประกอบกิจการ
หรือเปรียบกับเจ้าของธุรกิจ ก็คือ รายได้ หรือกำไรทั้งหมดที่เหลือจากหักค่าใช้จ่าย
ไม่ว่าจะเป็นแรงงานของตัวเอง แรงงานของคนอื่น และค่าใช้จ่ายการดำเนินงานของบริษัท
จะเห็นว่าที่เล่ามา เรามองเห็นที่มาของรายได้หลักๆ 3 แหล่งคือ
แหล่งที่หนึ่ง เป็นรายได้ที่ได้จากเงินเดือนหรือค่าจ้าง
แหล่งที่สอง เป็นรายได้ที่จ่ายตัวเองจากการประกอบกิจการของตน
สำหรับแหล่งที่สาม เป็นรายได้จากการเป็นเจ้าของกิจการ
ซึ่งรายได้ส่วนนี้มีทั้งโอกาสที่เป็นกำไรหรือขาดทุนก็ได้ ขึ้นกับผลประกอบการ
เมื่อมีรายได้แล้ว ส่วนหนึ่งก็ใช้จ่ายไป อีกส่วนหนึ่งเก็บออมไว้ แล้วนำไปลงทุนหาผลประโยชน์เพิ่มเติม
เป็นรายได้แหล่งที่สี่ เช่น ดอกเบี้ยที่ได้จากเงินฝากธนาคาร เงินปันผลจากหุ้น
ค่าเช่าจากการลงทุนซื้อบ้านหรือคอนโดให้คนเช่า
ในภาพรวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รายได้มีที่มาจาก 4 แหล่ง ทุกคนไม่จำเป็นว่าจะต้องมีรายได้ครบ 4 แหล่ง
แต่อย่างน้อยควรมีแหล่งที่มาของเงินมากกว่า 1 แหล่ง เหมือนเด็กวิศวะฯ คนนี้ที่คิดว่าถ้าสอนตัวคนเดียว
ก็ได้เงินในช่วงที่ยังมีแรงสอน (รายได้มาจากแหล่งที่ 2) แต่เมื่อหมดแรง เงินก็ไม่ไหลมาเหมือนแต่ก่อน
แถมยังไหลออกอีกด้วย จึงต้องหาเงินจากหลายๆ ทาง เช่น จ้างผู้อื่นมาช่วยสอน (รายได้จากแหล่งที่ 3)
และอย่างน้อยถ้ายังไม่รู้จะทำอะไรเพิ่ม ก็เอาเงินที่เหลือใช้นั้นให้ไปทำงานแทนเราพลางๆ ก่อน
(รายได้จากแหล่งที่ 4)
เพราะเงินมันขยันมันทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เพราะลองดูที่ดอกเบี้ยธนาคารสิ
เขาคิดให้เราทุกวันเลย แม้ปีใหม่ สงกรานต์ก็คิดให้ด้วย และไม่บ่นว่าเหนื่อยสักคำ
(update 7 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 114 กันยายน 2548 ]
|